หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : เจ๊กปนลาวปนเขมร เป็นคนไทย อยู่อุบลฯ

6.08.16 | 22:53 น.
วัดทุ่งสว่างอารมณ์ เป็นวัดที่ชาวกุลาบ้านโนนใหญ่สร้างขึ้น

อุบลฯ บุ๊คแฟร์ ที่สุนีย์ทาวเวอร์ จ. อุบลราชธานี (6-14 สิงหาคม 2559) ผมไปเล่าเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาของผู้คนและดินแดนเมืองอุบลฯ ทำเอกสารอย่างง่ายๆ แจกด้วย ดังนี้

คนสวมหน้ากากสามเหลี่ยม ในพิธีกรรมเลี้ยงผีบรรพชนเพื่อขอฝน ราว 2,500 ปีมาแล้ว (ไม่ใช่ตุ้มจับปลาตามที่ทางการอธิบายไว้) ลายเส้นคัดลอกของกรมศิลปากร จากภาพเขียนสีที่ผาแต้ม อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี
คนสวมหน้ากากสามเหลี่ยม ในพิธีกรรมเลี้ยงผีบรรพชนเพื่อขอฝน ราว 2,500 ปีมาแล้ว (ไม่ใช่ตุ้มจับปลาตามที่ทางการอธิบายไว้) ลายเส้นคัดลอกของกรมศิลปากร จากภาพเขียนสีที่ผาแต้ม อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี

คนไทย เป็นลูกผสม ร้อยพ่อพันแม่ ได้แก่ เจ๊กปนลาวปนเขมร, มอญ, ม้ง, เมี่ยน, มลายู, แขกจามพราหมณ์กุลา ฯลฯ

เริ่มมีครั้งแรกยุคอยุธยาบริเวณแคบๆเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง ราวหลัง พ.ศ. 1700

อุบลราชธานี มีสมัย ร.1 พ.ศ. 2335 แต่คนอุบลฯยุคแรกยังไม่ไทย เพิ่งเป็นคนไทย พ.ศ. 2482 เมื่อเปลี่ยนชื่อประเทศ จากสยามเป็นไทย

 

Advertisement

บรรพชนอุบลฯ

คนสวมหน้ากากสามเหลี่ยมในภาพเขียนที่ผาแต้ม เป็นบรรพชนเก่าสุดของชาวอุบลฯ เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว

ขณะเดียวกันก็เป็นบรรพชนคนไทยและคนอุษาคเนย์พร้อมกันไปด้วย

 

ศาสนาผี

ผาแต้ม บริเวณที่มีภาพเขียนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาผี เทียบได้กับศาสนสถานสมัยหลัง เช่น โบสถ์, วิหาร, ปรางค์ปราสาท ฯลฯ

ภาพเขียนผาแต้มก็ทำนองเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์

คนนานาชาติพันธุ์ร่วมกันมีพิธีกรรมบริเวณลานกว้างบนผาแต้ม เช่น เลี้ยงผีบรรพชนเพื่อขอฝน, แก้บนรักษาโรค ฯลฯ

 

นานาชาติพันธุ์

ภาพเขียนที่ผาแต้มมีขนาดใหญ่โตและต่อเนื่องยืดยาว

แสดงว่ามีผู้คนนานาชาติพันธุ์ตั้งหลักแหล่งถาวร และเดินทางผ่านไปมาตามเส้นทางคมนาคม แล้วร่วมทำพิธีกรรมเลี้ยงผีบรรพชนและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาผีบริเวณหน้าผานี้

 

แลนด์มาร์ก ชุมทางคมนาคม

ผาแต้ม (อ. โขงเจียม จ. อุบลฯ) เป็นแลนด์มาร์ก (หรือหลักหมาย) บนเส้นทางคมนาคมของคนดึกดำบรรพ์นานาชาติพันธุ์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว เพราะตั้งอยู่บริเวณชุมทาง ดังนี้

เหนือ-ใต้  ตามแนวแม่น้ำโขง ตั้งแต่มณฑลยูนนานลงมา ไปออกทะเลสมุทรที่อ่าวไทย

ตะวันออก-ตะวันตก  ตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ย (เวียดนาม) จนไปออกอ่าวเมาะตะมะ (พม่า) ตามเส้นทางบก และแม่น้ำลำคลอง เช่น มูล, ชี ฯลฯ

ผาแต้มเป็นแลนมาร์กปรับเปลี่ยนวิธีเดินทางที่จะมีต่อไป เช่น ถ้าจะลงทางใต้ตามแม่น้ำโขงจะไปไม่ได้ เพราะติดแก่งลี่ผี ต้องหันเหทางอื่น

ด้วยเหตุนี้เอง จึงเกิดชุมชนขนาดใหญ่โต จนเป็นรัฐเจนละที่ลุ่มน้ำชี (จ. ยโสธร) แล้วเป็นรัฐที่ปราสาทวัดพู (แขวงจำปาสัก ในลาว)

 

พระวอ บรรพชนชาวอุบลฯ

เชื้อสายเจ้าปางคำ เมืองเชียงรุ่ง สิบสองพันนา

พระวอ อยู่เมืองหนองบัว (จ. หนองบัวลำภู) สนับสนุนเจ้าสิริบุญสาร ขึ้นครองเมืองเวียงจัน

ต่อมามีเหตุขัดแย้งทางการเมือง ต้องป้องกันตัวเองโดยก่อกำแพง สร้างป้อมค่าย เสริมความมั่นคงแข็งแรงเมืองหนองบัว ครั้งนั้นพระวอขนานนามเมืองว่า นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ราว พ.ศ. 2303 (ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก 7 ปี)

เจ้าสิริบุญสารส่งกองทัพจากเวียงจันปราบปรามพระวอ เมืองหนองบัว

พระวอรวบรวมเครือญาติและไพร่พลหนีไกลไปพึ่งเจ้านครจำปาสัก (ลาวใต้)  แล้วเกิดขัดแย้งกันอีกก็หนีต่อกลับไปทางแม่น้ำมูล ตั้งชุมชนอยู่ดอนมดแดง (อ. ดอนมดแดง จ. อุบลฯ) ขอพึ่งพระเจ้าตาก กรุงธนบุรี

กองทัพจากเวียงจัน ยกไปล้อมจับ ฆ่าพระวอ

พระเจ้าตากให้เจ้าพระยาจักรี (ต่อมาคือ ร.1) ยกไปตีเมืองจำปาสักกับเมืองเวียงจัน พ.ศ. 2321 (ได้พระแก้วมรกต ในคราวนี้)

ต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2335 ร.1 ให้ยกบ้านแจระแม เป็นเมืองอุบลราชธานี (ตามเค้านามเดิมหนองบัว)

พระวอ เป็นคำย่อภาษาปากคนทั่วไป จากชื่อทางการไม่ตรงกันมีหลายนาม เช่น พระวรปิตา, พระวรราชวงศา, พระวรราชภักดี ฯลฯ แต่ทุกแห่งกล่าวตรงกันว่าพระวอเป็นเชื้อสายเจ้าปางคำ

 

เจ้าปางคำ เมืองเชียงรุ่ง สิบสองพันนา

เจ้าปางคำ เป็นเจ้านายชาวลื้อ เมืองเชียงรุ่ง สิบสองพันนา (ปัจจุบันอยู่บริเวณใต้สุดของมณฑลยูนนาน ในจีน)

หนีพวกฮ่อรุกราน ลงไปอยู่หนองบัว (ลุ่มภู) โดยได้รับสนับสนุนจากเจ้านายเมืองหลวงพระบางกับเมืองเวียงจัน

ครั้งหนึ่งราว พ.ศ. 2184 เจ้าปางคำเคยไปคล้องช้างป่าถึงดินแดนนครจำบากนาคบุรี (ต่อไปข้างหน้า คือ เมืองจำปาสัก) ได้ร่วมสังวาสกับนางเพา ซึ่งเป็นบุตรีเจ้าเมือง จนมีลูกสาวชื่อนางแพง เมื่อโตขึ้นก็ได้เป็นเจ้าเมืองนครจำบากฯ

ในลาว เชื่อว่าเจ้าปางคำเป็นผู้แต่งวรรณกรรมเรื่องสินไซ

 

อุบลราชธานี มาจากไหน?

อุบลราชธานี  หมายถึง เมืองแห่งบัวบาน หรือเมืองอันมีที่มาจาก “นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน” (ที่หนองบัวลุ่มภู ปัจจุบันคือ จ. หนองบัวลำภู)

ได้นามอุบลราชธานีจากบรรดาศักดิ์ของพระปทุมสุรราชภักดี (คำผง) เจ้าเมืองคนแรก ที่ได้รับพระราชทานจาก ร.1 เมื่อ พ.ศ. 2335

 

  1. 5,000 ปีมาแล้ว บรรพชนคนอีสาน แรกมีหมู่บ้าน กินข้าวเหนียว
  2. 3,000 ปีมาแล้ว บรรพชนบางกลุ่มเคลื่อนย้ายเข้ามาจากภายนอก
  3. หลัง พ.ศ. 1 โขง-มูล-ชี ที่อุบลฯ ชุมทางผู้คนหลายเผ่าพันธุ์
  4. หลัง พ.ศ. 500 ศาสนาจากอินเดียมาถึงสุวรรณภูมิ อุบลฯยังนับถือศาสนาผี
  5. หลัง พ.ศ. 1000 รัฐเจนละ แรกสุดอยู่อุบลฯ “ทวารวดี” เข้าอีสาน ถึงอุบลฯ
  6. หลัง พ.ศ. 1500 “ขอม” เข้าอีสาน ถึงอุบลฯ คุมเส้นทาง โขง-ชี-มูล
  7. หลัง พ.ศ. 1700 พระเจ้าชัยวรรมันที่ 7 แผ่อำนาจคุม โขง-ชี-มูล
  8. หลัง พ.ศ. 1800 ข่าและลาว เข้าอีสานถึงอุบลฯ
  9. หลัง พ.ศ. 2000 ลาวก่อบ้านสร้างเมืองใหม่ ทางโขง-ชี-มูล
  10. หลัง พ.ศ. 2300 บรรพชนอุบลฯ พึ่งพระเจ้าตาก จากจำปาสัก ไปอยู่ดอนมดแดง
  11. หลัง พ.ศ. 2335 ร.1 ยกบ้านแจระแม เป็นเมืองอุบลฯ
  12. พ.ศ. 2425 ร.5 ส่งข้าหลวง แรกปกครองเมืองอุบลฯ
  13. พ.ศ. 2434 กรมหลวงพิชิตปรีชากร ข้าหลวงใหญ่ อยู่อุบลฯ
  14. พ.ศ. 2436 กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ผู้สำเร็จราชการเมืองอุบลฯ
  15. พ.ศ. 2442 “ลาวกาว” ชาวอุบลฯ เป็น “ชาติไทยบังคับสยาม”
  16. พ.ศ. 2443 ขบวนการ “ผีบุญ” เริ่มเขตเมืองอุบลฯ
  17. พ.ศ. 2459 เมืองอุบลฯ เป็น “จังหวัดอุบลราชธานี”
  18. พ.ศ. 2475 งานการเมืองประชาธิปไตยของอุบลฯ
  19. พ.ศ. 2482 ชาวอุบลฯ เป็น “คนไทย”

อีสาน

อีสานเป็นชื่อพื้นที่ (ไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์) มีประกาศครั้งแรกเรียกภาคอีสาน ในสมัย ร.6 พ.ศ. 2456 เรียกพื้นที่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ที่มีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง

คำว่า อีสาน มีรากจากภาษาสันสกฤต สะกดว่า อีศาน หมายถึงนามพระศิวะ ผู้เป็นเทพดาประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แต่คำบาลีเขียนอีสาน ฝ่ายไทยยืมรูปคำจากบาลีมาใช้ หมายถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โขง-ชี-มูล

ดินแดนอีสานเป็นเขตแห้งแล้ง ลักษณะที่ราบสูง มีขอบยกสูงคล้ายสี่เหลี่ยม แล้วลาดลงตรงกลางเป็นแอ่งคล้ายก้นกระทะบริเวณที่เรียกทุ่งกุลาร้องไห้

มีแม่น้ำสำคัญ 3 สายพาดผ่าน คือ โขง, ชี, มูล และมีหนองน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ หนองหานหลวง (จ. สกลนคร) และหนองหานน้อย (จ. อุดรธานี)

น้ำโขง ในวัฒนธรรมลาวเรียก น้ำ(แม่)ของ

คำว่าของ มีรากจากภาษามอญว่า โคลฺ้ง ไทยรับมาแล้วเพี้ยนเป็น คลอง แปลว่าทางคมนาคม เช่น แม่น้ำลำคลอง แต่ในวัฒนธรรมลาวไม่ออกเสียงควบกล้ำ เลยเรียกของ แล้วคนทางภาคกลางออกเสียงเป็นโขง

ในวรรณกรรมเรียกแม่น้ำโขงว่า น้ำแม่กาหลง กลายจากคำเวียดนามว่าเกาหลง   หมายถึงมังกรเก้าตัว จากลักษณะปากน้ำโขงแยกเป็นแควๆ มี 9 แคว

 

น้ำชี คำเดิมว่า ซี หรือ ซี่ แปลว่า เจาะ ไช แทง

หมายถึง แม่น้ำที่เกิดจากการเจาะ ไช แทง ของนาค โดยนัยหมายถึงสมสู่, ร่วมเพศ มีตัวอย่างในพงศาวดารล้านช้างตอนกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุง

 

น้ำมูล คำเดิมว่า มูน หมายถึง มาก, ล้น, มั่งคั่ง ฯลฯ มีใช้ในชีวิตประจำวันว่ามั่งมูน และมีในกาพย์กลอนโคลงสังข์ศิลป์ชัยว่า “น้ำสมุทรมูนมากล้น ลืบแผ่นธรณี”

คนแต่ก่อนเรียก น้ำ(แม่)มูน หมายถึงแม่น้ำใหญ่ มีน้ำมากมูนล้นฝั่ง  ภายหลังมีนักบวช บัณฑิตแต่งแปลงอย่างบาลีว่ามูล เป็นมูลนที เลยเขียนว่าแม่น้ำมูล

 

ทุ่งกุลาร้องไห้

กุลา ในชื่อทุ่งกุลาร้องไห้ หมายถึง ไทยใหญ่ หรือเงี้ยว (มีหลักแหล่งอยู่ลุ่มน้ำสาละวิน ทางตอนเหนือของพม่า)

ยังมีเชื้อสายกลุ่มชาติพันธุ์นี้สืบตระกูลจนถึงปัจจุบัน แล้วเรียกตัวเองเป็นชาวกุลา มีบรรพบุรุษเป็นไทยใหญ่มาจากพม่า มีประเพณีพิธีกรรมอย่างไทยใหญ่ ตั้งหลักแหล่งอยู่บ้านโนนใหญ่ ต. ก่อเอ้ อ. เขื่องใน จ. อุบลราชธานี มีพยานหลักฐานจากศิลปวัฒนธรรมเป็นแบบไทยใหญ่ (เงี้ยว) เช่น ภาษาพูด, วัดวาอาราม, ศิลปกรรม, ประเพณีพิธีกรรม, ฯลฯ

ชาวบ้านเองก็รู้ว่าบรรพชนเป็นกุลา มีบอกในหนังสือประวัติบ้านโนนใหญ่ (หมู่ 3-4 ต. ก่อเอ้ อ. เขื่องใน จ. อุบลราชธานี จัดพิมพ์โดยพ่อเสริม แม่แสลม สอนอาด, รวบรวมค้นคว้าจากพ่อแพทย์ถวิล แสงสว่าง บ้านโนนใหญ่ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ศิริธรรม อุบลราชธานี นายปรีชา พิณทอง ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ไม่ระบุปีพิมพ์)

วัดทุ่งสว่างอารม1

วัดทุ่งสว่าง2

ประเทศไทย

ประเทศไทย มีพัฒนาการความเป็นมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หลายพันปีมาแล้ว ทั้งของผู้คนและดินแดน เป็นส่วนหนึ่งของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ (อาเซียน) อย่างแยกออกจากกันมิได้

ไทยมีคาบสมุทรอยู่กึ่งกลางอุษาคเนย์ เป็นจุดนัดพบตะวันตก-ตะวันออกของคนนานาชาติพันธุ์ ประกอบกับอุษาคเนย์พื้นที่กว้างขวางแต่มีคนน้อย แต่ละรัฐจึงต้องการผู้คนเพิ่มเติมโดยกวาดต้อนโยกย้ายถ่ายเทตลอดเวลา ยิ่งทำให้ผสมผสานร้อยพ่อพันแม่

 

คนไทยเก่าสุดยุคอยุธยา

ไทย, คนไทย เก่าสุดอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง ศูนย์กลางอยู่อยุธยา ไม่พบที่อื่น หลักฐานเก่าสุดที่พบขณะนี้ ราว พ.ศ. 2000 มีในสมุทรโฆษคำฉันท์ กับ จดหมายเหตุลาลูแบร์

อาจเรียกตัวเองว่า ไทย, คนไทย ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1700 แต่ไม่พบหลักฐาน

 

ขอบเขตคนไทยยุคอยุธยา

คนไทยยุคอยุธยา มีพื้นที่จำกัดอยู่เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง เท่านั้น (วัฒนธรรมไทย หรือความเป็นไทย ก็ถูกควบคุมเคร่งครัดให้เป็นภาคกลาง แบบอื่นเรียกพื้นเมือง คือไม่ไทย) ดังนี้

เหนือ ถึง จ. อุตรดิตถ์ เหนือขึ้นไปอีกเป็นลาวล้านนา ใต้ ถึง จ. เพชรบุรี ใต้ลงไปอีกเป็นแขกมลายู ตะวันตก ถึง จ. กาญจนบุรี ถัดไปเป็นมอญ, ละว้า, กะเหรี่ยง ตะวันออก ถึง จ. นครนายก ถัดไปเป็นเขมร ตะวันออกเฉียงเหนือ ถึง จ. สระบุรี พ้นขึ้นไปที่ราบสูงเป็นโคราช และลาว

 

ก่อนเป็นคนไทย

คนไทย มีขึ้นจากการขยายอำนาจทางการเมืองของภาษาไต-ไท และวัฒนธรรมไต-ไท แล้วส่งผลให้เกิดบ้านเมืองไต-ไท ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1700

คนพูดภาษาอื่นๆในชีวิตประจำวัน เช่น เจ๊ก, แขก, มอญ, เขมร, ม้ง, ลาว ฯลฯ ต้องใช้ภาษาไต-ไท และคุ้นเคยวัฒนธรรมไต-ไท หลังจากนั้นบางกลุ่มก็กลายตัวเองเป็นคนไทยลูกผสมร้อยพ่อพันแม่ อาจราวหลัง พ.ศ. 1800

การขยายตัวของคนไต-ไท (ยังไม่ไทย ก่อนเป็นคนไทย) ก็มีพร้อมไปคราวเดียวกันด้วย แต่อำนาจทางการเมืองมีไม่มากเท่าภาษาและวัฒนธรรมไต-ไท

 

ไต-ไท

ไต-ไท อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายว่า เป็นชื่อของสิทธิ (หรืออภิสิทธิ์) ทางเศรษฐ กิจ, การเมือง, และสังคม ที่ได้รับจากเมืองหรือสังคม เป็นสิ่งที่มีทุกชาติพันธุ์ (หรือทุกชาติภาษา) ในภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์ (หรือสุวรรณภูมิ)

ไต-ไท แปลว่า คน หรือชาว ในสังกัดของเมืองหรือสังคม อ. ยุกติ มุกดาวิจิตร บอกว่า ย่อมไม่มีอิสรเสรี ไม่เป็นเอกเทศ เท่ากับเป็นไพร่ (ในบางกลุ่มชนสมัยหลังๆ หมายถึงทาส)

ราวหลัง พ.ศ. 2400 โดยอำนาจความรู้ของนักค้นคว้าชาวยุโรป ทำให้ไต-ไทเป็นชื่อเชื้อชาติ, ชนชาติ คนสมัยหลังก็รับรู้ตามตะวันตก แล้วไม่รู้ความหมายเดิม เลยทำให้ประวัติศาสตร์ไทยเป็นนิยาย

 

อักษรไทย และอักขรวิธี

อักษรไทย คืออักษรเขมรกับอักษรมอญที่ถูกทำให้ง่าย อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แต่ยิ่งง่ายคืออักขรวิธีง่ายที่สุดในอุษาคเนย์ภาคพื้นทวีปทั้งในอดีตและปัจจุบัน ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับคนที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่

อักษรไทยและอักขรวิธีเก่าสุดใช้เขียนบนสมุดข่อย ยุคอยุธยา หลังจากนั้นจึงมีผู้ปรับปรุงเพื่อใช้สลักหิน เช่น รัฐสุโขทัย

 

ขอม

ขอม ไม่ใช่ชื่อชนชาติเฉพาะ ฉะนั้นไม่มีชนชาติขอมในโลก

แต่ขอมเป็นชื่อทางวัฒนธรรมมีขึ้นราวหลัง พ.ศ. 1500 ใช้สมมุติเรียกคนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่นับถือศาสนาพราหมณ์และพุทธมหายาน แล้วใช้ภาษาเขมรสื่อสารในชีวิตประจำวัน กับใช้อักษรเขมรในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์

ศูนย์กลางขอมครั้งแรกอยู่ที่รัฐละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาย้ายลงไปอยู่ที่อโยธยาศรีรามเทพ (ต่อไปคือกรุงศรีอยุธยา) แล้วขยายไปอยู่กัมพูชา

 

ลาว

ลาว แปลว่า คน

แต่ไม่ใช่คนทั่วๆไป หากหมายถึงคนเป็นนาย, คนเป็นหัวหน้า ที่ได้รับยกย่องว่ามีฐานะทางสังคมสูงกว่า, ดีกว่า, เหนือกว่าคนอื่น เทียบเท่าคำว่าขุนในรัฐภาคกลาง (เช่น สุโขทัย) หมายถึง กษัตริย์, พระราชา

 

สยาม

สยาม (ไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์) เป็นชื่อดินแดนที่คนพวกอื่นซึ่งอยู่ภายนอกใช้เรียกบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำโขงตอนบนอย่างกว้างๆ หลวมๆ

แต่สมัยหลังมีขอบเขตแคบลงเหลือเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง (ที่บางครั้งยาวต่อเนื่องลงไปถึงนครศรีธรรมราช)

สยามไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์หนึ่งใดโดยเฉพาะ แต่เรียกกลุ่มคนที่เกิดและมีหลักแหล่งอยู่ดินแดนสยามว่าชาวสยาม โดยไม่จำกัดชาติพันธุ์หรือชาติภาษา แต่มักสื่อสารกันทั่วไปด้วยตระกูลภาษาไต-ไท

สยามมีรากจากคำพื้นเมืองดั้งเดิมว่า ซัม, ซำ, หรือ สาม หมายถึงบริเวณที่มีน้ำซึมน้ำซับ เป็นตาน้ำพุน้ำผุดโผล่ขึ้นจากแอ่งดินอ่อนหรือดินโคลน [จากหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์]

 

ขอม

ขอม ไม่ใช่ชื่อชนชาติเฉพาะ ฉะนั้นไม่มีชนชาติขอมในโลก

แต่ขอมเป็นชื่อทางวัฒนธรรมมีขึ้นราวหลัง พ.ศ. 1500 ใช้สมมุติเรียกคนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่นับถือศาสนาพราหมณ์และพุทธมหายาน แล้วใช้ภาษาเขมรสื่อสารในชีวิตประจำวัน กับใช้อักษรเขมรในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์

ศูนย์กลางขอมครั้งแรกอยู่ที่รัฐละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาย้ายลงไปอยู่ที่อโยธยาศรีรามเทพ (ต่อไปคือกรุงศรีอยุธยา) แล้วขยายไปอยู่กัมพูชา

 

ลาว

ลาว แปลว่า คน

แต่ไม่ใช่คนทั่วๆไป หากหมายถึงคนเป็นนาย, คนเป็นหัวหน้า ที่ได้รับยกย่องว่ามีฐานะทางสังคมสูงกว่า, ดีกว่า, เหนือกว่าคนอื่น เทียบเท่าคำว่าขุนในรัฐภาคกลาง (เช่น สุโขทัย) หมายถึง กษัตริย์, พระราชา

 

สยาม

สยาม (ไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์) เป็นชื่อดินแดนที่คนพวกอื่นซึ่งอยู่ภายนอกใช้เรียกบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำโขงตอนบนอย่างกว้างๆ หลวมๆ

แต่สมัยหลังมีขอบเขตแคบลงเหลือเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง (ที่บางครั้งยาวต่อเนื่องลงไปถึงนครศรีธรรมราช)

สยามไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์หนึ่งใดโดยเฉพาะ แต่เรียกกลุ่มคนที่เกิดและมีหลักแหล่งอยู่ดินแดนสยามว่าชาวสยาม โดยไม่จำกัดชาติพันธุ์หรือชาติภาษา แต่มักสื่อสารกันทั่วไปด้วยตระกูลภาษาไต-ไท

สยามมีรากจากคำพื้นเมืองดั้งเดิมว่า ซัม, ซำ, หรือ สาม หมายถึงบริเวณที่มีน้ำซึมน้ำซับ เป็นตาน้ำพุน้ำผุดโผล่ขึ้นจากแอ่งดินอ่อนหรือดินโคลน [จากหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์]

 

ไทยน้อย ไทยใหญ่

ไทยน้อย เป็นชื่อที่คนในพระนครศรีอยุธยา ราวเรือน พ.ศ. 2000 ผูกขึ้นเรียกพวกไต-ไท หรือชาติพันธุ์ในวัฒนธรรมลาวบริเวณสองฝั่งโขง ทั้งฝั่งขวา (คือบริเวณอีสานในประเทศไทยทุกวันนี้) และฝั่งซ้าย (คือดินแดนลาวปัจจุบัน) ต่อเนื่องไปทางทิศตะวันออก

ลาวลุ่มน้ำโขง ถูกเรียกสมัยหลังว่าลาวพุงขาว เพราะไม่สักลายตามตัว คนพวกนี้ออกเสียงตรงตามรูปอักษร คือ ท เป็น ท และ พ เป็น พ

ไทยใหญ่ เป็นชื่อที่คนในพระนครศรีอยุธยา ราวเรือน พ.ศ. 2000 ผูกขึ้นเรียกพวกไต-ไท บริเวณลุ่มน้ำสาละวินตอนเหนือ (ในพม่า) ต่อเนื่องไปทางทิศตะวันตก

คนไต-ไท ลุ่มน้ำสาละวิน ถูกเรียกสมัยหลังว่า ลาวพุงดำ เพราะสักลายด้วยหมึกสีคล้ำตามตัวตั้งแต่บั้นเอวลงไปถึงแข้ง (ขา) ถูกเรียกอย่างดูถูกว่า เงี้ยว แปลว่า งู คนพวกนี้ออกเสียง ท เป็น ต และ พ เป็น ป

เหตุที่ได้นามไทยใหญ่ มีผู้เชี่ยวชาญเคยอธิบายว่าหมายถึงดินแดนและผู้คนที่รับศาสนาจากชมพูทวีป แล้วเติบโตเป็นบ้านเมืองเป็นรัฐก่อนพวกอื่น (คือ ไทยน้อย) ที่เพิ่งรับศาสนาในภายหลัง

แม่น้ำสาละวินเป็นชื่อในภาษาพม่า (แปลว่า ต้นตาล) แต่พวกไต-ไท เรียก น้ำแม่คง หรือแม่น้ำคง (มีที่มาและความหมายเดียวกับคำว่า ของ ในชื่อน้ำแม่ของ หรือแม่น้ำโขง มีรากจากภาษามอญว่า โคลฺ้ง แปลว่า ทาง, เส้นทางคมนาคม)

 

งานอุบล