เดินหน้าชน : เร่งถอนฟืน
ไม่ว่ารัฐบาลหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะอ้างแนวปฏิบัติสลายการชุมนุมของมวลชนที่เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร 2563” เมื่อ 16 ตุลาคม ที่แยกปทุมวัน เป็นไปตามมาตรฐานสากล
แต่อาจถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้เช่นกัน ไม่เพียงถูกโจมตีรอบทิศว่าใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุกับการชุมนุมที่ไม่ได้ส่อจะเกิดความรุนแรง
และกลายเป็นว่า จากฝูงชนที่รวมกันอยู่ในสถานที่เดียวน่าจะง่ายต่อการควบคุมดูแล ทำให้ผู้ชุมนุมต้องปรับยุทธวิธีเป็นม็อบดาวกระจายตามจุดต่างๆ ของกรุงเทพฯ
ภาครัฐยิ่งบริหารจัดการมวลชนยากลำบากขึ้นไปอีก
ที่สำคัญเริ่มส่งผลกระทบภาพลักษณ์ของประเทศจากสายตาชาวต่างชาติ มีการสอบคู่ค้าและองค์กรธุรกิจของไทยถึงที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อธุรกิจระหว่างประเทศ การเดินทางเข้ามาเจรจาการค้าการลงทุน รวมไปถึงเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวที่คาดหวังจะมีเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจ
บรรยากาศความไม่สงบไปซ้ำเติมความไม่มั่นใจให้กับภาคธุรกิจ เนื่องจากไม่สามารถประเมินสถานการณ์ในอนาคตได้ ความไม่แน่นอนจึงยากลำบากต่อการเตรียมแผนธุรกิจและการตัดสินใจลงทุน จากก่อนหน้าสถานการณ์ด้านการค้าการลงทุนกำลังกระเตื้องขึ้น แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆ ก็ตาม
ความไม่ชัดเจนว่าการชุมนุมจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไหร่ นำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ เป็นสิ่งที่นักธุรกิจไทย นักธุรกิจต่างชาติ กำลังเป็นกังวลอย่างยิ่ง
เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นจากคนวงในธุรกิจ อย่าง สนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า เดิมภาคธุรกิจก็คาดหวังว่าตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ปัจจัยต่อธุรกิจจะดีขึ้น ทั้งรัฐบาลปลดล็อกให้เปิดทำกิจกรรมปกติจนเริ่มเข้าที่แล้ว ที่สำคัญประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติในการควบคุมโควิด-19 ได้ดี เตรียมเปิดประเทศให้ต่างชาติเดินทางเข้ามาได้มากขึ้น
รวมถึงมาตรการรัฐในการกระตุ้นใช้จ่ายและฟื้นเศรษฐกิจจะเห็นเป็นรูปธรรมแล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ปะทะ ยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นที่ยังไม่ฟื้นตัวแย่ลงอีก ตอนนี้ธุรกิจอยู่ในภาวะพะวงและลังเล
เขายังชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นหากการชุมนุมยังยืดเยื้อคือ การลงทุนใหม่ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนไทยหรือต่างประเทศที่ลงทุนอยู่เดิมก็จะไหลออกนอกประเทศไปประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ก็แม้แต่นักลงทุนใหม่ที่กำลังหาฐานผลิตในอาเซียนก็จะหันเหไปประเทศคู่แข่งแทน
สิ่งที่น่าวิตกที่สุดหากบานปลายไปถึงประกาศเคอร์ฟิว จะซ้ำเติมเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง
มีความพยายามจากฝ่ายการเมืองเพื่อถอดชนวนให้สถานการณ์เบาบางลง พรรคการเมืองฝ่ายเรียกร้องให้เปิดประชุมสภาวิสามัญ ดึงทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออก ขณะที่ท่าทีพรรคร่วมรัฐบาลจากแข็งขืนยืนกระต่ายขาเดียวไม่เอาด้วยกับข้อเสนอดังกล่าวก็เริ่มอ่อนลง
ที่สำคัญมีสัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะอาศัยรัฐธรรมนูญมาตรา 165 เพื่อเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อฟังข้อเสนอทางออกของ ส.ส.และ ส.ว. เพื่อลดความขัดแย้ง
จากนี้คงต้องลุ้นกันสุดตัว การเปิดประชุมรัฐสภาครั้งนี้จะยังไม่สายเกินไปหรือล่าช้ากว่าสถานการณ์
ที่จะช่วยถอนฟืนออกจากกองไฟ
สัญญา รัตนสร้อย

