และแล้ววันที่ 7 สิงหาคม ก็มาถึง
วันที่ 7 สิงหาคม เป็นวันประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานยกร่างฯ และเป็นวันประชามติคำถามพ่วงด้วย
ทั้งนี้ก่อนจะถึงวันที่ 7 สิงหาคม ประเทศไทยได้ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาอย่างสะบักสะบอม
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คือ การยึดอำนาจรัฐประหาร
หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน
การร่างรัฐธรรมนูญกระทำแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2558 และนำส่งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. พิจารณา
วันที่ 6 กันยายน 2558 ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติเห็นชอบ 105 เสียง ไม่เห็นชอบ 135 เสียง
เป็นอันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นถูกคว่ำไป
สําหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะทำประชามตินี้ เป็นฉบับที่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งนายมีชัย เป็นประธาน
นายมีชัยได้เสนอรายชื่อคณะกรรมการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน ประกอบด้วย
นางกีระณา สุมาวงศ์ นางจุรี วิจิตรวาทการ นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง นายธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย นายเธียรชัย ณ นคร นายนรชิต สิงหเสนี พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ นายปกรณ์ นิลประพันธ์
นายประพันธ์ นัยโกวิท นายภัทระ คำพิทักษ์ นายภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ พล.ต.วิระ โรจนวาศ นายศุภชัย ยาวะประภาษ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ นายอมร วาณิชวิวัฒน์ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายอุดม รัฐอมฤต นายอัชพร จารุจินดา และ พล.อ.อัฏฐพร เจริญพานิช
กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ได้ทำงานยกร่าง แล้วสรุปกลายเป็นร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งบทเฉพาะกาล จำนวน 279 มาตรา
กระบวนการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่จำเป็นต้องผ่านสภาไหน แต่ต้องผ่านการทำประชามติ
ในการทำประชามติ รัฐธรรมนูญ ชั่วคราว 2557 แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้ สนช. สามารถตั้งคำถามพ่วงได้
ดังนั้น สนช. จึงตั้งคำถามพ่วงสรุปใจความว่า เห็นด้วยที่จะให้รัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่
ส่วนการทำประชามตินั้น มี กกต. เป็นเจ้าภาพ
ทั้งนี้ กกต.ได้กำหนดเอาวันที่ 7 สิงหาคม เป็นวันทำประชามติ
ระหว่างการให้ข้อมูลและความรู้กับคนทั้งประเทศ เพื่อให้ผู้มีสิทธิจำนวน 50 ล้านคนออกมาใช้สิทธิโหวตประชามติ ได้เกิดความเคลื่อนไหวหลายประการ
ความเคลื่อนไหวต่างๆ อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายประชามติ โดยเฉพาะ ม.61 ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการปิดกั้นการ “เห็นต่าง”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนการลงประชามติ ดูเหมือนว่ากลุ่มพลังทางการเมืองต่างๆ ได้ออกมาเปิดเผยจุดยืนตัวเอง
พรรคเพื่อไทยแถลงตั้งแต่ไก่โห่ว่า ไม่รับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แถลงจุดยืนว่ารับไม่ได้
ขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ยืนยันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกใจ โหวตรับแน่นอน
เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกตัวแสดงจุดยืนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า รับร่างรัฐธรรมนูญ และเห็นด้วยกับคำถามพ่วง
ความเคลื่อนไหวในภาคประชาชน และภาคประชาสังคม เองก็ดูเหมือนว่าจะคึกคัก
เครือข่ายภาคใต้ เครือข่ายเอ็นจีโอ เครือข่ายอื่นๆ อีกหลากหลายต่างประกาศตัวก่อนวันประชามติจะมาถึง
ทุกอย่างขับเคลื่อนไปโดยสถานการณ์เริ่มมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
แต่ละฝ่ายแต่ละกลุ่มต่างแสดงความชัดเจนต่อสาธารณะ
รับ หรือ ไม่รับ เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลอัพเดตล่าสุดของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รวบรวมตัวเลขผู้มีสิทธิออกเสียง ที่มีสัญชาติไทย อายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ในวันออกเสียงประชามติ 7 สิงหาคม 2559 โดยรวมทั่วประเทศ ระบุว่ามีจำนวน 50,585,118 ราย แบ่งเป็นชาย 24,465,842 ราย หญิง 26,119,276 ราย
หากแบ่งเป็นรายภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด มีตัวเลขผู้มีสิทธิออกสิทธิ์สูงที่สุด คือ 17,009,430 คน ตามมาด้วยภาคกลาง ที่มี 25 จังหวัดมีตัวเลขผู้มีสิทธิออกเสียง 12,961,686 คน
ภาคเหนือ 17 จังหวัดมีผู้มีสิทธิออกเสียง 9,202,928 ล้านคน ภาคใต้มีจำนวนจังหวัดที่น้อยที่สุด 14 จังหวัด และมีจำนวนตัวเลขผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง 6,828,332 คน
ขณะที่ กทม. มีผู้มีสิทธิ 4,483,075 คน
ในจำนวนคนไทยผู้มีสิทธิ 50 ล้านคนดังกล่าว รวมทั้งสมาชิกพรรคการเมือง ข้าราชการ กลุ่มพลังทางการเมือง พ่อค้า ประชาชน และอื่นๆ
บุคคลผู้มีสิทธิทั้งหมดนี้คือผู้ที่จะชี้ชะตาของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนายมีชัย
แม้ในช่วงโค้งสุดท้าย จะปรากฏเป็นข่าวว่า พรรคการเมืองนั้นไม่รับ กลุ่มการเมืองนี้รับ บุคคลคนนั้นเห็นชอบ บุคคลคนนี้ไม่เห็นชอบ
แม้ในก่อนหน้านั้นจะมีการสำรวจโพล ซึ่งมีทั้งจำนวนของผู้ที่บอกว่าจะรับ และจำนวนของผู้ที่บอกว่าจะไม่รับ
รวมถึงจำนวนผู้ที่ไม่ยอมบอก
แต่ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ประชาชนผู้มีสิทธิโหวตทั้ง50 ล้านคนควรจะออกไปใช้สิทธิของตัวเองในคูหา
กาบัตรในช่องตามเครื่องหมายที่ กกต. กำหนด
กาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของผู้มาออกเสียงในการจัดทำประชามติครั้งประวัติศาสตร์นี้
จะรับหรือไม่รับ จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ
ทุกคนสามารถแสดงออกได้ด้วยการกาบัตร ดังนั้น วันที่ 7 สิงหาคม ทุกคนควรออกมา
ออกมาร่วมกันชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงที่ สนช. อยากรู้
7 สิงหาคม อย่าลืม ออกมาใช้สิทธิในการทำประชามติอย่างพร้อมเพรียง

