“มาร่วมเปลี่ยนโลกไปด้วยกัน” โฆษณาในรถไฟฟ้าใต้ดินว่าอย่างนั้น “ผมอยากสร้างแอพพ์ ที่เปลี่ยนโลก” โปรแกรมเมอร์หนุ่มบนหน้าจอพูด “เราเชื่อว่าเธอทำได้” นางเอกโฆษณาให้กำลังใจ ฉากตัดสลับไปตอนที่เขานั่งอยู่หน้าจอมือพิมพ์คีย์บอร์ดรัวเร็ว สายตามุ่งมั่น ข้ามวันข้ามคืน เขาจะเปลี่ยนโลก เขาจะเปลี่ยนโลกด้วยแอพพ์
ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้นะครับที่สตาร์ตอัพกลายเป็นเรื่องเซ็กซี่
อาจจะเป็นตั้งแต่ที่เราเห็นความสำเร็จของสตาร์ตอัพ ‘ที่ว่ากันว่ามาจากโรงจอดรถ’ หรือตั้งแต่ชื่อของมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก อีลอน มัสก์ ปีเธอร์ ธีล และศาสดาทางสตาร์ตอัพคนอื่นๆ ฝังเข้าไปในสมอง หรือตั้งแต่ที่เราเห็นว่าสตาร์ตอัพกับเงินนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ทำแล้วรวย ทำแล้วเปลี่ยนโลก ทำแล้ว ‘ได้เติมเต็มความฝัน’
สตาร์ตอัพ – โดยเฉพาะสตาร์ตอัพทางเทคโนโลยี เป็น ‘ธุรกิจ’ ที่นอกจากดูจะทำให้ ‘รวยเร็ว’ แล้วยังดู ‘เซ็กซี่น่าสนใจ’ กว่าธุรกิจภาคการเงินเพียวๆ อย่างนักเล่นหุ้นในวอลสตรีทด้วย นี่ผมไม่ได้พูดเองนะครับ เมื่อก่อนเราจะเห็นว่าพวกดาราหรือนางแบบสาวมักจะเดตดาราด้วยกันเอง หรือไม่อย่างนั้นก็เดตกับนักธุรกิจที่อยู่ในภาคการเงิน แต่เดี๋ยวนี้กระแสเริ่มเปลี่ยน พวกเธอหันมาเดตสตาร์ตอัพกันมากขึ้น และก็มักจะด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขาน่าสนใจกว่านักเล่นหุ้นธรรมดาๆ นี่แหละ
สตาร์ตอัพถูกดันเข้ามาอยู่ในกระแสหลักของสังคม – เรามีซีรีส์อย่าง Silicon Valley (HBO) ที่เล่าเรื่องราวของกลุ่มชายสี่ห้าคน (ต้องชายล้วนๆ เพื่อแสดงภาพของซิลิคอนวัลเลย์ให้เห็นชัดด้วย) ที่ก่อตั้งสตาร์ตอัพชื่อ Pied Piper ขึ้นมา พวกเขาต้องผ่านด่านอรหันต์ต่างๆ ตามวงจรของสตาร์ตอัพทางด้านการระดมเงินทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหนือกว่าคู่แข่ง การแข่งขันทั้งซึ่งหน้าและลับหลัง การระดมนิ้วรัวโค้ดจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน การหักหลังจาก Venture Capital ที่สุดท้ายแล้วดูจะไม่ปกป้องผลประโยชน์ใครนอกจากตัวเอง – ฟังดูไม่น่าจะ ‘สนุก’ ได้เลย แต่นี่ก็เป็นซีรีส์ที่สนุกและจริงจนแรกเริ่มผมไม่กล้าดู-เพราะมันมักเตือนให้ระลึกถึงการงานที่ทำอยู่จริง
การที่ชายหนุ่ม (และหญิงสาว) อยากเปลี่ยนแปลงโลกนั้นถือเป็นเรื่องธรรมชาติ พวกเขาเติบโตมาด้วยชุดคุณค่าทางสังคมวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากยุคก่อน เมื่อเห็นว่าสิ่งแวดล้อมไม่ตอบรับกับชุดคุณค่าของตน ก็ย่อมเกิดภาวะอยากขัดขืน อยากเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา ตอนนี้พวกเขาก็สามารถทำได้แล้ว ทางหนึ่งก็คือผ่านการทำ ‘ธุรกิจสตาร์ตอัพ’ นี้เอง
แต่การเปลี่ยนแปลงเพียงเพื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นก็อาจเป็นปัญหาด้วยตัวของมันเอง
สตาร์ตอัพมักใช้คำว่า Disrupt (ทำให้ยุ่งเหยิง ทำให้แตกหักแตกฉีกแตกแยก) ในความหมายที่ดี พวกเขามักมองหาวิธีที่จะ ‘Disrupt’ ธุรกิจใดๆ เพื่อแก้ไขปัญหาแบบล้างกระดาน เช่น UBER นั้น Disrupt ธุรกิจแท็กซี่ด้วยการตัดตอนตัวกลาง (โดยการเข้ามาสวมเป็นตัวกลางแทนเสียเอง) AirBNB ทำอย่างเดียวกันกับธุรกิจโรงแรม TaskRabbit (สตาร์ตอัพหาคนทำงานชิ้นเล็ก) ก็ทำอย่างเดียวกันกับภาคแรงงาน พวกเขามองปัญหาด้วยมุมมองแบบคนภายนอก ไม่เล่นตามเกมหรือกฎที่ตั้งไว้ล่วงหน้า แล้วเข้ามาเซตกฎกติกาใหม่ด้วยตัวเอง
วิธีคิดแบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือการที่พวกเขาไม่ยึดกับกรอบกฎข้อกำหนดที่มีอยู่ ทำให้สามารถหาวิธีแก้ปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น หรือสร้างสรรค์ขึ้น แต่ข้อเสียคือพวกเขาอาจติดอยู่กับวิธีการคิดที่เรียกกันว่า ‘Solutionist’ (‘นักแก้ปัญหา’) ที่ฟังเผินๆ แล้วดูเหมือนจะดีที่หาวิธีการแก้ปัญหา แต่ก็มีผู้วิจารณ์ว่าทางแก้ปัญหาของพวกนี้ ‘มักจะแก้โดยไม่ดูว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นอย่างไรบ้าง’ เช่น อาจทำให้ตลาดแรงงานหดตัว มีการเอารัดเอาเปรียบในกฎใหม่ที่สตาร์ตอัพสร้างขึ้น โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน วิธีการแก้ปัญหาแบบ ‘หักดิบ’ อาจใช้ได้บนหน้ากระดาษ แต่บนโลกแห่งความเป็นจริง การแก้ปัญหาแบบหักดิบ (หรือ Disrupt) มักก่อปัญหาเล็กๆ อื่นๆ ไม่จบสิ้น (เช่น GrabBike ทำให้มอเตอร์ไซค์วินขาดรายได้ และใช้ความรุนแรงกับลูกค้าหรือผู้ขับ GrabBike-ซึ่งไม่ได้บอกว่ามอเตอร์ไซค์วินถูกนะครับ แต่บอกว่านี่อาจเป็นปัญหาที่ GrabBike ไม่ได้คิดว่ามันจะมาถึงขั้นนี้ จึงไม่ได้มีมาตรการอะไรบางอย่างเตรียมไว้ก่อน)
การที่สตาร์ตอัพกลายมาเป็นกระแสสังคมนั้นยังทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่น มีคนหลั่งไหลเข้ามาทำเพื่อที่ให้ได้ชื่อว่าทำสตาร์ตอัพอย่างเดียว (เพราะดูแล้วจะรวยเร็ว หรือดูเท่ หรืออื่นๆ) โดยไม่ได้คิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง หรือกระทั่งเข้าใจปัญหาด้วยซ้ำ ในรายงานหนึ่งของสำนักข่าว Quartz บอกว่า ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพบางส่วนไม่อาจเข้าใจได้ว่า ‘ตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่’ หรือ ‘กำลังสร้างอะไรอยู่’ โดยไม่ใช้ศัพท์แสงเทคนิคที่กลวงโบ๋ (meaningless jargon)
Quartz ไปสัมภาษณ์สตาร์ตอัพที่จัดแสดงอยู่ในงาน RISE Conference ที่ฮ่องกงว่าทำอะไรอยู่ สตาร์ตอัพรายหนึ่งบอกว่า “เราจัดเรียงอีเมล์ของคุณและคอนเทนต์ที่อยู่บนกลุ่มเมฆให้เห็นภาพเพื่อให้คุณเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วฉับไว (ultra-fast) มันเป็นการเล่าเรื่องผ่านภาพ (visual storytelling) สำหรับคอนเทนต์ทุกรูปแบบ” เมื่อนักข่าวของ Quartz ถามต่อว่าแล้ว ‘คอนเทนต์ที่อยู่บนกลุ่มเมฆ’ นี้มันเป็นแบบไหน คำตอบที่ได้มาก็มีศัพท์แสงเทคนิคปนมาอีกเป็นกระบุง จนกว่าจะเข้าใจได้ ต้องแปลแล้ว แปลอีก แปลแล้ว แปลอีก จนได้ความว่าผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาทำคือการทำให้ข้อมูลที่เก็บอยู่ในกลุ่มเมฆ (เช่น Dropbox) ของเรา ค้นหาได้ง่าย
สตาร์ตอัพอีกรายบอกว่าพวกเขาทำ ‘synergy platform for know-how’ อีกรายบอกว่าทำ ‘video reactions network’ อีกรายบอกว่าทำ ‘Monetary exchange platform by UGC’ อีกรายบอกว่าทำ ‘disruptive consumer brand with stat of the art customisation technology with original content platform’ ซึ่งดูเหมือนเขียนให้ตลกเพื่อล้อเลียนสตาร์ตอัพ
แต่เปล่านะครับ – พวกเขาอธิบายตัวเองแบบนี้จริงๆ ซึ่งเหตุผลที่พวกเขาต้องใช้คำใหญ่ คำยากในการอธิบาย อาจเป็นเพราะพวกเขาต้องการให้ธุรกิจของตัวเองเด้งเข้าตากองทุน (Venture Capital) ก็ได้ เช่น หากผู้ลงทุนรู้ว่าตอนนี้ Big Data กำลังมา การใส่คำพวกนี้ไว้ในคำอธิบายก็ไม่เสียหาย (สิ่งที่เสียหายคือจะเข้าใจยากเท่านั้นเอง)
ไม่ใช่สตาร์ตอัพทั้งหมดที่จะไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรอยู่ บางส่วนเข้าใจ แต่ก็อาจคาดเดาไม่ได้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำจะส่งผลข้างเคียงต่อสังคมแบบไหน
แนวคิดที่ว่าต้อง ‘Disrupt’ ทุกสิ่งทุกอย่าง (มีกระทั่งคำปลุกใจว่าพวกเราต้อง Disrupt Everything) เพียงเพื่อให้ได้ Disrupt เท่านั้น อาจทำให้สตาร์ตอัพสร้างปัญหามากกว่าที่จะแก้มันเสียอีก เราก็อาจต้องย้อนกลับมาถามตัวเองนั่นแหละครับว่า-สตาร์ตอัพได้แล้วก็ดีแหละ
แต่อัพแล้วไปไหน?

