ในที่สุดการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานยกร่าง และประชามติคำถามพ่วงที่ สนช.ตั้งโจทย์ก็มาถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2559
ในการประชามติครั้งนี้ มีผู้มีสิทธิออกเสียงที่มีสัญชาติไทย อายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ในวันออกเสียงประชามติ 7 สิงหาคม 2559 ทั่วทั้งประเทศ มีจำนวน 50,585,118 คน เป็นชาย 24,465,842 คน หญิง 26,119,276 คน
ในจำนวน 50,585,118 คน แบ่งเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงในกรุงเทพมหานคร 4,483,075 คน ภาคเหนือ 9,202,928 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17,009,430 คน ภาคกลาง 12,961,686 คน และภาคใต้ 6,828,332 คน
จากสถิติเดิมเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 มีผู้มีสิทธิออกเสียงจำนวน 45,092,955 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 25,978,954 คน คิดเป็นร้อยละ 57.61
ในการประชามติเมื่อปี 2550 นั้น มีจังหวัดที่รับประชามติ 51 จังหวัด และจังหวัดที่ไม่รับประชามติ 25 จังหวัด แบ่งเป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ 8 จังหวัด คือ ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน และเชียงราย และเป็นจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน 17 จังหวัด คือ เลย มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี มหาสารคาม นครพนม ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี สกลนคร ชัยภูมิ หนองบัวลำภู ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ หนองคาย และสุรินทร์
ผลการลงประชามติเมื่อปี 2550 ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญและได้ประกาศใช้ร่างดังกล่าวในปี 2550
เรียกเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550
สำหรับปี 2559 นี้ แม้จะเป็นการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญภายหลังจากคณะรัฐประหารยึดอำนาจและร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเหมือนปี 2550 หากแต่สิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนคือกระบวนการก่อนทำประชามติ
เมื่อปี 2550 สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่มีความแตกแยกกันชัดเจน เหมือนในปี 2557 ที่มีกลุ่ม กปปส. และมีกลุ่ม นปช. เป็นมวลชนทางการเมือง
เมื่อปี 2550 กฎหมายประชามติไม่เข้มงวดต่อการรณรงค์ทั้งรับและไม่รับ แต่ในปี 2559 มีกฎหมายประชามติที่ขีดกรอบการรณรงค์เห็นด้วยและเห็นต่างจนกระทั่งโลกต้องส่งสัญญาณเตือน
เมื่อปี 2550 การจับกุมและกีดกันคนเห็นต่างไม่แจ่มชัด หรืออาจจะเรียกว่าแทบไม่มี แต่สำหรับปี 2559 มีการใช้อำนาจในการจับ ยึด คุมขัง กลุ่มบุคคลเห็นต่างตั้งแต่ต้นจนถึงวันสุดท้ายก่อนจะลงประชามติ
กลุ่มที่ถูกจับกุมสุดท้ายคือกลุ่ม “ดาวดิน” ซึ่งเป็น
กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
สาเหตุที่ถูกจับคือแจกใบปลิวชักชวนให้โนโหวต
สำหรับการลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากปี 2550 อีกอย่าง นั่นคือการประกาศจุดยืนของนักการเมือง และกลุ่มพลังทางการเมืองก่อนจะถึงวันลงคะแนน
ก่อนวันลงประชามติ พรรคเพื่อไทยประกาศไม่รับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ประกาศไม่รับ และทำให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทยอยโพสต์ข้อความไม่รับร่างรัฐธรรมนูญตามมา
ทางด้านกลุ่มพลังทางการเมืองนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศรับ ขณะที่กลุ่ม นปช. นับตั้งแต่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานลงมา ต่างประกาศไม่รับร่าง
ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตลอดจน คสช. รวมถึงแม่น้ำทั้ง 5 สาย ประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญ
และเห็นด้วยกับคำถามพ่วงของ สนช.
หลังการประชามติเสร็จสิ้น ทุกหน่วยลงประชามติปิดหีบในเวลา 16.00 น. ผลการประชามติ 7 สิงหาคม 2559 ก็ทยอยประกาศ
ผลประกาศระบุว่า มีผู้มาใช้สิทธิส่วนใหญ่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ เฉกเช่นเดียวกับการลงประชามติเมื่อปี 2550
เพียงแต่การรับร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีเปอร์เซ็นต์สูงกว่าครั้งก่อนเยอะ
จากครั้งเมื่อปี 2550 ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ 57 เปอร์เซ็นต์ ปีนี้ 2559 ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญเกินกว่า 60 เปอร์เซ็นต์
และยังเห็นชอบกับคำถามพ่วงที่ให้รัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งหมายถึงว่าให้สมาชิกวุฒิสภามีโอกาสได้เลือกนายกฯด้วย
เมื่อจำแนกรายภาคพบว่า มีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ประชาชนเทคะแนนไปทางไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และไม่เห็นด้วยกับคำถามพ่วง
ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร ประชาชนรับทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง
เมื่อจำแนกเป็นจังหวัด พบว่าจังหวัดทางภาคเหนือเดิม อาทิ ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ ยังคงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่จังหวัดที่เหลือรับร่างรัฐธรรมนูญ
เท่ากับว่าในปี 2559 จังหวัดทางภาคเหนือที่รับร่างรัฐธรรมนูญ และรับคำถามพ่วงมีมากกว่าการทำประชามติเมื่อปี 2550
ตรงกันข้ามกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่รับร่างรัฐธรรมนูญเพียง จ.เลย นครราชสีมา บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ ส่วนอุบลราชธานีรับร่างรัฐธรรมนูญแต่ไม่รับคำถามพ่วง
ที่น่าสนใจอีกประการคือ ผลคะแนนที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และไม่รับคำถามพ่วง
แตกต่างจากเมื่อปี 2550 ที่จังหวัดภาคใต้รับร่างรัฐธรรมนูญทั้งภาค
ผลคะแนนที่ปรากฏออกมาในครั้งนี้ พอจะสะท้อนภาพบางประการให้ขบคิด
ผลคะแนนดังกล่าวแสดงมิติมากมายออกมาให้เห็น
ประการแรก ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รังเกียจ
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย หากจะนำมาเป็นกฎกติกาสำหรับการเลือกตั้ง
แม้ว่าฝ่าย “เห็นต่าง” จะมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีหลายหมวดหลายมาตราที่จำกัดสิทธิของตัวประชาชนเอง
จำกัดสิทธิของ ส.ส.
หลายฝ่ายเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีกลไกที่แต่งตั้งโดยฝ่ายทหาร หรือ คสช. ที่เข้ามาควบคุมการทำงานของตัวแทนประชาชน
นั่นคือควบคุม ส.ส.
แต่ด้วยเสียงข้างมากในการลงประชามติ ไม่ได้สนใจกับเรื่องดังกล่าว หรืออาจระบุได้ว่ายอมรับข้อเสนอที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญมอบให้
ประการที่สอง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกว่าฝ่ายทหารยึดสิทธิเสรีภาพ หากแต่กลับรู้สึกว่า ในสถานการณ์เยี่ยงปัจจุบัน ทหารเป็นที่พึ่งของเขาเหล่านั้นอยู่
ดังนั้น แม้ฝ่าย “เห็นต่าง” จะป่าวประกาศว่า รัฐบาลหน้าจะเป็นรัฐบาลภายใต้อุ้งมือของ คสช. ก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกแปลกแยก
ประชาชนอาจจะรู้สึกเบื่อหน่ายต่อพฤติกรรมของฝ่ายการเมืองดังที่ฝ่ายทหารบ่งบอก
ประชาชนอาจจะรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อฝ่ายการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ โดยปล่อยให้ฝ่ายทหารถอยเข้ากรมกอง
และอาจจะยินยอมให้ประเทศตกอยู่ในการบริหารของฝ่ายทหารไปตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด
ประการที่สาม กระบวนการให้ข่าวสารของฝ่ายรัฐมีประสิทธิภาพในการทำให้คะแนนโหวตครั้งนี้เป็นบวกต่อร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง
ความพยายามในการมอบหมายให้หน่วยราชการต่างๆ ประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ประชาชนทราบเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงมีผล
ทั้งหน่วยงานที่ลงไปเคาะประตูบ้าน หน่วยงานที่ลงไปชี้แจงถึงชุมชนหมู่บ้าน และอื่นๆ
กระบวนการดังกล่าวยืนยันประสิทธิภาพของฝ่ายราชการ
ประการที่สี่ ในขณะที่สภาพการณ์ปัจจุบันได้เพิ่มพลังให้ฝ่ายราชการ สภาพการณ์เดียวกันก็ทำให้ฝ่ายการเมืองอ่อนแอ
พลังการนำของฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง หรือแม้แต่นักการเมือง
อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายชวน หลีกภัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรืออื่นๆ
มีพลังไม่เหมือนตอนที่สภาพการณ์บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม เมื่อผลการประชามติออกมาเช่นไร ถือว่าประชาชนแสดงเจตนารมณ์ออกมาเช่นนั้น
ณ ขณะนี้เท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยได้รับการประทับตราจากประชาชนทั้งประเทศ
ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น
นอกจากนี้ ร่างรัฐธรรมนูญยังต้องคำนึงถึงอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาในการร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย
แม้คะแนนประชามติจะไม่สูงเท่ากับคะแนนที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน ทุกอย่างก็ต้องขับเคลื่อนไปตามความต้องการ
เป็นความต้องการของประชาชนที่ยอมรับในกติกาของประเทศ
ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ
ต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.จะนำพาประเทศไปตามโรดแมป โดยมีกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2560 ซึ่งล่าสุดนายมีชัยคาดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงในปี 2561
เมื่อถึงเวลานั้นการตัดสินของประชาชนจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
ครั้งหน้าไม่ใช่การเลือกกติกา แต่เป็นการเลือกคนที่จะเข้าไปดำเนินการตามกติกา
กติกาที่ยอมรับในเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็ยอมฟังในเสียงส่วนน้อย
ยอมรับในระบอบที่ประชาชนต้องการ…ระบอบประชาธิปไตย

