ขรรค์ชัย-สุจิตต์ เปิดคำให้การ นาฏกรรม‘อยุธยา’ไล่น้ำ พิธีกรรมแห่งรัฐสู่สามัญชน

2.11.20 | 13:00 น.

ผ่านวันลอยกระทงไปหมาดๆ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองร้อนแรงล้นตลิ่ง จนเกิดอีเวนต์ลอยกระทงไล่เผด็จการบริเวณป้อมเพชร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตัดฉากไปก่อนหน้านั้น ขรรค์ชัย บุนปาน หัวเรือใหญ่ค่ายมติชน และสุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ชื่อดังมากเพิ่งจูงมือไปเยี่ยมเยือน ‘บางปะอิน’ จุดหมายในขบวนเรือพระราชพิธีครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยล่องลงไปจากเกาะเมืองสู่บางปะอิน เพื่อทำพิธี “ไล่น้ำ” ที่ท่วมข้าวลงสู่บาดาล หวังให้น้ำลดเพื่อให้ชาวนาเก็บเกี่ยวด้วยการเห่กล่อมขอน้ำไหลลงตาน้ำส่งกลับบาดาล บ้านเมืองจึงอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเล่าเรื่องราวเชื่อมโยงถึงประเพณีลอยกระทงที่เพิ่งสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ 3 ทว่ามีเค้าลางในพิธีกรรมขอขมาดินและน้ำตามศาสนาผีอันเป็นความเชื่อดั้งเดิมในภูมิภาคอุษาคเนย์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเนิ่นนาน

หัวเรือใหญ่ค่ายมติชน ขรรค์ชัย บุนปาน ชมความงดงามของพระอุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สง่างาม และสะดุดตาด้วยศิลปกรรมแบบตะวันตก

(อดีต) สองกุมารสยาม ปักหมุด ‘วัดนิเวศธรรมประวัติ’ ขึ้นกระเช้าข้ามคลองไปยังหมู่สถาปัตยกรรมงดงามของอารามเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในรัชกาลพระพุทธเจ้าหลวง ถ่ายทำรายการ “ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว” ตอน “อำนาจของนาฏกรรม อยุธยาไล่เรือไปบางปะอิน” ดำเนินรายการโดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกรมติชนทีวีเช่นเคย

เผยแพร่ในเฟซบุ๊กมติชนออนไลน์, ข่าวสด, ศิลปวัฒนธรรม และยูทูบมติชนทีวี โดยมีแฟนานุแฟนรับชมล้นหลามไม่มีเปลี่ยน

Advertisement

“ตอนนี้เรานั่งอยู่ที่วัดนิเวศธรรมประวัติ ข้างหลังคือพระราชวังบางปะอิน ด้านหน้าของผมคือแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลจากอยุธยาลงมาเป็นแนวเหนือ-ใต้ ก่อนถึงบางปะอิน มีเกาะอยู่เกาะหนึ่ง จากนั้นจึงถึงจุดที่ปัจจุบันเรียกว่าบางปะอิน

ขึ้นกระเช้าข้ามคลองสู่วัดนิเวศธรรมประวัติ

บริเวณวัดนิเวศธรรมประวัติ มีคลองแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศเหนือ ไปลงเจ้าพระยาทางด้านทิศใต้ เข้าใจว่าเป็นคลองที่ขุดเพิ่มสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้ที่ตั้งของวัดแห่งนี้กลายเป็นเกาะ แต่ในสมัยอยุธยา สภาพเป็นอย่างไร เราไม่ทราบ

ทางด้านเหนือมีคลองแยกไปอีกเส้นหนึ่ง เรียกคลองบ้านเลน ไหลขนานไปกับคลองที่ผ่านวัดนิเวศธรรมประวัติ บริเวณคลองบ้านเลน มีวัดสำคัญอีกแห่งหนึ่ง คือ วัดชุมพลนิกายาราม การข้ามสู่วัดนิเวศธรรมประวัติ ซึ่งต้องนั่งกระเช้าข้ามคลองมานั้น ว่ากันว่ามีมาแต่เดิมครั้งสร้างวัด” สุจิตต์เกริ่น ก่อนหันไปคุยกับ ขรรค์ชัย ว่าวัดนี้ ร่มรื่น ร่มเย็น เพราะต้นไม้แยะ ดอกพิกุลร่วงเต็มไปหมด ซึ่งอีกฝ่ายพยักหน้าเห็นด้วยทุกประการ

จากนั้นเข้าโหมดประวัติศาสตร์ โดยเล่าว่า วัดแห่งนี้ รัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบฝรั่ง ตั้งแต่โบสถ์ วิหาร การเปรียญ แต่ที่ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน สุจิตต์ บอกว่า คือ ‘เสาหงส์’ เสียอย่างนั้น

การยกโคมโดยชักโคมขึ้นยอดเสาที่บ้านพราหมณ์ จากจิตรกรรมฝาผนังเรื่องเวสสันดร สมัยรัชกาลที่3 บนผนังหลังพระประธานโบสถ์วัดสุวรรณาราม ริมคลองบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

“ผมว่าที่มีเสน่ห์คือเสาหงส์คู่นอกกำแพงแก้วพระอุโบสถ หงส์เป็นสัตว์หิมพานต์ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ คนชอบบอกว่าเสาหงส์คือสัญลักษณ์ของวัดมอญ แต่ผมคนบ้านด่าน แถววัดต้นโพธิ์ โคกปีบ ปราจีนบุรี ก็มีเสาหงส์เหมือนกัน เห็นมาตั้งแต่เด็ก แถวนั้นไม่ใช่คนมอญ แต่เป็นลาวพวน สมัยโบราณเสาหงส์มีทุกวัด บางทีก็ตัวเดียว บางทีก็ 2 ตัว

ตอนผมและคุณขรรค์ชัยเป็นนักศึกษา ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรในตอนนั้น เคยพามาดูสวนหินซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิราชสกุลดิศกุล ตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตอนนั้นครูบาอาจารย์พาเข้าไปในพระราชวังบางปะอิน เอาชีวิตแทบไม่รอด เพราะเป็นป่ารก
มาคนเดียวหาทางออกไม่ถูก ต้นกกขึ้นท่วมหัว ปัจจุบันสะอาดสอ้าน สง่างาม ประกอบด้วยพระที่นั่งหลายองค์ น่าเคารพนับถือ”

การแข่งเรือและพระราชพิธีลอยประทีป จิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ

จบวิชาสถาปัตยกรรม เข้าสู่รายวิชาด้านมานุษยวิทยา ซึ่ง ขรรค์ชัย-
สุจิตต์ บอกว่า เรื่องใหญ่มากสำหรับยุคโบราณและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน คือเรื่อง ‘น้ำกับดิน’ เพราะแถบนี้เป็นประเทศเกษตรกรรม อยู่เขตมรสุม ไม่น้ำท่วมก็ฝนแล้ง น้ำเกี่ยวข้องกับวิถีทางการทำมาหากิน เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ก่อนมีบ้านเมือง รัฐ อาณาจักร คนตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ 3,000 ปีมาแล้วก็ต้องการน้ำ

ในศิลาจารึก มีคำว่า ‘นาทางฟ้า’ คือ นาที่รอน้ำฝน น้ำฝนที่มาจากฟ้าเป็นวิธีคิดแบบอินเดียที่ว่า พญานาคให้น้ำ แต่พื้นฐานความคิดในศาสนาผีในอุษาคเนย์ น้ำอยู่ใต้ดิน ไม่ใช่น้ำบาดาล แต่เป็นโลกบาดาล มีพญานาคเป็นเจ้าโลกบาดาล คอยคุ้มครองน้ำ มีตาน้ำ ซึ่งคนนับถือว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ มีพิธีขอขมาน้ำและดิน

แผนที่แสดงแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณบางกระดาน สถานประกอบพิธีกรรมไล่น้ำ ปัจจุบันเรียกบางปะอิน โดยทนงศักดิ์ หาญวงษ์

“พิธีกรรมเกี่ยวกับน้ำมีมาก และเป็นพระราชภารกิจของพระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่มีรัฐ โดยมี 2 ช่วงสำคัญคือ ฤดูแล้ง คือช่วงเดือนห้า ราวเดือนมีนาคม-เมษายน มีการจุดบั้งไฟขอฝน และฤดูน้ำ พอน้ำท่วมมาก ต้องขอให้น้ำลด ไม่อย่างนั้นเกี่ยวข้าวไม่ได้ ข้าวก็ตายหมด เป็นช่วงตั้งแต่ออกพรรษา กลางเดือนสิบเอ็ด ถึงกลางเดือนสิบสอง หรือยาวไปจนถึงกลางเดือนอ้าย”

จากนั้น สองกวีเก่าผู้ยังมีผลงานลงหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ทุกฉบับวันอาทิตย์ หน้า 3 ยกตัวอย่างคติโบราณอันเป็นคำกล่าวที่คล้องจองกันว่า ‘เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง เดือนอ้ายเดือนยี่ น้ำจึงรี่ไหลลง’

และเมื่อน้ำรี่ลงจึงเกี่ยวข้าวได้

“ตั้งแต่กลางเดือนกันยาฯ ตุลาฯ เริ่มทำพิธีแล้ว เท่าที่ตรวจสอบเอกสารจากกฎมณเทียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา โคลงทวาทศมาส ซึ่งเล่าถึงประเพณีสิบสองเดือนที่พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาทรงประกอบพระราชกรณียกิจเป็นประจำ พบว่าเดือนสิบเอ็ด สิบสอง และเดือนอ้าย เป็นพิธีต่อเนื่องกัน ไม่ใช่แยกเป็นเดือนๆ เช่น ขอขมาผีน้ำ ชาวบ้านลอยภาชนะที่ใส่เครื่องเซ่น หยวกกล้วย ไม้ไผ่ ได้หมด

ปัจจุบันลอยกระทงกันวันเดียว ในอดีตลอย 3 เดือน ตั้งแต่กลางเดือนสิบเอ็ด ต่อเนื่องถึงเดือนอ้าย ตามความพอใจ ถ้าน้ำไม่ลดก็ลอยอีก ทั้งหมดนี้ไม่ได้แต่งเอง แต่อยู่ในคำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด ยุคนั้นยังไม่เรียกว่าลอยกระทง ซึ่งเพิ่งมีในสมัยรัชกาลที่ 3”

ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ยังยกหลักฐานต่อไป ไม่ทิ้งลายศิษย์เก่าโบราณคดี รั้ววังท่าพระที่เข้าเรียนไม่พร้อมกัน แต่รับปริญญาพร้อมกัน (เพราะคนหนึ่งสอบตกภาษาอังกฤษ) ว่าในสมัยอยุธยา พอถึงกลางเดือนสิบเอ็ด พิธีแรกในกฎมณเทียรบาลคือแข่งเรือ มีการระบุไว้ชัดเจนว่าพิธีกรรมสำคัญคือแข่งเรือ เรือพระเจ้าแผ่นดินและพระมเหสีต้องแข่งกัน ไม่ใช่แข่งเอาแพ้ เอาชนะ หรือพนันขันต่อ แต่เป็นพิธีกรรมของราชอาณาจักรที่ต้องจัดขึ้น ไม่ใช่แข่งเพื่อความสนุก แต่เป็นแข่งเพื่อเสี่ยงทายอนาคต เรื่องความอุดมสมบูรณ์ของข้าวปลาอาหาร โดยพระโหราธิบดีมีคำทำนายซึ่งเป็นตัวกำกับ

เกาะเมืองอยุธยา และแม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงทางทิศใต้เป็นเส้นทางขบวนเรือพระราชพิธีเคลื่อนลงไปบางปะอิน ภาพจากเครื่องบินโดย เอนก สีหามาตย์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เมื่อ 2 มิถุนายน 2561

คำทำนายคือ ถ้าเรือต้นของพระเจ้าแผ่นดินแพ้ ทำนายว่า ‘ข้าวเหลือ เกลืออิ่ม สุขเกษม เปรมประชาราษฎร์’

แต่ถ้าเรือพระเจ้าแผ่นดินชนะ ทำนายว่า บ้านเมืองจลาจล

หลังจากแข่งเรือ เป็นพิธี ‘จองเปรียงลดชุด ลอยโคมลงน้ำ’ แบ่งเป็น 2 เรื่องคือ 1.จองเปรียงลดชุด ทำบนบก 2.ลอยโคมลงน้ำ ทำในน้ำ เป็นคนละกิจกรรม

“จองเปรียงลดชุด รับจากอินเดีย เข้าใจว่ามาจากพิธีทีปาวลี คือบูชาไฟ เดือนสิบสองพระเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จพร้อมพระอัครมเหสี สนม และหม่อมห้ามทั้งหลาย บริเวณลานทุ่งพระเมรุ ปัจจุบันคือลานหน้าวิหารพระมงคลบพิตร มีการจุดระทา และหนังใหญ่ จากนั้นลงเรือเสด็จไปยังวัดพุทไธสวรรย์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

จองเปรียงคือจุดไฟ ใช้น้ำมันเปรียงที่ทำมาจากเนย

ส่วนลดชุด คำว่าชุด หมายถึงไฟ สมัยโบราณเรียกไฟชุด ลดชุดคือลดขนาดของเปรียง เอามาวางไว้ตามช่องกำแพงเมืองและกำแพงวัดสำคัญ กำแพงวัด และกำแพงวังบางแห่งทั้งในอยุธยาและลพบุรีจึงมีช่องเล็กๆ สำหรับวางตะคันใส่น้ำมันเปรียง

ในเอกสารของลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสอธิบายไว้ว่าชาวบ้านก็ทำพิธีแบบนี้ โดยมีการชักรอกเปรียงขึ้นสู่ยอดเสา ตกกลางคืนไฟเต็มไปหมด สรุปคือ ราชสำนักทำ วัดทำ พราหมณ์ทำ ชาวบ้านก็ทำ กล่าวคือ เริ่มจากราชสำนักแล้วกระจายออกไป อย่างไรก็ตาม เป็นการแปลงคติจากพิธีพราหมณ์ ซึ่งบูชาไฟ เป็นการบูชาพระรัตนตรัย” อดีตสองกุมารสยามเล่า ก่อนกล่าวต่อไปว่า พิธีนี้สืบทอดมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 5ยังมีอยู่ เพิ่งเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 6 นี้เอง

สำหรับการลอยโคม ขอให้นึกถึงโคมศาลเจ้าจีนที่ทำจากกระดาษสี ซึ่งลาลูแบร์บรรยายว่า ตอนเดินทางไปเข้าเฝ้าพระนารายณ์ที่ลพบุรี เห็นโคมลอยจุดไฟเต็มไปหมดในแม่น้ำลำคลอง ในเอกสารฝั่งกัมพูชาระบุว่า เป็นการทำแบบจีน ยังไม่เรียกลอยกระทง

จากนั้น ขรรค์ชัย-สุจิตต์ เปิดหลักฐานภาพลายเส้นที่วาดจากรูปถ่ายภาพสลักที่ปราสาทบายน นครธม ราว พ.ศ.1750 เป็นภาพพระราชาเมืองใดเมืองหนึ่ง ทำพิธีไหว้พระแข (พระจันทร์) โดยมีการลอยภาชนะที่ใส่เครื่องเซ่น คล้ายกระทงใบตอง หรือบายศรี เพื่อขอขมาผีดินผีน้ำ

ส่วนการลอยกระทงใบตองในลักษณะใกล้เคียงกับคำว่าลอยกระทงในปัจจุบัน พบหลักฐานเก่าสุดในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการแต่งวรรณกรรมเรื่อง ‘นางนพมาศ’

สำหรับ ‘พิธีไล่เรือ’ มีในกฎมณเทียรบาลสมัยอยุธยาตอนต้น แต่ไม่อยู่ในสารบบว่ามีขึ้นในเดือนไหน แต่ในเอกสารไปต่อไว้หลังเดือนสิบสอง โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นพระราชพิธีเดือนอ้าย จึงเข้าใจว่าเป็น ‘พิธีจร’ คือทำตามสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับว่าน้ำท่วมมากเดือนไหน หรือพระราชดำริของพระเจ้าแผ่นดิน

ในโคลงทวาทศมาส เรียกพิธีไล่เรือว่าพิธี ‘ไล่ชล’ ดังนั้นความหมายคือไล่น้ำ เพราะน้ำมากล้นเกิน สมัยโบราณ ไม่คิดว่าน้ำไหลออกทะเล แต่คิดว่าแหล่งน้ำอยู่ใต้โลก ต้องให้น้ำกลับบาดาล

ในโคลงดังกล่าว ระบุถึงพิธีไล่ชลไปที่ ‘บางขดาน’ หรือ ‘บางกระดาน’ นอกจากนี้ใน ‘โคลงกำสรวลสมุทร’ หรือกำสรวลศรีปราชญ์ก็ระบุตรงกันถึง ‘ดินสะดือ’

มาถึงตรงนี้ ก็เข้าสู่อีกประเด็นสำคัญ นั่นคือ ‘บางขดาน’ ในสมัยอยุธยานั้น อยู่ที่ไหน ?

“โคลงทวาทศมาสระบุว่า พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จจากอยุธยาไปที่บางขดาน ในขณะที่โคลงกำสรวลสมุทรระบุว่า เรือผ่านบางขดาน ปัญหาคือ บางขดานอยู่ที่ไหน ผมถามคนนั้นคนนี้ ไปพบข้อมูลจาก อาจารย์ฉันทิชย์กระแสสินธุ์ บอกว่า อยู่ใต้วัดโปรดสัตว์ เหนือบางปะอิน ผมใช้เวลาเป็นสิบๆ เที่ยวมาตามหาบางดาน อาจารย์ปรีดี พิศภูมิวิถี ซึ่งสอนอยู่ที่
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า กรุงเก่า เล่าเรื่อง แนะนำให้ผมอ่าน พบว่าพระยาโบราณราชธานินทร์ท่านบอกไว้นานแล้วว่า บางขดานอยู่บางปะอิน

สมัยอยุธยา เรียกบางปะอินว่า บางขดาน ความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในร่องรอย คำว่า ดินสะดือ ในโคลงที่กล่าวถึงพื้นที่ดังกล่าว ในรำพันพิลาปของสุนทรภู่ เคยเขียนเรื่องสะดือสมุทร คือจุดหนึ่งในทะเลอันดามันที่มีน้ำพุ่งขึ้นมา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาพบว่าเป็นตะกอนเลนที่อยู่ลึกลงไป ส่วนจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งพูดถึง ‘ซำ’ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดน้ำ คือหนองน้ำที่มีตาน้ำผุดจากใต้ดิน

ในที่นี้ สะดือ คือส่วนที่ลึกที่สุด หาจุดจบมิได้ ดือ คือบริเวณที่มีหลุม มีรูลึก ตรงนี้ ผมคิดว่ามันคือตาน้ำ คนต้องเชื่อว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์” เล่ายาวหลายนาทีแต่ฟังได้ไม่รู้เบื่อ เพราะไม่ใช่ประวัติศาสตร์แบบท่องจำที่กลายเป็นเทรนด์ล้าหลังลงไปทุกที ในห้วงเวลาที่ทุกคนเข้าถึงประวัติศาสตร์ได้ตั้งแต่ตื่นนอนผ่านโลกออนไลน์จนถึงกระดาษ ไม่ว่าจะกระแสหลัก หรือประวัติศาสตร์
ทางเลือก

เป็นช่วงเวลาแห่งปรากฏการณ์สำคัญ ที่เส้นแบ่งในประวัติศาสตร์ 2 กระแสพร่าเลือนลงไปทุกที

พรรณราย เรือนอินทร์