เดินหน้าชน : ทำจริง-จึงเชื่อใจ
หลังการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ระหว่างวันที่ 26-27 ตุลาคมที่ผ่านมา แม้จะเป็นการเสนอแนะความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภา ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เพื่อร่วมกันหาทางออกจากวิกฤตการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มราษฎร ที่ยังยืนยันในจุดยืนเดิม พร้อมกับข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ
แต่ระหว่างการประชุม รวมทั้งหลังการประชุม ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ดูจะเปิดรับฟัง และยอมรับ 1 ในข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุม นั่นคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แม้จะไม่ใช่การถอยจนสุดซอย
เพราะข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มผู้ชุมนุม คือ ต้องยึดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามร่างแก้ไขของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ (ไอลอว์)
ที่เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับ พร้อมกับแนบรายชื่อประชาชนกว่า 1 แสนรายชื่อ รอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญครั้งที่ 2 พิจารณา
ส่วนจุดยืนและแนวทางของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุกลางที่ประชุมรัฐสภาว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเป็นหน้าที่ของรัฐสภา
แต่ต้องอยู่ภายใต้ขั้นตอนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯจะให้คงอยู่ต่อหรือไม่ก็แล้วแต่ ผมไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนี้
ถ้าจะไม่ให้เลือกผมก็ได้ ผมไม่ได้ขัดข้องอะไร ต้องไปหารือในรัฐสภา ในเดือนพฤศจิกายน สภาจะพิจารณารัฐธรรมนูญ น่าจะเสร็จในวาระที่ 1, 2 และ 3 ในเดือนธันวาคม
อันนี้แสดงให้เห็นว่าผมให้ความสนับสนุนในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
พร้อมกันนี้ภายหลังการประชุมรัฐสภา ยังได้อีกหนึ่งข้อเสนอเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ นั่นคือ การเสนอตั้งคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์
ขึ้นมาศึกษาหาแนวทางออกจากวิกฤตการเมือง โดยเป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาร่วมกันออกแบบหน้าตาและแนวทางการทำงานของคณะกรรมการปรองดองฯ
ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตอบคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาลต่อการสนับสนุนการตั้งคณะกรรมการปรองดองฯ ด้วยท่าทีที่ว่า
ต้องให้เกียรติสภา เพราะเป็นความเห็น ส.ส.และ ส.ว.ผู้ทรงเกียรติเสนอขึ้นมา ต้องเคารพกัน ถ้าตั้งธงไม่ชอบก็ไม่เชื่อใจกันหมด
ลองเชื่อใจกันสักครั้ง ถ้าไม่เชื่อใจเลย มันก็ทำอะไรไม่ได้ เราจะต้องเลือกหนทางที่ดีที่สุดให้กับประเทศของเรา ไม่ใช่ผมคนเดียว ทุกคนจะต้องร่วมมือกัน
แม้ท่าทีและจุดยืนล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการตั้งคณะกรรมการปรองดองฯ จะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเชื่อใจกันสักครั้ง
แต่ที่ผ่านมาไม่ว่าจะท่าที รวมถึงการกระทำจากฝ่ายรัฐบาล และการดำเนินงานของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่กุมเสียงข้างมากในสภา
มักจะใช้สารพัดแทคติคทั้งข้อกฎหมายและเสียงข้างมากในสภา แกง การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแทบทุกครั้ง จนกลุ่มผู้ชุมนุมหมดความเชื่อใจรัฐบาล
ทั้งหมดทั้งมวลไม่ว่าจะเดินหน้าดำเนินการเรื่องใดหากผู้มีอำนาจยังทำไม่ได้ตามที่พูด การจะเรียกร้องให้คนอื่นมาเชื่อใจกัน คงจะเกิดขึ้นยาก
จตุรงค์ ปทุมานนท์

