การขานรับเทียบเชิญให้เข้าร่วม “คณะกรรมการสมานฉันท์” จาก นายอานันท์ ปันยารชุน จาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
สำคัญ
ที่สำคัญมิได้อยู่ที่ปัจจัย 1 ทั้งสามคนล้วนเคยดำรงตำแหน่งเป็น “นายกรัฐมนตรี” หากที่สำคัญ 1 ยังอยู่ที่บุคคลซึ่งส่งเทียบเชิญคือ นายชวน หลีกภัย
นายชวน หลีกภัย ซึ่งเคยเป็น “นายกรัฐมนตรี” มาแล้ว 2 หน
การที่ นายชวน หลีกภัย ลงมาแสดง “บทบาท” นี้ด้วยตนเอง เหมือนกับเป็นการดำเนินไปตามความเห็นร่วมอันเกิดขึ้นในห้วงแห่งการประชุมรัฐสภา
แต่ที่มากยิ่งกว่านั้นก็คือ สำนึกแห่ง “ความรับผิดชอบ”
เป็นความรับผิดชอบที่รู้สึกว่าปัญหาอันได้รับการหยิบยกขึ้นมาผ่านกระบวนการเคลื่อนไหวของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อเดือนกรกฎาคม กลายเป็นปัญหาของบ้านเมือง
หากไม่รีบแก้ไขอย่างทันท่วงทีก็อาจกลายเป็น “วิกฤต”
คําถามก็คือ ปัญหาอัน “เยาวชนปลดแอก” ได้ยกขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม และ “คณะราษฎร 2563” ได้สรุปรวบแล้วนำมาเคลื่อนไหวในเดือนตุลาคมคืออะไร
1 คือปัญหาอันเนื่องแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และองคาพยพ
1 คือปัญหาอันเนื่องแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และองคาพยพ
1 คือปัญหาของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การที่บุคคลระดับ นายอานันท์ ปันยารชุน การที่บุคคลระดับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ การที่บุคคลระดับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นความจำเป็นต้องเสียสละกำลัง
เข้ามาอยู่ใน “คณะกรรมการสมานฉันท์”
โดยพื้นฐานแสดงให้เห็นว่า ทั้ง นายอานันท์ ปันยารชุน ทั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นด้วยกับแนวทางของ นายชวน หลีกภัย
ว่าจำเป็นต้องใช้ “คณะกรรมการสมานฉันท์” เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา
ปมเงื่อนที่ “คณะกรรมการสมานฉันท์” จะต้องสร้างรากฐาน “ร่วม” กันให้จงได้ก็คือ จะต้องหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า ปัญหาอยู่ตรงไหน ปัญหาเกิดจากอะไร
เกิดจากรัฐบาล หรือเกิดจากผู้ออกมาเคลื่อนไหว
ที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ก็คือ ทางด้านรัฐบาลเองไม่ยอมรับว่าปัญหามาจากกระบวนการใดของฝ่ายตน
หากแต่มาจากอีกฝ่าย
อีกฝ่ายต่างหากที่สร้างความปั่นป่วน วุ่นวาย
ขณะเดียวกัน ฝ่ายของ “เยาวชนปลดแอก” ก็ดี ฝ่ายของ “คณะราษฎร 2563” ก็ดี ชี้ไปยังรัฐบาล ชี้ไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหา
สืบเนื่องตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ต่อเนื่องมายังรัฐประหาร 2557
ไม่เพียงแต่สร้างปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน หากแต่ยังทำให้สถานะของสถาบันประสบกับวิกฤตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ตรงนี้คือภาระในการสะสางของ “คณะกรรมการสมานฉันท์”
ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ทิศทางและอนาคตของ “คณะกรรมการสมานฉันท์” จะดำเนินไปอย่างไร ประสบความสำเร็จหรือว่าล้มเหลว
ที่ว่าสำเร็จนั้นคืออย่างไร
ที่ว่าล้มเหลวนั้นคืออย่างไร และปัจจัยอันทำให้เกิดความสำเร็จหรือความล้มเหลวเนื่องจากปัจจัยภายในหรือเนื่องแต่ปัจจัยจากภายนอก
นี่คือความท้าทายอย่างแหลมคมยิ่งสำหรับสังคมไทย

