หน้าแรก คอลัมนิสต์ จับตาโค้งสุดท...

จับตาโค้งสุดท้ายเลือกตั้งพม่า : ในดินแดนที่ไร้การประนีประนอม

6.11.20 | 13:00 น.

ด้วยสถานการณ์พิเศษท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 และความไม่สงบในรัฐอาระกัน ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปในพม่าที่จะจัดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ดูจะมีอุปสรรคขวากหนามมากแบบกว่าปกติ แม้จะคาดเดาผลการเลือกตั้งได้ไม่ยากว่าพรรครัฐบาลที่นำโดยพรรคเอ็นแอลดี ของด่อ ออง ซาน ซูจี จะยังครองเสียงข้างมากในรัฐบาลชุดใหม่ต่อไป แต่สิ่งที่น่าจับตามองมากที่สุด ไม่ได้อยู่ที่ความเคลื่อนไหวของพรรคเอ็นแอลดี และพรรคฝ่ายค้าน USDP (Union Solidarity Development Party) อย่างที่เข้าใจกัน แต่สีสันที่แท้จริงในการเลือกตั้งครั้งนี้คือพรรคเล็กๆ บางพรรคที่ก่อตัวขึ้นด้วยความไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และยังมีพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกพรรคเอ็นแอลดีแย่งซีนไปนาน ตลอดจนบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งพม่าที่โดนโจมตีอย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

การเลือกตั้งทั่วไปในพม่าครั้งนี้คงจะเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมได้ยาก ที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คณะกรรมการการเลือกตั้งของพม่าที่ออกกฎเกณฑ์มาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พรรคขนาดใหญ่ที่มีสายป่านยาว และไม่ค่อยสนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองของพรรคขนาดเล็ก นอกจากนี้ กกต.พม่ายังสั่งให้ยกเลิกการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในรัฐยะไข่ตอนเหนือ โดยอ้างเรื่องความปลอดภัย ในสถานการณ์ที่กองทัพพม่ากำลังรบกับกองทัพอาระกัน (Arakan Army หรือ AA) กองกำลังในรัฐยะไข่ที่มีบทบาทโดดเด่นขึ้นมาในช่วงหลายปีมานี้ และเป้าหมายการโจมตีหลักของกองกำลังฝั่งรัฐบาลพม่า

ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม กกต.พม่ายกเลิกการลงคะแนนเสียงใน 57 เมืองทั่วประเทศ ในรัฐยะไข่ มีเมืองที่ทางการสั่งให้ยกเลิกการเลือกตั้งทั้งสิ้น 9 เมือง เนื่องจากเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์อาระกัน (ยะไข่) ได้แก่ พรรคแห่งชาติอาระกัน (Arakan National Party หรือ ANP) พรรคสันนิบาตยะไข่อาระกันเพื่อประชาธิปไตย (Rakhine Arakan League for Democracy หรือ ALD) และพรรคแนวหน้าอาระกัน (Arakan Front Party หรือ AFP) รัฐยะไข่มีเขตเลือกตั้งทั้งหมด 61 เขต แต่มีเพียง 27 เขตเท่านั้น ที่ กกต.พม่าอนุมัติให้จัดการเลือกตั้งต่อไปได้ ที่นั่งของตัวแทนจากรัฐยะไข่ในรัฐสภาพม่ามีทั้งสิ้น 33 ที่นั่ง (ไม่รวมโควต้าคนจากกองทัพอีกร้อยละ 25) แต่สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต.พม่าคำนวณสัดส่วน ส.ส.ใหม่ ทำให้รัฐยะไข่
จะมี ส.ส.เหลือเพียง 14 คน เพราะไม่ได้นับประชากรในรัฐยะไข่ตอนเหนือที่อยู่ในพื้นที่การสู้รบอีก 1.6 คน ซึ่งคิดเป็นประชากรถึงร้อยละ 75 ของรัฐยะไข่ทั้งหมด

ในการเลือกตั้งปี 2016 ในขณะที่พรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม เช่น SNLD ของชาวฉาน สูญเสียคะแนนเสียงให้กับพรรคเอ็นแอลดี พรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ที่กลับเข้มแข็งขึ้นคือพรรคในรัฐยะไข่ ชื่อเสียงของพรรคเอ็นแอลดีในรัฐยะไข่ลดลงตามลำดับตั้งแต่ปี 2015 และด้วยความขัดแย้งที่ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน เท่ากับว่าเอ็นแอลดีได้สูญเสียฐานเสียงของตนในรัฐยะไข่ไปแล้ว พรรคของคนยะไข่กลับมีบทบาทมากขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนและจะชนะการเลือกตั้งภายในรัฐอย่างแน่นอน แม้ว่า กกต.พม่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดอิทธิพลของพรรคท้องถิ่นในยะไข่

นอกจากการประกาศไม่จัดการเลือกตั้งในบางเขตของรัฐยะไข่แล้ว พื้นที่ที่ยังมีการสู้รบทั้งในรัฐกะเหรี่ยง กะฉิ่น ฉาน มอญ และรัฐฉิ่น ก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน การที่ กกต.พม่าออกตัวว่าจำเป็นต้องยกเลิกการเลือกตั้งในหลายเขตเพราะพื้นที่เหล่านั้น “ไม่อยู่ในสภาพที่จะจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมได้” เป็นการตัดสินใจที่แปลกประหลาด ขนาดที่กองทัพพม่ายังต้องออกแถลงการณ์มาตอบโต้ กกต.ว่าไร้ประสิทธิภาพ จุดใหญ่ใจความของแถลงการณ์ของกองทัพคือการประณามการทำงานของ กกต.พม่า

Advertisement

ความปั่นป่วนในรัฐยะไข่ก่อนการเลือกตั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแม้แต่กองทัพพม่ายังต้องออกแถลงการณ์เพื่อแสดงความเห็นในกรณีนี้ กองทัพพม่าได้ออกมาเตือนรัฐบาลเอ็นแอลดีต้องรับผิดชอบหาก กกต.พม่าได้กระทำการใดๆ ที่ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้นในรัฐยะไข่ ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของกองทัพได้ประณามความไร้ประสิทธิภาพของ กกต. ทั้งในเรื่องการจัดการเลือกตั้ง การเตรียมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และนโยบายด้านการหาเสียงของแต่ละพรรคในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 กองทัพออกแถลงการณ์นี้เพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง และมีความเห็นตรงกับสาธารณชนและสื่อมวลชนในพม่าที่ออกมาประณาม กกต.อยู่เนืองๆ ในแถลงการณ์ยังกล่าวด้วยว่าในการเลือกตั้งทั้งในปี 2010 และ 2015 ไม่เคยเกิดความวุ่นวายในลักษณะนี้มาก่อน

แต่แทนที่ กกต.จะออกมาแก้ต่างให้กับตนเอง กลับเป็นโฆษกพรรคเอ็นแอลดีที่โต้ตอบแถลงการณ์ของกองทัพว่า กกต.พม่าทำดีที่สุดแล้ว และชี้ว่าแถลงการณ์ของกองทัพมีขึ้นหลังพลเอกมิน อ่อง หล่าย จัดงานประชุมพบปะกับตัวแทนพรรคการเมือง 34 พรรค หากมองในมุมนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่ากองทัพไม่พอใจการทำงานของรัฐบาลเอ็นแอลดีมานานแล้ว และพยายามใช้ความขัดแย้งในยะไข่และพื้นที่
อื่นๆ เป็นข้ออ้างเพื่อวิจารณ์พรรคเอ็นแอลดีออกอากาศ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยในการเมืองแบบพม่า

ในอนาคต ความขัดแย้งทางการเมืองและเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์จะย้ายจากกลุ่มชาติพันธุ์ทางฝั่งตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นโกก้าง ว้า หรือฉาน มาทางฝั่งตะวันออก หรือในรัฐอาระกันมากขึ้น นอกจากปัญหาโรฮีนจาที่ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจนแล้ว รัฐบาลพม่ายังจงใจละเลยพื้นที่ของชาวยะไข่อื่นๆ ที่ส่วนมากเป็นคนพุทธ เหตุการณ์ความไม่สงบในรัฐยะไข่ไม่เป็นผลดีกับพม่าในระยะยาว และจะผลักให้นักการเมืองจากรัฐยะไข่ ที่ส่วนใหญ่มีจุดยืนแบบ “กลางๆ” หันหน้าเข้าหากองทัพอาระกัน และการใช้ความรุนแรงตอบโต้รัฐบาลพม่ามากขึ้น อีกหนึ่งเหตุผลที่ กกต.พม่าพยายามลดจำนวน ส.ส.ในรัฐอาระกันลงอาจเป็นการตอบโต้กองทัพอาระกันที่เคยจับผู้สมัครของพรรคเอ็นแอลดีที่ลงสมัครในรัฐยะไข่เป็นตัวประกันมาแล้ว คาดการณ์กันว่าสถานการณ์การสู้รบในรัฐยะไข่จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเมื่อการเลือกตั้งจบลงแล้ว

นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยที่ “เละเทะ” ที่สุดเท่าที่เคยมีมาครั้งหนึ่ง แม้จะไม่ได้มีการทุจริตการเลือกตั้งให้เห็นมากเหมือนการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ แต่ก็ต้องบอกว่านี่น่าจะเป็นการเลือกตั้งที่อัปยศครั้งหนึ่ง เพราะการทำงานของ กกต.พม่าถูกโจมตีอย่างหนักว่าไม่ยุติธรรมและพยายามสกัดกั้นพรรคจากยะไข่ทุกวิถีทาง

ลลิตา หาญวงษ์