ในเวลานี้ หูของผมคอยเงี่ยฟังผลการนับคะแนนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่วนตาคอยอ่านหนังสือพิมพ์เรื่องคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อมาเขียนบทความนี้ ผมขอเรียกคณะกรรมการชุดนี้ว่า “คณะกรรมการปรองดอง” เพราะปรองดองมีความหมายว่า “ประนีประนอม ไม่แก่งแย่งกัน” ส่วนสมานฉันท์นั้นมีความหมายว่า “ความมีใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความพร้อมใจกัน” ซึ่งทำได้ยากกว่า
ผมเชื่อว่าการประนีประนอมมีความเป็นไปได้ โดยขอน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงตอบคำถามของผู้สื่อข่าว CNN ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ที่ถามว่า “พระองค์อยากจะตรัสอะไรกับผู้ชุมนุมที่อยู่บนท้องถนน ที่อยากจะปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์บ้าง” ทรงมีดำรัสตอบว่า “We love them all the same” (“เรารักพวกเขาทุกคนเหมือนกัน”) ถึงสามครั้ง เมื่อนักข่าวถามว่า “มีโอกาสสำหรับการประนีประนอมไหม” ทรงมีดำรัสว่า “เมืองไทยเป็นดินแดนแห่งการประนีประนอม” หลังจากเสด็จผ่านไป เจ้าฟ้าสิริวัณณาวรีทรงให้สัมภาษณ์ต่อว่า “ไม่ว่าจะอย่างไร เรารักปวงชนชาวไทย ประเทศไทยเป็นดินแดนที่สงบ เรารักความสงบ ดังที่คุณเห็นอยู่นี่”
ไม่ว่าผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาจะออกมาอย่างไร ก็หวังว่าคนอเมริกันจะยอมรับผลการเลือกเช่นนั้น และผู้ได้รับเลือกตั้งจะดำรงตำแหน่งในฐานะประมุขของประเทศ 4 ปี โดยเป็นประธานาธิบดีของคนอเมริกันทุกคน ไม่เฉพาะคนที่เลือกท่าน นี่คือสัญญาประชาคมของระบอบประชาธิปไตย แต่ขณะนี้ ประเทศไทยยังขาดสัญญาประชาคมอันเป็นที่ยินยอมพร้อมใจอย่างกว้างขวาง กล่าวคือรัฐธรรมนูญยังไม่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นสัญญาประชาคมได้ คนอเมริกันถือรัฐธรรมนูญของเขาเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นจุดรวมความคิดความเชื่อทางการเมือง เมื่อมีความขัดแย้งทางการเมือง รัฐธรรมนูญสามารถใช้อ้างอิงเพื่อช่วยให้ประเทศมีความสงบ ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร แต่ทุกคนยอมรับว่าเขาเป็นประมุขของประเทศอย่างชอบธรรม
ธรรมเนียมการเมืองนับแต่ พ.ศ. 2475 คือ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศตามรัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) โดยผู้ทรงเป็นประมุขได้รับการสืบราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาล พ.ศ. 2467 ซึ่งมาตรา 20 แห่งรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การแก้ไขเพิ่มเติมเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ แต่ก็ไม่ได้มีการแก้ไขแต่ประการใด แม้ว่ากฎดังกล่าวจะประกาศใช้มา 96 ปีแล้ว
ผมคิดว่าการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เรียกร้องให้เปลี่ยนวิธีการได้มาซึ่งประมุขของประเทศ ไม่ได้ต้องการใช้การเลือกตั้งแทนการสืบราชสันตติวงศ์ จึงต้องถือตามความหมายของคำว่าปฏิรูปคือ “ปรับปรุงให้สมควร” ซึ่งมีความหมายต่างจากคำว่าล้มล้างที่หมายถึง “ทำลาย” ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ (อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานรัฐสภา) อนุญาตให้มีการพูดคุยเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ในความหมายของคำว่า “ปฏิรูป” รวมทั้งพร้อมที่จะแสวงการประนีประนอมร่วมกัน ภายใต้ “สัญญาประชาคม” อันเป็นที่ยอมรับในทางนิตินัยตามนัยของมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญ (ทรงใช้พระราชอำนาจ … ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ) ก็จะได้กรอบการพูดคุยที่กว้างคือ คุยกันเรื่อง “การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ”
ในตอนต้น ๆ ของการชุมนุม ข้อเรียกร้องคือ 1) หยุดคุกคามผู้ชุมนุม 2) แก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ขณะที่ดำเนินการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ 3) เมื่อทำตามข้อสองแล้ว ขอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร ต่อมามีการเพิ่มเติมในเรื่อง “ความฝัน” คือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง” ต่อมาเมื่อในระยะหลัง ข้อเรียกร้องเปลี่ยนมาเป็น 1) นายกรัฐมนตรีลาออก 2) ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 3) ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
คำถามคือ ทำไมถึงเกิดข้อเรียกร้องข้อที่ 3) ขึ้น ข้อเรียกร้องนี้ปรากฏต่อสาธารณะโดยการอ่านข้อเสนอ 10 ข้อของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ซึ่งอ่านในตอนท้ายของการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิตเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ต่อมาเมื่อกลุ่มประชาชนปลดแอกจัดชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ผู้นำแนวร่วมดังกล่าว แม้จะไม่ได้ขึ้นพูดบนเวที แต่ได้มาแจกใบปลิวที่ระบุข้อเรียกร้อง 10 ข้อในที่ชุมนุม แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเป็นผู้จัดการชุมนุมข้ามคืนในวันที่ 19 และ 20 กันยายนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวง โดยนำเสนอข้อเรียกร้อง 10 ข้อเป็นสำคัญ ดูเหมือนว่าการเสนอเรื่อง “ความฝัน” จะเป็นการประนีประนอมระหว่างแกนนำการชุมนุม ซึ่งรวมตัวกันโดยใช้ชื่อใหม่ว่าคณะราษฎร 63 โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือเพิ่มข้อ 1) นายกรัฐมนตรีลาออก และข้อ 3) การปฏิรูปสถาบันฯ และใช้เป็นข้อเรียกร้องร่วมของการชุมนุมครั้งต่อ ๆ ไป
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน มีแกนนำกลุ่มหนึ่งที่เคยเคลื่อนไหวในนามของเยาวชนหรือประชาชนปลดแอกมาก่อน แยกออกมาตั้งกลุ่มชื่อ All People End Game และจัดการชุมนุมย่อยที่แยกอุดมสุข โดยมีข้อเสนอใหม่คือ นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้เป็นการชั่วคราวเพื่อย่นระยะเวลา และไม่ขอพูดเรื่องข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ที่เป็นเหตุให้ทะเลาะกัน และเกิดการชนกำแพงโดยไม่เห็นทางว่าจะได้ชัยชนะ ผู้นำกลุ่มใหม่ที่ใช้ชื่อข้างต้นคนหนึ่งออกมาชี้แจงผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนว่า เขาถูกโจมตีโดยแกนนำคณะราษฎร 63 ว่าไปลดระดับข้อเรียกร้องโดยพลการ
ประเด็นที่คุณชวน หลีกภัย ในฐานะประธานรัฐสภา ควรปรึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้าคือ คณะกรรมการปรองดองจะหยิบยกเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ พูดแล้วมีโอกาสที่จะเกิดการปรองดองมากน้อยเพียงใด เมื่อปรึกษาในเบื้องต้นแล้ว ก็ควรใช้เป็นแนวทางในการปรึกษากับนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล หากได้ความเห็นที่ตรงกัน เช่น คณะกรรมการปรองดองสามารถนำเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯขึ้นมาพิจารณาได้ ก็ควรปรึกษาต่อไปว่า แกนนำที่เคลื่อนไหวจัดชุมนุม เช่น คณะราษฎร 63 และแกนนำเสื้อเหลือง พร้อมจะมาร่วมคุยด้วยไหม อย่างไร และถ้าจะคุยในประเด็นนี้ สำนักราชเลขาธิการควรจะส่งตัวแทนเข้าร่วมพูดคุยหรือไม่อย่างไร
การจัดรูปแบบ (องค์ประกอบและวิธีการทำงาน) ของคณะกรรมการปรองดองย่อมขึ้นอยู่กับผลที่คาดว่าจะได้รับ รูปแบบหนึ่งคือให้คณะกรรมการมีหน้าที่หลักในการจัดให้มีเวทีกลาง ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาแสดงความคิดเห็นโดยไว้วางใจว่าจะมีความปลอดภัยในการแสดงความเห็นในขอบเขตหนึ่ง เช่น ถ้าเป็นข้าราชการประจำ (รวมทั้งนักวิชาการที่เป็นพนักงานของรัฐ และวุฒิสมาชิกโดยตำแหน่ง) ก็จะวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้หรือไม่ ถ้าเป็นนักศึกษา/ประชาชน จะแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมได้เพียงใดโดยไม่ถูกตั้งข้อหา เช่น ตามมาตรา 116 เป็นต้น ในกรณีนี้ องค์ประกอบอาจเน้นผู้ที่รู้จักกระบวนการรับฟังแบบมีส่วนร่วม มากกว่าผู้มีประสบการณ์สูง
อีกรูปแบบหนึ่งของคณะกรรมการจะสอดคล้องกับการมีหน้าที่จัดทำรายงานอย่างตรงไปตรงมาเพื่อเสนอต่อผู้มีอำนาจหน้าที่และประชาชน ในกรณีนี้องค์ประกอบควรมีความสมดุลและมีที่มาจากหลายภาคส่วน เช่น มีกรรมการบางคนที่เคยเป็นผู้นำทางการบริหาร บางคนเป็นผู้นำทางความคิด ที่สำคัญคือควรมีตัวแทนฝ่ายรัฐบาล ตัวแทนฝ่ายค้าน ตัวแทนผู้ชุมนุม และตัวแทนสำนักราชเลขาธิการ (ในกรณีที่จะคุยเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ) ด้วย
ในระหว่างที่คณะกรรมการปรองดองทำหน้าที่ไป ควรมีมาตรการเสริมสร้างความไว้วางใจ ผมขอชมเชยที่รัฐบาลได้ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน ขอขอบคุณศาลที่มีเมตตาต่อผู้จัดการชุมนุม ขอให้ตำรวจดำเนินการต่อผู้ชุมนุมโดยให้ความสะดวกตามควร ขอขอบคุณแกนนำการชุมนุมที่หลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่ง ขอชื่นชมที่การชุมนุมเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่รักในหลวงรัชกาลที่ 9 และชูพระบรมสาธิสลักษณ์ของพระองค์ได้มีโอกาสแสดงความเห็นบนเวทีการชุมนุม ฯลฯ
ขณะนี้ หลายคนกำลังจับตาการประชุมของรัฐสภา ว่าจะดำเนินการอย่างไรในเรื่องรัฐธรรมนูญที่จะช่วยให้เกิดการปรองดอง ดูเหมือนว่านายกรัฐมนตรีจะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ หลายคนอยากน้อมนำพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ว่าทรงรักพสกนิกรทุกคนเหมือนกัน และการประนีประนอมเป็นไปได้ มาสานต่อ เช่น ให้คณะกรรมการปรองดองมีหน้าที่ทำให้การปรองดองหรือการประนีประนอมนี้เป็นจริง เพื่อประเทศจะได้ก้าวสู่อนาคตทางการเมืองที่สงบสุขยิ่งขึ้นต่อไป ขณะนี้หูผมยังคอยฟังผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผมก็ส่งใจ ส่งความปรารถนาดีให้เกิดการปรองดองในประเทศของเรา และในประเทศที่ยิ่งใหญ่นั้นเช่นกัน
โคทม อารียา

