ด้วยข้อจำกัดในการส่งต้นฉบับ ทำให้ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าผลการลงคะแนนประชามติจะออกมาอย่างไร (เพราะเส้นตายของการส่งงานนั้นมาถึงก่อนการประกาศผลประชามติ) ดังนั้นท่านผู้อ่านงานในสัปดาห์นี้ก็จะทราบผลการลงคะแนนประชามติแล้ว เมื่อท่านอ่านงานชิ้นนี้
ประเด็นที่ท้าทายก็คือ นอกเหนือจากการคาดเดาผลการลงคะแนนเสียงประชามติในแง่ว่า รับ ไม่รับ ยังจะมีอะไรให้บันทึกเอาไว้ได้บ้างก่อนที่ผลประชามติจะออกมา? ซึ่งผมเองนั้นอยากจะบันทึกเอาไว้ในสองเรื่อง
เรื่องแรกคือ เรื่องของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากประชามติไปจนถึงการเลือกตั้ง
เรื่องที่สองคือ นัยยะสำคัญในการศึกษาทางรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติในมุม
อื่นๆ นอกเหนือไปจากเรื่องของการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย
สำหรับเรื่องของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากประชามตินั้น สิ่งที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจคงมีอยู่หลายเรื่อง โดยจะขอยกเรื่องแรกออกมาก่อน นั่นก็คือ ความกังวลที่นานาชาตินั้นมีต่อการทำประชามติ ซึ่งจากที่สำรวจบทความในหน้าสื่อต่างประเทศ และจากคำถามต่างๆ ของสื่อมวลชนต่างชาติที่มีในช่วงโค้งสุดท้ายของการลงประชามตินั้น จะพบว่านานาชาตินั้นไม่ได้สนใจเรื่องของ “ผลประชามติ” มากเท่ากับ “ผลกระทบจากการทำประชามติ”
หมายถึงว่าผ่านไม่ผ่าน ไม่ใช่ประเด็นสำหรับนานาชาติเท่ากับความเรียบร้อยและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการทำประชามติ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากนัก ด้วยว่า การทำประชามติในรอบนี้เป็นการทำประชามติภายใต้สถานการณ์พิเศษที่คณะรัฐประหาร/ทหารมีบทบาทสูง และไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการสังเกตการณ์จากภายนอกประเทศอย่างเป็นทางการ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่นานาชาติที่ไม่ได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการให้เข้ามาสังเกตการณ์จะแสดงความห่วงใย ก็เพราะส่วนหนึ่งเขาไม่ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมด้วยนั่นแหละครับ
เรื่องต่อไปในส่วนของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากการลงประชามตินั้นก็คือ ความวุ่นวายในสังคมนั้นมันจะจบลงไหม ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นท้าทายไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ
ผมเองอยากจะลองเปิดประเด็นว่า เราจะมองประชามติในบริบทของหลักการประชาธิปไตยเสียใหม่ แทนที่จะมองเฉพาะเสียงข้างมากมาสู่การมองหลักการประชาธิปไตยเป็นสามส่วน
หนึ่ง คือ เสียงข้างมากเป็นผู้ตัดสินใจ
สอง คือ กฎกติกาต้องเป็นธรรม
สาม คือ ที่มาและการคุ้มครองของเสียงข้างน้อย
สามเรื่องนี้ต้องไปด้วยกัน หมายความว่า จะตัดสินใจด้วยเสียงข้างมากได้ เสียงข้างน้อยต้องรู้สึกว่าการอยู่ในกติกานี้มันปลอดภัยและเป็นธรรม ทีนี้กติกามันจะปลอดภัยและเป็นธรรมได้ ก็แปลว่ามันจะต้องมีเงื่อนไขหนึ่งของกติกาที่จะต้องยอมรับความเท่ากันของทุกคนในฐานะสมาชิกของสังคมนั้น และนี่คือที่มาว่าด้วยเรื่องของสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ที่ไม่ว่าจะอยู่ในเสียงข้างมากหรือน้อยก็จะต้องได้รับความคุ้มครอง
ในอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือ ใช่ว่าเสียงข้างมากนั้นจะถูกทุกเรื่อง เพราะในสังคมประชาธิปไตย รัฏฐาธิปัตย์คือประชาชน ไม่ใช่เสียงข้างมาก ตรงนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า เสียงข้างมากเป็นผู้ตัดสินใจ แต่รัฏฐาธิปัตย์นั้นคือประชาชนโดยรวม เสียงข้างมากจึงต้องตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของคนทุกคน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์เฉพาะของเสียงข้างมาก ในกรณีที่เสียงข้างมากไม่ใช่คนทุกคน ตรงนี้แหละครับคือประโยชน์ของประชาธิปไตย ที่จะต้องทำให้การตัดสินใจนั้นไม่สุดโต่ง เพราะจะต้องคำนึงถึงทุกคนและส่วนรวมเข้าด้วย
ในแง่นี้ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะชนะ ก็ไม่พึงที่จะทำอะไรให้มันสุดโต่ง เพราะควรจะต้องจำไว้ในใจว่า โดยทั่วไปแล้ว สังคมมีทั้งคนที่สุดโต่งและคนที่อยู่กลางๆ เรากำลังทำเรื่องทางการเมืองให้เป็นเรื่องสุดโต่ง หรือทำให้การเมืองเป็นเรื่องที่คนกลางๆ เขารับได้
ตรงนี้เองที่หลายคนไม่เข้าใจ มองว่า อะไรที่อยู่กลางๆ แปลว่าแทงกั๊ก อะไรที่พูดแบบไม่สุดขั้วแปลว่าขาดจุดยืน ทั้งที่ประชาธิปไตยในหลายกรณีเป็นเรื่องของการที่ฝ่ายสุดขั้วนั้นพยายามเข้าหาพื้นที่กลางๆ ซึ่งมักเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่ได้ต้องการจะยืนสุดขั้ว และต้องการเปลี่ยนฝักเปลี่ยนฝ่ายตามผลประโยชน์เฉพาะหน้าของพวกเขา
นอกจากนั้นแล้ว การพยายามเปลี่ยนฝักฝ่ายในแต่ละครั้งและการที่ฝ่ายสุดขั้วพยายามเข้าหาคนที่อยู่กลางๆ นั้น มักจะตามมาด้วยเรื่องของการลดลงของสภาวะเผชิญหน้าและความรุนแรง แม้ว่าอาจจะไม่สวยงามตามอุดมคติของความสุดขั้วที่มักจะถูกมองว่าฝ่ายของฉันนั้นยึดกุมความถูกต้องไว้ฝ่ายเดียวเท่านั้น
ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ต้องการจะบอกว่าต่อให้ฝ่ายรับ หรือไม่รับชนะ โจทย์ใหญ่ของประชาธิปไตยคือการทำให้ประชาธิปไตยมันเป็นกฎกติกาเดียวของสังคม ดังนั้นก็จะต้องฟังและอธิบายกับฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วยให้เขาเข้าใจโดยเนื้อหาด้วย ไม่ใช่อธิบายได้แค่ว่า เพราะฉันชนะ อีกฝ่ายจึงต้องฟัง
หากฝ่ายรับชนะ ในกฎหมายลูกต่างๆ ก็พึงจะต้องเปิดกระบวนการมีส่วนร่วมให้กว้างขึ้น และนำเอาข้อกังวลของอีกฝ่ายหนึ่งไปไว้ในการพิจารณา แทนที่จะมองว่าอีกฝ่ายเจตนาไม่บริสุทธิ์ หรือเป็นความพยายามบิดเบือน
หากฝ่ายไม่รับชนะ ก็พึงตระหนักถึงว่าฝ่ายรับก็มีจำนวนอยู่ไม่น้อย ดังนั้นข้อเรียกร้องต่างๆ ของฝ่ายรับก็จะต้องมีที่ทางและเป็นโจทย์ที่รอฝ่ายไม่รับพิสูจน์ว่าจะลดความกังวลของฝ่ายรับร่างฯได้อย่างไรบ้าง ไม่ใช่ยืนยันแต่ชัยชนะของตนผ่านเสียงข้างมากเท่านั้น
โดยสรุป การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเอาประชาธิปไตยเป็นตัวตั้ง แต่จะต้องเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง แล้วคิดว่าประชาธิปไตยจะทำให้ประชาชนอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ศิลป์และศาสตร์ของประชาธิปไตยจึงอยู่ที่การคำนึงถึงความหลากหลายและจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ไม่เช่นนั้นก็คงจะเป็นเรื่องที่เรียกว่าเสียงข้างมากเป็นใหญ่เท่านั้น หาใช่ประชาธิปไตย และประชาชนเป็นใหญ่ไม่
ในส่วนที่สองของสิ่งที่ผมอยากจะเขียนถึงในสัปดาห์นี้ก็คือเรื่องมุมมองอื่นๆ ของการศึกษารัฐศาสตร์ที่มีต่อนัยยะของผลจากการลงประชามติของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องของประชาธิปไตยและการเปลี่ยนผ่านแล้ว ยังจะมีเรื่องแนวคิดในเรื่องของรัฐและสมรรถนะของรัฐ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย
การศึกษาเรื่องของรัฐในทางรัฐศาสตร์นั้น มีทั้งการศึกษาในแบบโบราณ คือมองรัฐในฐานะขององค์รวม/องค์ประธานของการกระทำการ เช่นการศึกษารัฐในแง่ของสงครามระหว่างรัฐ หรือมองรัฐในฐานะรัฐบาล มาสู่เรื่องของการศึกษารัฐในมุมสมัยใหม่(กว่า) ทั้งฝ่ายที่สนใจรัฐในแง่ของบทบาทและเหตุผลที่รัฐเข้าแทรกแซงในเศรษฐกิจ กับการศึกษาเหตุผล ตรรกะ และสมรรถนะของรัฐ ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมด้วย
การศึกษาเรื่องของรัฐในยุคสมัยใหม่นั้นเป็นการศึกษาที่พัฒนาต่อมาจากการศึกษาระบบการเมือง เพราะการศึกษาระบบการเมืองมักจะสนใจศึกษาการทำงานขององค์ประกอบต่างๆ ของสถาบันทางการเมืองต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นระบบ/องคาพยพทางการเมือง
แต่การศึกษาเรื่องรัฐนั้นพยายามทำความเข้าใจว่า บางครั้งรัฐไม่ใช่แค่ผู้ดำรงกติกา หรือรัฐนั้นไม่ใช่แค่เป็นสนามที่กลุ่มต่างๆ หรือชนชั้นต่างๆ เข้ามามีอำนาจทางการเมือง ด้วยว่ารัฐอาจเป็นทั้งตัวแสดงทางการเมือง (เสียเอง) เป็นโครงสร้าง และเป็นปริมณฑลของการต่อสู้แข่งขันทางการเมือง
และถ้านิยามว่ารัฐคือผู้ที่สามารถผูกขาดการใช้ความรุนแรงในอาณาบริเวณทางการเมืองได้แล้ว เราก็กำลังก้าวไปถึงพื้นที่ที่เรียกว่า “ความชอบธรรม” ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้รัฐสามารถใช้อำนาจของเขาได้ ทั้งอำนาจจากอาวุธ และอำนาจจากกฎหมาย
ที่กล่าวมานี้จะเห็นว่า รัฐเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญในระบบการเมือง และการที่ระบบการเมืองจะดำรงอยู่ได้ ก็จำต้องพึ่งพิงกับสมรรถนะของรัฐ ที่อาจจะแบ่งได้ว่ามีรากฐานมาจากสี่มิติ ได้แก่ 1) สมรรถนะของรัฐในการรวบรวมทรัพยากรทางการเงินเพื่อนำมาบริหารให้บรรลุผลประโยชน์แห่งชาติ (ว่าง่ายๆ คือการเสียภาษี) 2) สมรรถนะของรัฐในการนำพาให้เกิดการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจให้จงได้ 3) สมรรถนะของรัฐในการสร้างและจัดการบริหารความชอบธรรม ซึ่งหมายรวมถึงการสร้างสัญลักษณ์และฉันทามติในเรื่องต่างๆ ร่วมกัน และ 4) สมรรถนะของรัฐในการใช้กำลังและความรุนแรงในการจัดการปัญหา
ในกรณีที่ฝ่ายรับชนะในรอบนี้ คงจะปฏิเสธได้ยากว่ารัฐนั้นยังมีสมรรถนะอย่างมีนัยยะสำคัญในการระดมสรรพกำลังต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำให้ฝ่ายที่รณรงค์ไม่รับนั้นถูกจับกุมอยู่หลายครั้ง และบ่อยครั้งไม่ได้ผิดกฎหมายประชามติ แต่ไปผิดคำสั่งคณะรัฐประหารด้วยข้อหาชุมนุมทางการเมือง แม้ว่ารัฐเองอาจจะไม่ได้ออกมาสนับสนุนการรับร่างรัฐธรรมนูญอย่างสุดตัวก็ตาม (เว้นแต่นาทีสุดท้ายที่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการทำรัฐประหารนั้นออกมาแต่งเครื่องแบบนายทหารและประกาศรับร่างในฐานะส่วนตัว)
อีกสาเหตุหนึ่งที่ฝ่ายรับอาจได้รับชัยชนะอาจมาจากการที่ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของตัวร่างรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งอาจส่งผลทำให้การตัดสินใจที่จะไม่ไปลงคะแนนนั้นเกิดขึ้นได้ เพราะเขาอาจรู้สึกถึงความแปลกแยกจากระบบการเมืองที่ดำรงอยู่
ในกรณีของสมรรถนะของรัฐในด้านการสร้างความชอบธรรมนั้น เราจะต้องเข้าใจทั้งตัวมิติในเรื่องความชอบธรรมที่นักสังคมวิทยาการเมืองและนักประวัติศาสตร์ภูมิปัญญามักจะชอบนำมาวิเคราะห์ แต่สิ่งที่เราไม่ควรละเลยในทางรัฐศาสตร์ก็คือ ความชอบธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องของชุดความคิดที่ลอยออกมาให้เราศึกษาโดยแยกขาดจากกระบวนการในรายละเอียดว่ารัฐและองคาพยพของรัฐนั้นทำงานอย่างไร รวมทั้งมีสมรรถนะแค่ไหนในการสร้างสรรค์และรักษาไว้ซึ่งความเหนือกว่าในแง่ของการผลักดันให้เกิดความชอบธรรมในเรื่องหนึ่งๆ
ส่วนกรณีที่ฝ่ายไม่รับชนะในการลงประชามติในรอบนี้ อาจมีเงื่อนไขมาจากการที่รัฐอาจจะอ่อนสมรรถนะลง แต่ไม่ได้หมายความว่าการอ่อนสมรรถนะของรัฐนั้นจะเป็นลักษณะถาวร เพราะรัฐอาจจะอ่อนสมรรถนะลงในบางครั้งบางกรณีหรือบางด้าน
หรือประเด็นท้าทายที่ว่า ถ้างานนี้ฝ่ายไม่รับชนะ จะหมายถึงว่าสังคมนั้นมีสมรรถนะเพียงพอในการต่อรองกับรัฐได้จริงไหม และต้านทานการที่รัฐนั้นพยายามเข้ามามีอำนาจและอิทธิพลเหนือกว่าสังคมได้จริงไหม ก็เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถาม หากย้อนไปตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า โพลของการไม่ตัดสินใจลงประชามติที่มีคะแนนอยู่ไม่น้อยนั้น หมายถึงว่ายังไม่ตัดสินใจจริงๆ (คืออยู่ตรงกลางๆ แบบที่ผมอธิบายไปในตอนต้น) หรือหมายถึงว่าได้ตัดสินใจอย่างสุดขั้ว/ไม่สุดขั้วไปตั้งแต่แรก แต่ไม่ไว้ใจการสอบถามจากผู้ทำโพลต่างหาก
หรือเป็นไปได้ไหมว่า สังคมสามารถพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารกันเองที่ “ลอด(หูตา/กลไกเครือข่าย)รัฐ” โดยไม่ต้องพึ่งพาเครือข่ายเดิมที่ถูกจับตา ควบคุม และทอนกำลังลงได้ ทั้งนี้ เราอาจจะยังไม่สามารถอธิบายว่าชัยชนะของสังคมที่สามารถลดทอนสมรรถนะของรัฐในรอบนี้นั้นเป็นลักษณะที่มีที่มาอย่างยาวนานและเป็นเหตุเป็นผลในทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบก็อาจเป็นได้ เพราะการต้านทานสมรรถนะของสังคมในรอบนี้อาจจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หรือเป็นลักษณะปฏิกิริยาโต้กลับมากกว่าการกระทำที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบและยาวนานก็อาจเป็นได้

