ช่ วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนสังคมการเมืองไทยจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ รายการดีเบตการเมือง ประเภทหนึ่งในจอโทรทัศน์ ซึ่งก่อให้เกิดคำถามหลายต่อหลายประเด็นตามมา
เริ่มจากตัวสถานภาพของรายการเอง ที่บางฝ่ายอาจตั้งคำถามว่าเราควรจะเรียกโปรแกรมทีวีประเภทนี้ว่า รายการดีเบต ได้หรือไม่?
เมื่อคู่สนทนาบนโต๊ะเหมือนไม่ได้มานั่งพูดคุย-วิวาทะกันโดยตรง ในหัวข้อสนทนาอันสามารถจับต้องได้ชัดเจน
เพราะฝ่ายหนึ่งมุ่งหน้าสื่อสารกับกลุ่มแฟนคลับพันธุ์แท้ของตน ขณะที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้มุ่งตอบโต้ฝ่ายแรก แต่พยายามเล่นเกมสุภาพ-สงบนิ่ง ราวกับกำลังหาเสียงสนับสนุนเพิ่มเติมจากกลุ่มคนกลางๆ ในสังคมมากกว่า
คำถามชุดใหญ่ชุดหนึ่งดูจะพุ่งตรงไปยังฝ่ายอนุรักษนิยมไทยที่ไปร่วมออก รายการดีเบต ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ของพรรคการเมืองรัฐบาล และแกนนำมวลชนกลุ่มเสื้อเหลือง
โดยมีคำถามหลักที่ว่าทำไมฝ่ายอนุรักษนิยมในสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยจึงมีคุณภาพในการสื่อสารความคิดความเห็นต่อสาธารณะที่ลดลง? ปัญญาชนฝ่ายอนุรักษนิยมหายไปไหนกันหมด?
นั่นเป็นเพราะผู้ตั้งคำถามเหล่านี้ได้นั่งชมการแสดงท่าทีที่มุ่งใช้อารมณ์ ใช้น้ำเสียงเข้าข่ม อย่างปราศจากมารยาท ของฝ่ายอนุรักษนิยมบางรายในจอโทรทัศน์
ทั้งยังเกิดคำถามต่อเนื่องว่าอะไรคือพื้นฐาน-ความชอบธรรมที่ทำให้คนบางคน (ทั้งตัวผู้ออกทีวีและกองเชียร์) หลงเชื่อว่าพฤติกรรมที่ดูเบลอร์ ดูหลุดโลก ไม่อยู่ในระบบเหตุผลโดยสิ้นเชิงเช่นนั้น เป็นสิ่งยอมรับได้และดีงาม?
แม้ฝ่ายอนุรักษนิยมบางคนที่เป็นนักการเมืองอาจ เก๋าเกม (การปะทะคารมในจอทีวี) มากกว่านักเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่ แต่ก็มิได้แสดงตรรกะ เหตุผล
ชุดเรื่องราว-ประสบการณ์อันทรงพลังมากพอ จนสามารถสร้างฉันทามติใหม่ๆ
ในสังคม
กระทั่งเอาชนะใจคู่สนทนา ก็ยังไม่สามารถทำได้
คำถามข้อท้ายๆ ที่คนจำนวนมากอาจตั้งคำถามกับตนเองก็คือแล้วสุดท้ายพวกเราจะยังคุยกันรู้เรื่องหรือไม่?
เพราะหากพิจารณาจากรายการโทรทัศน์แล้ว ก็ดูราวกับว่าสังคมไทยในโลกจำลองดังกล่าวได้เดินมาจุดที่แตกแยกออกเป็นสองเสี่ยง อย่างยากจะประสานกลับคืน
ราวกับว่าผู้คน (อย่างน้อย) สองฝ่ายในสังคมต่างเดินมาถึงจุดที่พูดคุยกันไม่ได้แล้ว รับฟังกันไม่ได้แล้ว
อย่างไรก็ดี คำถามข้อสุดท้าย ณ ขณะนี้ อาจมีอยู่ว่า สังคมไทยอยู่ในจุดแตกหักที่หนักหน่วงขนาดนั้นแล้วจริงๆ หรือ?
ไม่ว่าคนที่ไม่ชอบม็อบคนรุ่นใหม่จะไม่เห็นด้วยกับพวกเขาสักเพียงไหน และไม่ว่าผู้คนในม็อบเองจะมีท่าที-ข้อเสนอแข็งกร้าว ท้าทายบรรทัดฐาน-ข้อห้ามเดิมๆ ของสังคมสักเพียงใด
แต่คนรุ่นใหม่เหล่านี้ไม่เคยแสดงจุดยืนที่จะปิดประตู ไม่ยอมพูดคุย-ไม่ยอมรับฟังผู้ใหญ่ โดยเด็ดขาด
นอกจากนั้น เรายังเริ่มเห็นความพยายามของบางคน-บางองค์กร ที่เสนอแนวทางไกล่เกลี่ย-ประสานประโยชน์ระหว่างข้อเรียกร้องของเด็กกับตำแหน่งแห่งที่ปัจจุบันของผู้ใหญ่ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึง ทางเลือก-ทางออกอื่นๆ ที่ยังพอเป็นไปได้ในทางการเมือง
ท่ามกลางเสียงพูดถึง ความประนีประนอม ที่เริ่มดังขึ้น
นั่นหมายความว่าผู้คนในสังคมไทยยังพอมีโอกาสที่จะพูดคุยกันให้รู้เรื่อง และอาจยังสามารถร่วมกันแสวงหาทางออกของปัญหาอย่างสันติได้อยู่บ้าง
ไม่มากก็น้อย
ปราปต์ บุนปาน

