หน้าแรก คอลัมนิสต์ บทสรุป การเมื...

บทสรุป การเมือง ประชามติ 7 สิงหาคม ชัยชนะของ’ใคร’

9.08.16 | 12:30 น.

ผลของประชามติที่ปรากฏออกมาว่า ร้อยละ 61.40 เห็นชอบต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ขณะที่ร้อยละ 38.60 ไม่เห็นชอบต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ”

หากถือว่าเป็น “ชัยชนะ” จะเป็นชัยชนะของใคร

ขณะเดียวกัน หากถือว่าคะแนนไม่เห็นชอบร้อยละ 38.60 ที่แสดงออกมาเป็น “ความพ่ายแพ้” จะเป็นความพ่ายแพ้ของใคร ฝ่ายใด

แน่นอน สังคมย่อมมองว่าเป็นชัยชนะของ “คสช.”

แน่นอน สังคมย่อมมองว่าเป็นความพ่ายแพ้ของ “พรรคการเมือง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 พรรคใหญ่ อันได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์

Advertisement

อาจมองเช่นนั้นก็ได้

แต่ความเป็นจริงซึ่งไม่ควรลืมและมองข้ามก็คือ คะแนนที่จำแนกออกมาว่าร้อยละ 61.40 รับ ร้อยละ 38.60 ไม่รับ มาจากจำนวนผู้มาใช้สิทธิทั้งสิ้น 27,623,126 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 54 ของจำนวนผู้มีสิทธิ

ทั้งหมดนี้แสดงตัวออกมาในนามของ “ประชาชน”

จากนี้จึงเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะมองผ่านมุมในด้าน “รับ” ไม่ว่าจะมองผ่านมุมในด้าน “ไม่รับ” ล้วนเป็นประชาชน ในระดับใกล้ชิดก็อาจเป็นพี่น้อง ห่างออกมาก็อาจเป็นเพื่อนร่วมจังหวัด ร่วมภาค

ทั้งหมดนี้คือ “มวล” ที่จะต้องต่อสู้กันอีกในสนาม “เลือกตั้ง”

 

มีความเห็นในเชิงสรุปปรากฏมากมาย ทั้งจากนักการเมือง นักเคลื่อนไหว นักวิชาการ ลักษณะ “ร่วม” ที่สำคัญก็คือ

1 ประชาชนอยาก “เลือกตั้ง”

ขณะเดียวกัน 1 ประชาชนตั้งความหวังว่า หากผ่านกระบวนการของการเลือกตั้งแล้วปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ก็จะค่อยๆ หมดไป

กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้วก็คือ ต้องการ “ความสงบ”

เพราะต้องการความสงบนั้นเองเมื่อ คสช.ออกมาทำ “รัฐประหาร” เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 กระแสต่อต้านจึงไม่รุนแรง

เพราะทำให้ “ภาพ” แห่ง “ความขัดแย้ง” หายไป

อย่างน้อยที่สุด กรุงเทพมหานครก็ไม่ต้องประสบกับ “กรวย” ไม่ต้องได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวาย ไม่ว่าจะที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหรือแจ้งวัฒนะ

การมาของ “คสช.” จึงตรงกับความรู้สึกของ “ความต้องการ”

ความต้องการเฉพาะหน้าอย่างนี้แหละที่ทำให้ไม่มองว่าวิธีการ “รัฐประหาร” เป็นวิธีการไม่อารยะ และจากฐานคิดเฉพาะในลักษณะเดียวกันนี้เองทำให้ประชาชนไม่รู้สึกว่า “ร่างรัฐ

ธรรมนูญ” จะเป็นปัญหาอะไรเหมือนที่นักการเมืองวิตก เหมือนที่ปัญญาชนนักวิชาการวิตก

คะแนน “รับ” จึงออกมามากกว่าคะแนน “ไม่รับ”

 

หากจะพยายามพิจารณาสภาพการณ์ “ประชามติ” ที่เกิดขึ้นอย่างคำนึงถึงสถานะแห่งชัยชนะ สถานะแห่งพ่ายแพ้ ตามกระสวนทั่วไปในทางการเมือง

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็อาจจะรู้สึกว่า “ชัยชนะ” เป็นของตน

เหมือนๆ กับที่เคยรู้สึกเมื่อเกิดรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 เหมือนๆ กับที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคยรู้สึกเมื่อเกิดรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549

ทั้งๆ ที่ความจริงมิได้เป็นชัยชนะของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

ตรงกันข้าม นี่คือชัยชนะของกลุ่มทางการเมืองที่กุมอำนาจรัฐมาอย่างยาวนานในสังคมไทย ซึ่งบางคนสรุปว่าเป็น “รัฐราชการ” โดยมี “กองทัพ” เป็นองค์ประกอบหลัก องค์ประกอบสำคัญ

ขอให้มองไปยังภาพของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ขอให้มองไปยังภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และ นายวิษณุ เครืองาม เป็นมือไม้สำคัญ

ทั้งหมดนี้ต่างหาก คือ “ของจริง”

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เสมอเป็นเครื่องมือ 1 ไม่แตกต่างไปจากบทบาทที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เคยออกโรง

“อำนาจ” ของ “รัฐราชการ” ต่างหากที่ยังยิ่งใหญ่ เกรียงไกร

ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร บนฐานอันอ่อนแอ เปราะบางของพรรคการเมืองและนักการเมือง

 

ถามว่าหลัง “ประชามติ” ผ่าน ปัญหาและความขัดแย้งอันดำรงอยู่มาเกือบ 1 ทศวรรษจะหมดสิ้นไปหรือไม่

ตอบได้ว่า อำนาจของ “รัฐราชการ” โดยกระบวนการของ “คสช.” อาจมีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น แข็งแกร่งและมั่นคงมากยิ่งขึ้น แต่ปัญหาและความขัดแย้งก็ยังไม่หมดสิ้นไปภายในพริบตา

ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ ปัจจัยของความขัดแย้งยังดำรงอยู่