การลงโทษข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐของจีนในคดีคอร์รัปชั่น ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ในระยะหลัง เพราะเป็นไปตามนโยบายของท่านผู้นำ สี จิ้นผิง
แต่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมนั้นไม่มีบ่อยนัก โดยเฉพาะคดีที่ทำผิดพลาด ถ้ามีแสดงว่าคดีนั้นใหญ่จริงๆ
อย่างเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สำนักข่าวระดับชาติอย่างซินหัว รายงานว่าทางการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐ 27 คนที่เกี่ยวข้องในคดีประหารชีวิต “ผิดคน”
คดีเล็กๆ ก่อนจะอื้ออึงไปทั่วโลกนี้เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน แพะของคดีคือ นายฮักจิลทู ถูกประหารชีวิตตอนอายุ 18 ปี ในความผิดข่มขืนและฆาตกรรมหญิงสาวในเมืองฮอฮอต เขตปกครองตนเองมองโกเลีย ในพื้นที่ทางภาคเหนือติดประเทศมองโกเลีย
ในปี 2539 ปีที่เกิดเหตุ จำเลยยืนกรานในความบริสุทธิ์ ส่วนพ่อแม่ร้องขอความเป็นธรรมให้กับลูกอย่างทุกข์ทรมานใจ แต่เสียงของชาวบ้านธรรมดานั้นเบามาก สุดท้ายชายหนุ่มก็ถูกประหารชีวิตในปีนั้น ทั้งที่หลักฐานเอาผิดอ่อนมาก
กว่ากระบวนการยุติธรรมจะเริ่มระแคะระคาย ก็ผ่านมาถึงปี 2548 เมื่อมีชายอีกคนสารภาพว่าก่อเหตุข่มขืนและฆาตกรรมต่อเนื่องมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงเหยื่อสาวในคดีของฮักจิลทูด้วย
แปลว่าทางการเพิ่งจับผู้ร้ายตัวจริงได้ แล้วคนที่ประหารไปแล้วนั้นคือ “แพะรับบาป”
กระบวนการนี้ต้องรอนานอีก 9 ปี ศาลจึงเปิดการพิจารณาคดีใหม่ และตัดสินใจใหม่ในปี 2557 ล้างมลทินให้หนุ่มผู้เคราะห์ร้ายได้
แต่ที่ทำไม่ได้คือ “คืนชีวิต” ลูกชายให้กับพ่อแม่ผู้สูญเสีย ทำได้เพียงจ่ายเงินชดเชยให้ราว 11 ล้านบาท
เช่นเดียวกับการสั่งลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐ 27 คน ผู้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีและประหารชีวิต ไม่ว่า ตำรวจ เจ้าหน้าที่ศาล และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงสาธารณะ ไม่อาจคืนชีวิตเหยื่อได้
เป็นได้เพียงบทเรียนทั้งกับผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม และคนในสังคม รวมถึงยังตั้งคำถามถึงโทษประหารชีวิตกับผลกระทบที่ตามมา
อย่างน้อยชีวิตของฮักจิลทูจะเป็นเครื่องเตือนใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ ต้องมีหลักฐานและพยานที่ชัดเจน มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
สำหรับบ้านเราเองก็เคยมีคดีแพะแบบนี้มาแล้วเช่นกัน คดีที่ลือลั่นอันดับต้นๆ คือคดี น.ส.เชอรี่แอน ดันแคน ถูกฆาตกรรมเมื่อปี 2529 การสอบสวนอันรวบรัดเพียง 27 วันของเจ้าหน้าที่ นำไปสู่การจับ “แพะ” ดำเนินคดีผิดตัวถึง 4 ชีวิต
กว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ต้องรอนาน 6 ปี จนศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าทั้งหมดเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่มีความผิดใดๆ ระหว่างนั้นเหยื่อรายหนึ่งเสียชีวิตในคุก อีก 2 รายป่วยได้อิสรภาพไม่นานก็ตาย รายสุดท้ายเผชิญโศกนาฏกรรม ภรรยาเครียดฆ่าตัวตาย ลูกสาวถูกฆ่าข่มขืน ส่วนตัวเองถูกซ้อมจนบาดเจ็บเรื้อรัง กว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็อยู่ได้ไม่ถึงวัย 60
บทเรียนจากคดีนี้จึงย้ำเตือนว่า เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจทำผิดหรือตัดสินใจผิดเป็นเหตุให้ผู้บริสุทธิ์ถึงแก่ความตาย บาดเจ็บพิการ ไม่ว่าคดีอาชญากรรม หรือคดีความรุนแรงทางการเมือง ต้องถูกพิจารณาคดีเพื่อรับโทษ
ถึงเวลาจะผ่านไปนาน แต่ตราบใดที่พ่อแม่และญาติของเหยื่อยังคงเฝ้ารอ กระบวนการยุติธรรมต้องคืนความเป็นธรรมนั้นให้ได้

