การเลือกตั้งทั่วไปในพม่าที่เพิ่งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งที่แปลกประหลาดที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสื่อทั่วโลกไม่ได้ให้ความสนใจกับพม่ามากนัก ในขณะที่ผลการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกายังไม่เสร็จสิ้น ตลอดจนสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังระบาดอย่างหนักในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้การเมืองพม่าที่เคยเป็นที่จับตามอง เป็นที่พูดถึงน้อยทั้งในระดับสื่อเทศและสื่อไทย ด้วยการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในพม่าไปแล้ว 1,461 ราย (สถิติวันที่ 11 พฤศจิกายน) และมีผู้ติดโควิด-19 ทั้งหมดมากกว่า 63,000 รายไปแล้ว เลยทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวลว่าจะมีประชาชนจำนวนน้อยที่ออกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ผลที่ออกมาปรากฏว่ามีประชาชนออกไปลงคะแนนมากเกินคาด

ผลการเลือกตั้งในพม่าเหมือน “หวยล็อก” เพราะผู้คนส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกพรรคที่ตนเองชื่นชอบมากกว่าคุณสมบัติของผู้สมัคร ฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตยเลือกพรรค NLD ในขณะที่ผู้สนับสนุนกองทัพเลือกพรรค USDP ตัวสอดแทรกในการเลือกตั้งพม่าคือพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลาย ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับคะแนนความนิยมพรรค NLD และหัวหน้าพรรค ด่อ ออง ซาน ซูจี ที่ลดลงในหมู่กลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งคร่าวๆ ที่ออกมา ปรากฏว่าพรรค NLD ยังได้รับความนิยมอย่างสูงอยู่ แม้ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะยังไม่ออกมา พรรค NLD ต้องการ 322 ที่นั่งเพื่อเป็นพรรคเสียงข้างมากในสภา เพื่อที่จะได้สิทธิเลือกประธานาธิบดีที่มาจากพรรคของตน และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
NLD ชนะในแทบทุกเขตที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนพม่า ยกเว้นบางเขตในเนปยีดอ ที่เป็นเขตอิทธิพลของกองทัพ ผู้ที่สนับสนุนพรรค NLD ยังเชื่อว่าพรรคจะได้ที่นั่งมากกว่าในการเลือกตั้งปี 2015 ซึ่ง NLD ได้มา 285 ที่นั่งจากที่นั่งในสภาล่างทั้งหมด 291 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ NLD ยังชนะในบางเขตเลือกตั้งในเขตสะกาย, มัณฑะเลย์ และพะโค ที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นฐานเสียงของพรรค USDP ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2015 แม้ในปีนี้จะมีพรรคเล็กๆ เพิ่มขึ้นมา เช่น พรรค Union Betterment Party (UBP) ของธูระ ฉ่วย มาน (Thura Shwe Mann) อดีตผู้นำระดับสูงในกองทัพพม่ายุค SPDC และพรรค People’s Party ของโก โก จี (Ko Ko Gyi) อดีตผู้นำนักศึกษายุค 8888 คนสำคัญ และพรรค People’s Pioneer Party ของเต็ด เต็ด คาย (Thet Thet Khine) อดีตนักศึกษาจากยุค 8888 ที่เคยเป็นผู้แทนราษฎรในนามพรรค NLD มาก่อน แต่เกิดแตกใจกับกรรมการบริหารพรรคจนต้องออกมาตั้งพรรคของตนเอง แต่พรรคเหล่านี้กลับไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าหัวหน้าพรรคจะเป็นบุคคลชั้นแนวหน้าของสังคมพม่าเพียงใด ตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่าประชาชนพม่ายังคงเลือกพรรคและเลือกฝั่งการเมือง มากกว่าเลือกที่คุณภาพผู้สมัคร
ก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นหลายครั้งในรัฐยะไข่ การก้าวขึ้นมามีบทบาทของกองทัพอาระกัน และสถานการณ์การสู้รบที่ตึงเครียดระหว่างกองกำลังฝ่ายรัฐบาลพม่าและกองกำลังของอาระกัน และของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อีกบางส่วน ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะในรัฐยะไข่ จะได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น พรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ใน 7 รัฐชาติพันธุ์ของพม่าก็หมายมั่นปั้นมือเช่นกันว่าตนจะได้รับเสียงเพิ่มขึ้น และปรับกลยุทธ์เพื่อชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ได้ บางพรรคตัดสินใจควบรวมกัน เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลเพิ่มกัน แต่ผลการเลือกตั้งกลับไม่เป็นไปดังคาด ในรัฐฉิ่น ซึ่งมีที่นั่งทั้งหมด 39 ที่นั่ง คาดกันว่า NLD จะกวาดที่นั่งได้ถึง 36 ที่นั่ง เทียบกับการเลือกตั้งปี 2015 ที่ได้มาเพียง 28 ที่นั่ง ส่วนในรัฐขนาดใหญ่อย่างรัฐกะฉิ่นและรัฐฉาน ผลก็ออกมาคล้ายกันคือพรรค NLD ได้ที่นั่งมากกว่าการเลือกตั้งเมื่อ 5 ปีก่อน
พรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือพรรค Mon Unity Party (MUP) ของมอญ แต่ก็ได้ที่นั่งมาเพียง 11 จากที่นั่งรวมทั้งหมด 31 ที่นั่งในรัฐมอญ ในรัฐยะไข่ ที่เป็นพื้นที่คู่ขัดแย้งกับรัฐบาลพม่าโดยตรง พรรคขนาดใหญ่ที่สุด 2 พรรค ได้แก่ Arakan National Party (ANP) และ Arakan Front Party (AFP) ชิงที่นั่งมาได้ 9 จาก 20 ที่นั่ง พัฒนาการของพรรค ANP น่าสนใจตรงที่ล้มยักษ์ NLD ได้ในบางเขต
ผลการเลือกตั้งที่ออกมา แม้จะยังไม่ได้เป็นผลแบบทางการ แต่ก็ชี้ให้เห็นทิศทางทางการเมืองพม่าที่แทบไม่เปลี่ยนไปเลย นับตั้งแต่พรรค NLD เข้ามาเป็นรัฐบาลในปี 2016 ทิศทางดังกล่าวคือผู้คนส่วนใหญ่ยังคงภักดีต่อพรรค NLD แม้ทั้งพรรคและผู้นำพรรคจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักโดยสื่อจากทั่วโลก ทั้งในประเด็นเรื่องโรฮีนจา สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่ตกต่ำลง และสงครามกลางเมืองที่ยังดำเนินอยู่ และมีแนวโน้มที่จะแย่ลงในอนาคตอันใกล้ แต่ประชาชนพม่ายังมองว่า NLD ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด หรือ “แย่น้อยกว่า” (a lesser evil) และที่สำคัญคือดีกว่าจะปล่อยให้กองทัพกลับเข้ามาบริหารประเทศแบบเดิมอย่างแน่นอน ความเชื่อมั่นในพรรค NLD ที่ล้นเกินนี้ยิ่งทำให้การพัฒนาด้านประชาธิปไตยในพม่าเป็นไปได้ช้า แม้จะมีพรรคเล็กพรรคน้อยมากมาย แต่กลับพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไปแบบหลุดลุ่ย เพียงเพราะผู้คนเกลียดชังกองทัพ และทำทุกวิถีทางเพื่อส่งเสริมให้กันกองทัพออกไปจากการเมืองพม่าให้ได้ และการจะกันกองทัพได้ ก็ต้องช่วยกันสกัดกั้นพรรค USDP ซึ่งเป็นพรรคนอมินีของกองทัพให้ได้ด้วย
ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการคงจะออกมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่ผลที่ออกมา และ “อารมณ์” ของการเมืองในพม่าได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าการเมืองพม่าในอีก 5 ปีต่อไปนี้ ก็จะเป็น “เหล้าเก่าในขวดใหม่” เป็นการเมืองที่บรรดาผู้เฒ่าแห่งพรรค NLD ยัจะเป็นผู้กำหนดทิศทางการเมืองพม่า เคียงคู่กับกองทัพพม่า สิ่งที่น่าจับตามองอีกประการหนึ่งคือในปีหน้า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำสูงสุดของกองทัพพม่า จะมีอายุครบ 65 ปี และคาดกันว่าเขาจะเกษียณตัวเองออกมาเพื่อเข้าสู่แวดวงการเมืองอย่างเต็มตัว ที่ผ่านมา มิน อ่อง หล่าย เป็นไม้เบื่อไม้เมากับพรรค NLD มาตลอด และยังออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทั้ง NLD และกรรมการการเลือกตั้งของพม่ามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อมิน อ่อง หล่าย เกษียณอายุแล้ว เขาจะกลายเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญของพรรค NLD ในทางนิตินัย
แต่ในเชิงพฤตินัย NLD จะยังเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของการเมืองพม่าไปอีกนาน และความสำเร็จของการปฏิรูปทางการเมืองพม่า และการเจรจาสันติภาพ ก็จะขึ้นอยู่กับความสามารถและความใจกว้างของผู้นำพรรค NLD ด้วย
ลลิตา หาญวงษ์

