ในงานอุบล บุ๊คแฟร์ สัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้ จัดที่สุนีย์ ทาวเวอร์ จ. อุบลราชธานี (ระหว่างวันที่ 6-14 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00-21.00 น.)
ผมไปพูดคุยบอกเล่า เรื่องเจ๊กปนลาวปนเขมร เป็นคนไทยอยู่อุบลฯ ซึ่งเป็นเรื่องเก่าๆ ไม่มีอะไรใหม่ เพราะการศึกษาไทยยังย่ำที่เดิม สอนเรื่องเดิม
เหมือนประชาธิปไตย ต้องย้ำเรื่องเก่าๆ ไม่มีอะไรใหม่ เพราะสังคมไทยถูกผู้มีอำนาจพยายามสถาปนาระบอบไม่ประชาธิปไตย
1. ชื่องานกับชื่อสถานที่ ชี้ให้เห็นชัดๆ แล้วว่าผมไปพูดคุยบอกเล่าเป็นกิจกรรมส่งเสริมการขายหนังสือ และขยายการแลกเปลี่ยนแบ่งปันข้อมูลข่าวสารไปเลือกสรรใช้งาน หรือเลือกโยนทิ้งไปก็ได้ตามสะดวก คนส่วนมากเขาตั้งใจไปดูงานบุ๊คแฟร์ และซื้อของในห้าง ไม่ได้ตั้งใจไปฟังผมพูดคุยบอกเล่า เพราะไม่เป็นเรื่องที่น่าเสียเวลาฟัง แต่แวะไปนั่งพักชั่วครู่ชั่วยาม บางคนอาจถูกลากจูงคะยั้นคะยอจากคนอื่น จึงไปนั่งอย่างเสียมิได้ โดยไม่ฟัง
2. ชื่อเรื่องว่าเจ๊กปนลาวปนเขมรเป็นคนไทยอยู่อุบลฯ ย่อมส่อชัดๆ ว่าไม่เป็นทางการ ไม่เป็นวิชาการ ไม่เป็นงานใหม่ แต่เป็นเรื่องเก่าๆ เล่าใหม่ๆ สนุกๆ สบายๆ ง่ายๆ สั้นๆ
โดยเฉพาะ “เจ๊กปนลาว” คำอย่างนี้ผมได้จากวงสนทนาหน้าข้าวหน้าเหล้ากับเพื่อนฝูงญาติมิตรอุบลฯ ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2530 เพราะใช้ตั้งชื่อหนังสือ เจ๊กปนลาว พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2530
3. ไม่ได้บรรยายในสถาบันการศึกษาหรือในงานวิชาการ และเรื่องที่พูดคุยบอกเล่าไม่เป็นงานวิจัย ไม่มีอะไรใหม่ เพราะผมไม่เคยทำอะไรใหม่ๆ นอกจากยกย่องงานวิชาการของนักปราชญ์ราชบัณฑิต และครูบาอาจารย์ทุกรุ่นไปทำง่ายๆ ใช้บอกเล่าสู่กัน
สิ่งที่ผมยกไปบอกเล่าอาจหายหกตกหล่นบกพร่องผิดพลาดได้ ซึ่งแก้ไขได้ให้ถูกต้อง ไม่มีปัญหาอะไร หรืออาจเข้าใจคนละอย่างกับนักวิชาการคนอื่นๆ ก็ได้ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ โยนทิ้งก็ได้ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย
ถ้ามีผู้บอกข้อบกพร่องผิดพลาดก็ขอบคุณ แล้วเอาไปแก้ไขหลายครั้งหลายหนเป็นปกติวิสัยของผู้น้อยอย่างผมที่ต้องคอยก้มประนมกรต่อผู้มีความรู้เหนือกว่าเป็นสันดานประจำอยู่แล้ว

ผู้มีอำนาจ
ในระบบการศึกษาไทย ความรู้ไม่ได้เคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนตามหลักฐานที่ค้นพบใหม่หรือตามความก้าวหน้าวิชาการของโลก แต่จะเปลี่ยนตามคำสั่งของคนเป็นนายผู้มีอำนาจ
ดังนั้น ความรู้ใหม่ของสถาบันหนึ่ง จึงอาจเป็นความรู้เก่าที่ไม่มีอะไรใหม่ของอีกสถาบันหนึ่ง
ตัวอย่างคลาสสิคที่สุดได้แก่เรื่องคนไทยเชื้อชาติไทยแท้ มีแหล่งกำเนิดที่เทือกเขา อัลไต แล้วอพยพถอนรากถอนโคนหนีการรุกรานของจีนลงทางทิศใต้ จนไปตั้งหลักแหล่งถาวรอยู่ในประเทศไทยทุกวันนี้
สถาบันการศึกษาที่ก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยาได้ยกเลิกไปแล้ว เพราะเป็นเรื่องวิปริตผิดความจริง แต่ครูบาอาจารย์ในสถานศึกษาเกือบทั่วประเทศ (โดยเฉพาะในกองทัพ) ยังมีการเรียนการสอนเรื่องเทือกเขาอัลไตเหมือนเดิม ไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลง เพราะนายไม่สั่งเปลี่ยน
พหุวัฒนธรรม
ที่งานอุบลฯ มีคำถามเรื่องพหุวัฒนธรรมว่าหมายถึงอะไร? เรื่องลึกซึ้งอย่างนี้ผมใบ้กิน จึงขอผลัดจะไปค้นเอกสารก่อน และพบแล้ว พหุวัฒนธรรม (1) โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกไว้ ดังนี้
“อาจารย์พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ โพสต์ความเห็นในเฟชบุ๊กของท่านไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง ท่านกล่าวว่า ในระยะหลังนี้ แนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรม (multiculturalism) ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำให้แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์แยกกันอยู่ ไม่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน จึงเกิดแนวคิดใหม่ถึงสิ่งที่ท่านเรียกว่าปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม (interculturalism) คือนอกจากเคารพวัฒนธรรมที่แตกต่างกันแล้ว ยังต้องให้เกิดความสัมพันธ์กันระหว่างวัฒนธรรม เพื่อแลกเปลี่ยนกันและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นได้ นอกจากนี้ แนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรมยังทำให้เกิดการแข่งขันวัฒนธรรมในประเทศไทย เพื่อสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในยุคโลกาภิวัตน์ที่ผู้คนพากันสูญเสียอัตลักษณ์ไป
ผมเห็นด้วยกับท่านทุกประการ แต่เมื่อคิดเรื่องนี้ไปนานเข้า ก็เกิดความสงสัยว่าพหุวัฒนธรรมกับปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม เป็นสองสิ่งที่ไม่ตรงกัน หรือเป็นสองสิ่งที่สืบเนื่องกัน หรือเป็นสองสิ่งที่ปรากฏขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ต่างกันเท่านั้น”
(มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 4-10 มีนาคม 2559 หน้า 30)
เรื่องน่าเบื่อ
เช่นเดียวกับสื่อมวลชนด้านเศรษฐกิจการเมือง ต้องติดตามแสวงหาความรู้จากงานวิชาการค้นคว้าวิจัยของนักวิชาการด้านเศรษฐกิจการเมือง
ผมมีอาชีพเขียนหนังสือและทำหนังสือพิมพ์ก็ต้องทำอย่างเดียวกัน คือติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการจากนักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เท่าที่สติปัญญาจะอำนวย เพื่อให้ตัวเองรู้เท่าทันเป็นเบื้องต้น แล้วย่อยสั้นๆ ง่ายๆ กระชับๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นผ่านสื่อต่างๆ เท่าที่ทำได้และทำอยู่
โดยไม่มีหน้าที่และไม่มีความสามารถค้นคว้าวิจัยหาความรู้ใหม่ๆ เหมือนนักค้นคว้าวิจัยเป็นอาชีพ ซึ่งผมเคยเขียนบอกหลายครั้งมาก (จนเป็นเรื่องน่าเบื่อ)


