เมืองนครราชสีมามีกำเนิดจาก “โคราชเก่า” เมืองราดของพ่อขุนผาเมือง ซึ่งปัจจุบันคือเมือง เสมา อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา ที่มีความเป็นมาทางสังคมและเศรษฐกิจ-การเมืองเกี่ยวดองเป็น เครือญาติใกล้ชิดรัฐพูดภาษาไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ รัฐอยุธยา, รัฐสุโขทัย, รัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ฯลฯ เป็นเหตุให้ชาวนครราชสีมามีวิถีโดยทั่วไปห่างไกลจากวัฒนธรรมอีสานที่ราบสูง ได้แก่ กินข้าวเจ้า (ไม่ข้าวเหนียว), คลุกปลาร้า (ไม่ปลาแดก), นุ่งโจงกระเบน (ไม่นุ่งซิ่น), เล่น เพลงโคราช (ไม่หมอลำ), พูดสำเนียงโคราช (ไม่ปากลาว) เป็นต้น
สมัยอยุธยา คนในพระนครศรีอยุธยาเรียกเมืองนครราชสีมาอย่างคุ้นเคยว่า “โคราช” พบเป็นลายลักษณ์อักษรในเอกสารจากหอหลวง (คำให้การขุนหลวงหาวัด)
คนโคราชที่นครราชสีมามีบรรพชนเป็นคนหลายเผ่าพันธุ์ ทั้งจากที่ราบสูงและที่ราบลุ่ม ซึ่งปะปนผสมกลมกลืนทางสังคมและวัฒนธรรมสืบเนื่องยาวนานหลายพันปีมาแล้ว ต่างกระจายอยู่ ตามหุบเขาและทุ่งราบบริเวณต้นแม่น้ำมูลกับลำน้ำสาขา (ได้แก่ ลำเชียงไกร, ลำตะคอง) โดยมี พื้นที่หลักอยู่ลำตะคอง อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา อันเป็นที่ตั้งเมืองเสมา ซึ่งเป็นต้นตอหรือรากเหง้าเมืองนครราชสีมา โดยมีพัฒนาการหรือความเป็นมาอย่างสรุปเบื้องต้น (ต่อไปข้างหน้า)
คนโคราช เมืองนครราชสีมา พบข้อมูลใหม่หลายเรื่องมากกว่าแต่ก่อน (อยู่ในข้อเขียนเรื่องนี้) ทำให้ข้อเขียนเก่าบางประเด็นพ้นสมัย ไม่ “อัพเดต” ในหนังสือที่ผมเขียนมานานแล้ว 2 เล่ม ได้แก่ “พลังลาว” ชาวอีสาน มาจากไหน? (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549) และ โคราชของเรา (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2558) ขอความกรุณาช่วยแก้ไขข้อมูลพบใหม่ตามข้อเขียนเรื่องนี้
.
[1.] หมู่บ้าน 3,000 ปี มาแล้ว
นครราชสีมามีบรรพชนเป็นคนหลายชาติพันธุ์ ตั้งหลักแหล่งอยู่รวมกันเป็นชุมชนหมู่บ้านซึ่งพบทั่วไป (เกือบทุกอำเภอของนครราชสีมา) ตามที่ลุ่มห้วยหนองทั้งหุบเขาและทุ่งราบมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว
เฉพาะบริเวณสูงเนินต่อเนื่องถึงสีคิ้ว บรรดาชุมชนหมู่บ้านเริ่มแรกล้วนผู้คนนับถือศาสนาผี เชื่อเรื่องขวัญ มีหินตั้ง ทำการเกษตรดั้งเดิม และชำนาญถลุงเหล็กเพื่อทำเครื่องมือเครื่องใช้
ไม่พบหลักฐานว่าพูดภาษาอะไรบ้าง? แต่คนหลายเผ่าพันธุ์เหล่านี้ล้วนเป็นบรรพชนกลุ่มหนึ่งของคนไทยทุกวันนี้ และเป็นบรรพชนคนสูงเนินกลุ่มดั้งเดิม
แหล่งศักดิ์สิทธิ์ ศูนย์กลางพิธีเซ่นผีขวัญบรรพชนคนชั้นนำของเผ่าพันธุ์อยู่บริเวณเขาจันทน์งาม (อ. สีคิ้ว จ.นครราชสีมา) มีภาพเขียนบนเพิงผาเป็นรูปคนจำนวนหนึ่ง กับรูปหมาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่งนำทางผีขวัญบรรพชนหัวหน้าเผ่าพันธุ์ขึ้นฟ้าไปรวมพลังเป็น “ผีฟ้า” (ตามความเชื่อเรื่องขวัญในศาสนาผี เพราะสมัยนั้นยังไม่รู้จักวิญญาณตามความเชื่อทางศาสนาจากอินเดีย) แล้วเชื่ออีกว่าขากลับสู่ชุมชน หมาศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้นนำพันธุ์ข้าวจากฟ้าลงมาให้คนปลูกกิน
หินตั้ง คือหินธรรมชาติทั้งก้อนหรือทั้งแท่ง ใช้ปักดินเป็นเครื่องหมายบอกเขตเฮี้ยนหรือขลัง ในศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว ครั้นหลังศาสนาพุทธแผ่เข้ามาจึงปรับปรุงหินตั้งเป็นแท่งสีมาปัก รอบโบสถ์และอาคารอื่นๆ ทางพุทธศาสนา แล้วเรียกภายหลังว่าเสมาหิน ชาวฝรั่งเศสเคยเดินทางสำรวจสมัย ร.5 พบหินตั้งจำนวนมากที่บ้านหินตั้ง อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา
.
[2.] บ้านเมือง ราว 1,500 ปี มาแล้ว
ชุมชนหมู่บ้านที่มีอยู่ก่อนเหล่านั้น เติบโตเป็นบ้านเมืองราว 1,500 ปีมาแล้ว (หรือหลัง พ.ศ. 1000) เริ่มรับวัฒนธรรมอินเดีย ได้แก่ ศาสนาพุทธ, ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูซึ่งเข้าไทยทางภาคกลาง บริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน (กาญจนบุรี-สุพรรณบุรี)
จากนั้นผ่านเมืองละโว้ (ลพบุรี) และเมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ์) เข้าถึงบ้านเมืองบริเวณลำตะคอง สูงเนิน แล้วขุดคูน้ำคันดินที่ยังเหลือซากเป็นหลักฐานสืบจนทุกวันนี้เรียกเมืองเสมา (เมืองศรีเทพกับเมืองเสมาเป็นเมืองคู่กันเหมือน “บ้านพี่เมืองน้อง”)
“ศรีจนาศะ” และ “จนาศะปุระ” ในศิลาจารึกพบที่เมืองเสมา น่าจะเป็นชื่อเมืองอย่างทางการของเมืองเสมา (และอาจรวมเป็นเครือข่ายหรือเครือญาติถึงเมืองศรีเทพที่เพชรบูรณ์)
พระนอน และ ธรรมจักร อยู่นอกคูน้ำคันดิน ลักษณะเดียวกับวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน แสดงว่ามีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติหรือเครือข่ายทางวัฒนธรรม
[พระนอน หมายถึง พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน, ธรรมจักร หมายถึง กงล้อพระธรรมหมุนแผ่ไป แสดงความเป็นจักรพรรดิราชของกษัตริย์เมืองนั้น]
เมืองพิมายเติบโตขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน บริเวณตอนต้นแม่น้ำมูลซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเสมา แต่ต่างกันที่เมืองพิมายนับถือศาสนาพุทธคติมหายาน ส่วนเมืองเสมานับถือศาสนาพุทธคติเถรวาท (จากลังกา)
.
[3.] เครือข่ายอาณาจักรกัมพูชา ราว 1,000 ปี มาแล้ว
อาณาจักรกัมพูชา (พระเจ้าชัยวรรมันที่ 5) ขยายอำนาจการเมืองและการค้าผ่านช่องเขา พนมดงรักสู่ลุ่มน้ำมูล เข้าถึงลำตะคอง ราว 1,000 ปีมาแล้ว (ระหว่าง พ.ศ. 1400-1500) สถาปนา ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู อยู่ปะปนศาสนาพุทธ (ที่มีมาก่อน) แล้วสร้างเทวสถานทับซ้อนพุทธสถาน บริเวณบ่ออีกา (กลางเมืองเสมา) เรียกสมัยหลังต่อมาว่าปราสาทบ่ออีกา
ขณะเดียวกันก็สร้างเทวสถานบนพื้นที่ส่วนขยายในปริมณฑลนอกคูน้ำคันดินเมืองเสมา ตรงที่พบปราสาทเมืองแขก, ปราสาทโนนกู่ ฯลฯ [สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพทรง “สันนิษฐาน” ว่าบริเวณนี้เป็นอีกเมืองชื่อ “โคราฆะบุระ” (ตามแบบเมืองในอินเดีย) ซึ่งเป็นพระนิพนธ์เมื่อ 118 ปีที่แล้ว (ราว พ.ศ. 2445) สมัยนั้นการเข้าถึงแหล่งโบราณคดีลำบากมากหรือบางแห่งทำไม่ได้ซึ่งเป็นเหตุให้ข้อมูลมีน้อยและคลุมเครือมาก ต่อมาพบหลักฐานโบราณคดีเพิ่ม มากกว่าแต่ก่อนและชัดเจนขึ้น เพราะเข้าถึงแหล่งต่างๆ สะดวก จึงรู้ว่าบริเวณนี้เป็นปริมณฑล พื้นที่ส่วนขยายของเมืองเสมา ไม่ใช่แยกเป็นอีกเมืองต่างหาก]
ชาวสยาม (ลุ่มน้ำโขง) ช่วงเวลาดังกล่าวมีศูนย์กลางอยู่เวียงจัน (พบหลักฐานหลายอย่างทางโบราณคดีและเอกสารจีนสมัยหลัง) เป็นกลุ่มชนพูดภาษาไทย (เป็นภาษากลางทางการค้า ดินแดนภายใน) เป็นเครือญาติกษัตริย์รัฐกัมพูชา และกษัตริย์เมืองละโว้ (ต่อไปข้างหน้าภาษา และวัฒนธรรมไทยจะมีอำนาจมากขึ้นบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา) จึงมีภาพสลัก “เสียมกุก” (สยามก๊ก) บนระเบียงปราสาทนครวัด ราว พ.ศ. 1650
.
[4.] เครือญาติ“วัฒนธรรมขอม” จากกัมพูชา ราว 800 ปี มาแล้ว
“วัฒนธรรมขอม” ในศาสนาพุทธคติมหายานจากอาณาจักรกัมพูชา (พระเจ้าชัยวรรมันที่ 7) ขยายความสัมพันธ์แบบเครือญาติกับบ้านเมืองลุ่มน้ำมูลและลำตะคอง แล้วสถาปนา “อโรคยศาล” (หมายถึงศาลาไร้โรค) เป็นแหล่งบำบัดรักษาผู้เจ็บไข้ได้ป่วย โดยมีศูนย์กลางเรียก “สุคตาลัย” (หมายถึงที่ประทับพระพุทธเจ้าแพทย์ คือพระไภษัชยคุรุ) ยังเหลือซากทุกวันนี้เรียกปราสาทเมืองเก่า อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา
.
[5.] เมืองราด ของพ่อขนุผาเมือง ราว 700 ปี มาแล้ว
เมืองเสมาที่สูงเนิน เป็นที่ตั้งเมืองราดของพ่อขุนผาเมือง (สมัยต้นประวัติศาสตร์กรุงสุโขทัย) ราว 700 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ. 1800
พ่อขุนผาเมือง (เป็นโอรสผู้ก่อตั้งกรุงสุโขทัย) ได้ยกพลจากเมืองราดขับไล่ขอมสบาดโขลญลำพง (เจ้านายเชื้อสายเมืองละโว้) พ้นจากกรุงสุโขทัย ต่อมาพ่อขุนผาเมืองยกเมืองสุโขทัยให้สหาย (คือพ่อขุนบางกลางหาว) พร้อมนาม “ศรีอินทราทิตย์” ที่ได้จากกษัตริย์นครธมในกัมพูชา ส่วน “พระขรรค์ชัยศรี” ของกษัตริย์กัมพูชามอบให้พ่อขุนผาเมือง ต่อมาได้รับยกย่องเป็นแบบแผนเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของกษัตริย์อยุธยา พบร่องรอยหลายอย่างแสดงว่าเจ้านายรัฐสุโขทัยไป มาหาสู่ใกล้ชิดบ้านเมืองต้นลุ่มน้ำมูล
ภาษาไทย (ตระกูลไท-ไตจากตอนใต้ของจีนที่ได้รับยกย่องเป็นภาษากลางทางการค้าของดินแดนภายใน) ช่วงเวลานี้มีอำนาจได้รับการยอมรับมากขึ้นจากบ้านเมืองทางฟากตะวันตกของ แม่น้ำเจ้าพระยา (คู่ขนานกับภาษาเขมรซึ่งหนาแน่นทางฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาถึงลุ่มน้ำมูล) รวมทั้งที่เมืองราดของพ่อขุนผาเมือง แล้วทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
[หลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีมีมากอย่างยิ่งเกี่ยวกับเมืองเสมา, เมืองราด ผมเคยบอกกล่าวไว้หลายหนและหลายแห่งในมติชน ทั้งรายวันและรายสัปดาห์ ระหว่าง พ.ศ. 2561-2562 แล้วเผยแพร่ทางมติชนทีวี รายการทอดน่องท่องเที่ยว พ.ศ. 2562]
.
[6.] กรงุศรีอยุธยา ควบคุมลุ่มน้ำมูล ราว 600 ปี มาแล้ว
กรุงศรีอยุธยาขยายอำนาจจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาควบคุมบ้านเมืองบริเวณลุ่มน้ำลำตะคองและลุ่มน้ำมูล มีอำนาจเหนือเมืองพิมาย, เมืองพนมรุ้ง รวมทั้งบริเวณสูงเนิน ลำตะคอง ราว 600 ปี มาแล้ว (หรือหลัง พ.ศ. 1900)
นับเป็นสมัยเริ่มต้นที่รัฐอยุธยาสถาปนาเมืองนครราชสีมาแห่งแรกอยู่บริเวณเมืองเสมาที่สูงเนิน (ต่อไปข้างหน้าจะย้ายศูนย์กลางอำนาจไปพื้นที่ใหม่บริเวณเมืองนครราชสีมาปัจจุบัน)
[7.] เมืองนครราชสีมา เริ่มแรกอยู่สูงเนิน ราว 500 ปี มาแล้ว
เมืองนครราชสีมาอยู่เมืองเสมา สูงเนิน พบชื่อครั้งแรกในกฎมณเฑียรบาล แผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กรุงศรีอยุธยา ราว 500 ปีมาแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2011
เมืองนครราชสีมาได้รับยกย่องเป็นเมือง “พญามหานคร” ได้ถือน้ำพระพัท (น้ำสาบาน) ด้วยเหตุที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมาเก่าแก่ และมีเจ้านายสืบวงศ์ไม่ขาดสายเป็นที่รับรู้ทั่วกัน
นครราชสีมา หมายถึง เมืองอันเป็นพระราชอาณาเขต (ของกรุงศรีอยุธยา) มาจากคำบาลี-สันสกฤต นคร แปลว่า เมือง, ราช แปลว่า พระราชา, สีมา แปลว่า เขต หรือแดน
.
โคราชกลายคำจาก “ครราช” ซึ่งเป็นคำกร่อนจากนครราชสีมา มีเหตุจากภาษาปาก ชาวบ้านสมัยแรกๆ เรียกเมืองนครราชสีมาอย่างย่อว่า “ครราช” (คอน-ราด) ครั้นนานไปก็กลายคำเป็น โคราช
กรุงศรีอยุธยาสถาปนาเมืองนครราชสีมา (ที่สูงเนิน) เป็นเมืองพญามหานคร มีศักดิ์ศรีได้เข้าพิธีถือน้ำ ซึ่งเท่ากับแสดงความใกล้ชิดทางสังคมและวัฒนธรรมของเจ้านายและประชาชนไพร่ บ้านพลเมืองนครราชสีมา (ที่สูงเนิน) พูดภาษาไทยอย่างเดียวกับสำเนียงหลวงอยุธยา และมีประเพณีเล่นเพลงโต้ตอบอย่างเดียวกับอยุธยา ได้แก่ เพลงปรบไก่, เพลงฉ่อย และเพลงเข้าทรง (คือ เพลงแม่ศรี) เป็นต้น
.
[8.] สร้างใหม่เมืองนครราชสีมา ราว 400 ปี มาแล้ว
รัฐอยุธยาสร้างใหม่เมืองนครราชสีมา (บริเวณที่เป็นเมืองนครรราชสีมาปัจจุบัน) ราว 400 ปี มาแล้ว (หรือหลัง พ.ศ. 2100) ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับเส้นทางคมนาคมการค้าและการเมือง
.

ไพร่บ้านพลเมืองจากเมืองเก่าสูงเนินที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานสร้างเมืองใหม่ก็กลายเป็นประชากรเมืองนครราชสีมาแห่งใหม่แล้วมีทยอยอพยพโยกย้ายตามไปอีกนับไม่ถ้วน นับแต่นี้ไป บริเวณสูงเนินถูกเรียกว่า “เมืองเสมา” (มาจากคำว่า “สีมา”) บางทีก็เรียก “เมืองโคราชเก่า” (มาจากคำว่า “นครราช” กร่อนเหลือ “ครราช” ออกเสียง “คอน-ราด” แล้วกลายเป็น “โคราช”)
.
การค้าและการเมืองเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม อยุธยาสร้างเมืองใหม่นครราชสีมาเพราะต้องการควบคุมเส้นทางคมนาคมลุ่มน้ำมูลตลอดสายเชื่อมลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (เช่น เมืองจำปาสัก ฯลฯ) เพื่อรวบรวมทรัพยากรซึ่งมีมากและหลากหลาย เป็นสินค้าส่งขายนานาชาติทางทะเลสมุทร ขณะเดียวกันก็ได้ “ตีข่า” รวบรวมข้าคนพลไพร่เป็นกำลังของรัฐ
นอกจากนั้นการสร้างเมืองใหม่นครราชสีมาเท่ากับได้ควบคุมใกล้ชิดเมืองพิมายกับเมืองพนมรุ้ง (จ. บุรีรัมย์) และเครือข่าย (มีหลายเมือง) ซึ่งเชื่อมโยงถึงการควบคุมบ้านเมืองทางเวียงจัน (อยู่ด้านเหนือ) กับบ้านเมืองบริเวณโตนเลสาบในกัมพูชา (อยู่ด้านใต้)
.
เมืองเสมาไม่พบโรคระบาด แต่เมืองร่วงโรยผู้คนลดลงมาก เพราะการโยกย้ายหลักแหล่งของชาวโคราชดั้งเดิมไปอยู่เมืองใหม่นครราชสีมา ทั้งถูกเกณฑ์ไปสร้างบ้านแปลงเมืองและโยกย้ายด้วยสมัครใจเพราะอุดมสมบูรณ์กว่าในช่องทางทำมาหากินและทำมาค้าขายกับดินแดนภายใน โดยมิได้อพยพถอนรากถอนโคนในคราวเดียว แต่ทยอยโยกย้ายใช้เวลานานเป็นร้อยปี นับตั้งแต่ 400 ปีที่แล้ว (หรือ พ.ศ. 2000)
ในที่สุดเมืองนครราชสีมาดั้งเดิม (ที่สูงเนิน) อยู่นอกเส้นทางคมนาคมการค้าที่มีสมัยหลัง จึงลดความสำคัญลง ต่อมามีคนกลุ่มใหม่เข้าตั้งถิ่นฐานรับรู้ชื่อกร่อนหายไปบางส่วนจนเรียก เหลือแค่เมืองเสมา
.
“ของป่า” จากโคราชไปขายที่อยุธยา
สินค้า “ของป่า” จากโคราชใส่เกวียนลงไปวางขายในพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ น้ำรัก, ขี้ผึ้ง ปากนก, ผ้าตะราง, ผ้าสายบัวสี่คืบหน้าเก็บทอง, ผ้าตาบัวปอกเตล็ดงา, หนังเนื้อ, เอ็นเนื้อ, เนื้อ แผ่น, ครั่ง, ไหม, กำยาน, ดีบุก, หน่อ, งา ของป่าต่างๆ (เอกสารจากหอหลวง)
.

.
เกวียนโคราช
เกวียนโคราช บรรทุกสินค้าของป่าต่างๆ ตามเส้นทางดั้งเดิม ผ่านโคราชเก่า (อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) แล้วลาดลงจากที่ราบสูงไปทางเหวตาบัว ดงพญากลาง (ลำสนธิ) เขาพังเหย (อ. ด่านขุนทด จ. นครราชสีมา ต่อเขต อ. ลำสนธิ – อ. ชัยบาดาล จ. ลพบุรี) จากนั้นเป็นที่ราบลุ่มมุ่ง ข้ามแม่น้ำป่าสักไปอยุธยา
ช่วงเวลาเกวียนขนสินค้าจากโคราชลงไปอยุธยาอยู่ในหน้าแล้งน้ำแห้งเกือบหมดหรือหมด ทุกแม่น้ำลำห้วยตรงที่เกวียนจะข้ามไป (ราวเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน (แต่ทางจันทรคติเรียก เดือนสาม เดือนสี่ เดือนห้า) ส่วนหน้าฝนใช้การไม่ได้ เพราะมีฝนชุก และน้ำป่ารุนแรงพัดพาโคลน เลนเป็นอุปสรรค รวมทั้ง “ไข้ป่า” ชุกชุมบริเวณเส้นทางที่ต้องผ่านเรียกดงพญาไฟ (สมัยหลังเรียกแก้เคล็ดว่าดงพญาเย็น)
เกวียนโคราช ในภาษาชาวบ้านทั่วไปเรียก “เกวียนกระแทะ” (กลายคำจากภาษาเขมรว่า ระแทะ หรือรันแทะ) เป็นเกวียนขนาดเล็ก มีหลังคามุงด้วยใบไม้ใหญ่ เทียมด้วยวัวคู่หนึ่ง (2 ตัว) เคลื่อนที่สะดวกบริเวณที่ราบสูงดินปนทราย พบบ่อยๆ ในภาพสลักตามปราสาทหิน เช่น ปราสาทนครวัด, ปราสาทบายน ในกัมพูชา
.
เพลงโคราช
เพลงโคราช เป็นเพลงโต้ตอบแก้กันระหว่างหญิง-ชาย มีฉันทลักษณ์กลอนเพลงประเภท “กลอนหัวเดียว” ด้วยโครงสร้างอย่างเดียวกันกับเพลงโต้ตอบของภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น เพลงฉ่อย, เพลงปรบไก่, เพลงเทพทอง, เพลงพาดควาย เป็นต้น
การถ่ายทอดเป็นไปตามประเพณีด้วยวิธี “ปากต่อปาก” มีครูแต่งกลอนเพลงเป็นแม่บทให้คนเล่นเพลง (เรียก “หมอเพลง”) แต่ละคนท่องจำ (เรียก “กลอนจำ”) ไปเล่น ไม่ด้นกลอนสด
เพลงเหล่านี้มีต้นตอเก่าแก่ (เหมือนเพลงอื่นๆ ทั่วภูมิภาค) จากพิธีกรรมเลี้ยงผี “ทำขวัญ” เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารเลี้ยงชุมชนหลายพันปีมาแล้ว
.
สำเนียงโคราช
สำเนียงโคราชมีต้นเค้าจากสำเนียงหลวงอยุธยา (แบบหนึ่ง) ที่ใกล้เคียงสำเนียงพูดของคน แถบชายทะเลฝั่งตะวันออก ระยอง, จันทบุรี, ตราด ซึ่งคนกรุงเทพฯ ปัจจุบันเรียก “เหน่อ”
“เหน่อ” เป็นคำทั่วไป ใช้เรียกอย่างเหมารวมถึงสำเนียงดั้งเดิมของกลุ่มคนพูดตระกูลภาษาไท-ไต ลุ่มน้ำโขง ที่แพร่กระจายลงที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาถึงคาบสมุทรภาคใต้ไปตามเส้นทางการค้าของดินแดนภายใน โดยเฉพาะทางฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยานับร้อยๆ ปี เช่น เหน่อสุพรรณ เป็นต้น

