
สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องตื่นเต้นกันไปทั่วโลก เมื่อ ไฟเซอร์ อิงค์. กับ ไบโอเอ็นเทคเอสอี สองบริษัทฟาร์มาซีชื่อดังของสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี ประกาศผลการทดลองเบื้องต้น ว่าวัคซีนโควิด-19 ที่กำลังทดลองในคนระยะที่ 3 อยู่นั้นมีประสิทธิภาพสูงถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
วันถัดมา สถาบันกามาเลยาของรัสเซียก็แถลงว่า วัคซีนสปุตนิกวี ที่ทางสถาบันพัฒนาขึ้นมาก็มีประสิทธิภาพสูงถึง 92 เปอร์เซ็นต์
คำถามก็คือ ผลลัพธ์ของทั้งสองวัคซีนนั้นอันไหนน่าเชื่อถือมากกว่า และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
เหตุผลเป็นเรื่องของวิชาการด้านสถิติครับ
กรณีของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคนั้น เป็นสถิติเบื้องต้นจากการทดลองในกลุ่มประชากรมากถึง 43,500 คน วิธีการก็คือ แบ่งกลุ่มตัวอย่างนี้ออกเป็น 2 กลุ่มเท่าๆ กัน ครึ่งแรกของ 43,500 คน ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดที่พัฒนาขึ้น อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือถูกฉีด “วัคซีนเปล่า” หรือที่ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า “พลาซิโบ” ให้ เพื่อใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างควบคุม
หลังจากรอคอยนานราว 2 เดือน ก็ตรวจสอบกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด พบว่า มีผู้ที่ติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 รวมทั้งสิ้น 94 คน
ตามข้อมูลของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคที่เผยแพร่ออกมานั้น ระบุไว้ว่า จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ติดเชื้อนั้นมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เริ่มต้นที่ 32 คน ซึ่งทางทีมพัฒนายังไม่นำมาวิเคราะห์เพราะยังคงเป็นกลุ่มเล็กมากเกินไป โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะเตรียมวิเคราะห์และเผยแพร่เมื่อจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ติดเชื้อเพิ่มเป็น 62 คน
ระหว่างที่รอๆ ให้ครบ 62 ก็เกิดมีกลุ่มตัวอย่างติดเชื้อเพิ่มเป็น 94 คนขึ้นมาเลยกลายเป็นตัวอย่างที่นำมาใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพของวัคซีน
ผลการวิเคราะห์ปรากฏว่า วัคซีนชนิด เอ็ม อาร์เอ็นเอ ของบริษัทไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค มีประสิทธิภาพราว 90 เปอร์เซ็นต์ หรือสูงกว่าครับ
นั่นหมายความว่าหลังจากจำแนกกลุ่มตัวอย่างที่ติดเชื้อออกมาแล้ว พบว่าใน 94 คนนั้นต้องมีไม่เกิน 8 คนเท่านั้นที่เป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนเข้าไปแล้วเกิดติดเชื้อ ส่วนที่เหลืออีก 86 คนนั้นเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับวัคซีนหลอกทั้งสิ้น
เดวิด สปีเกลฮัลเตอร์ ศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่เชี่ยวชาญทางด้าน
สถิติ บอกว่า ที่อัตรา 8 ต่อ 86 นั้น ถือว่าเป็นสถิติที่น่าประทับใจสูงมาก
ต่างจากกรณีของสปุตนิกวีนั้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองทั้งหมดมีเพียง 16,000 คน แยกกลุ่มควบคุมที่ให้วัคซีนเปล่าเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ หรือ 4,000 คน พบการติดเชื้อในกลุ่มตัวอย่างเพียง 20 คนเท่านั้นเอง
ถ้าหากอ้างอิงตามคำกล่าวอ้างของสถาบันกามาเลยาก็ต้องมีกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับวัคซีนติดเชื้อเพียงไม่เกิน 2 คนเท่านั้น
นักสถิติอย่างสปีเกลฮัลเตอร์ชี้ว่า ตัวเลขของรัสเซียนั้นแสดงให้เห็นว่า มีผลอยู่บ้าง แต่จำนวนน้อยเกินกว่าที่จะประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนได้
ในการทดลองวัคซีนทั่วๆ ไปไม่จำเป็นต้องเป็นวัคซีนโควิด-19 นั้น ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ถ้าจะให้ดีแล้ว ในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ที่มีจำนวนหลายหมื่น หรือในระดับแสนคนขึ้นไปนั้น ควรพบกลุ่มตัวอย่างที่ติดเชื้อระหว่าง 150-160 คน ถึงจะประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนออกมาในระดับที่เชื่อถือได้
ไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคเองก็ตั้งเป้าไว้ว่า ในการวิเคราะห์ครั้งสุดท้ายเพื่อประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนนั้น จะรอให้มีกลุ่มตัวอย่างติดเชื้อให้ถึงอย่างน้อย 164 คนเสียก่อน
ที่น่าสนใจก็คือ บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หากวัคซีนโควิดของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคมีประสิทธิภาพจริง ไม่ว่าจำนวนการติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นมากขนาดไหน สัดส่วนก็จะออกมาใกล้เคียงกับการประเมินผลครั้งแรก ไม่มากหรือน้อยกว่ากันมากมายนัก
นั่นคือเหตุผลแรกที่ทำให้แวดวงการแพทย์และสาธารณสุขทั่วโลกพากันตื่นเต้นยินดีกับผลลัพธ์เบื้องต้นของการทดลองนี้
เหตุผลถัดมาก็คือ ข้อเท็จจริงที่สะท้อนออกมาจากการทดลองของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคครั้งนี้ที่แสดงให้เห็นว่า โควิด-19 สามารถใช้วัคซีนยับยั้งได้นั่นเองครับ
อย่างไรก็ตาม การมีเพียงไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค เพียงรายเดียวที่ประสบความสำเร็จ ก็อาจสร้างปัญหาต่อเนื่องเกี่ยวกับการจำหน่ายจ่ายแจกวัคซีนได้ในอนาคต
เพราะวัคซีนของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคนั้น จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิไม่เกิน -70 องศาเซลเซียส ซึ่งเย็นจัดมากจนต้องเป็นฟรีซเซอร์ที่สร้างพิเศษสำหรับใช้ในทางการแพทย์เท่านั้นที่สามารถเก็บกักวัคซีนนี้ได้
ถ้าเก็บที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส อย่างในตู้เย็นทั่วไปนั้นวัคซีนนี้อยู่ได้แค่ 5 วันเท่านั้นเอง
ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับชาติยากจนและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายครับ
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
