หน้าแรก คอลัมนิสต์ นักเรียนหายไป...

นักเรียนหายไปไหน? ใครว่าไม่น่าห่วง

20.11.20 | 13:00 น.

ในแต่ละปีมีนักเรียนเข้าทดสอบด้านการศึกษาแห่งชาติ ที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่าโอเน็ต (onet) จำนวนเกือบสองล้านคน จำแนกเป็น 3 ระดับ คือ ประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และ มัธยมศึกษาปีที่ 6 ผลทดสอบของนักเรียนถูกนำไปใช้ประเมินคุณภาพของสถานศึกษาและผู้บริหาร เป็นตัวชี้วัดที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน ในโอกาสนี้ผู้วิจัยขอนำสถิติจำนวนนักเรียนที่เข้าทดสอบโอเน็ตมาเป็นหัวข้อค้นคว้า โดยตั้งคำถามว่า “เด็กนักเรียนหายไปไหน?” หมายถึง จาก ป.6 สมมุติว่า 100% ถึง ม.3 และ ม.6 เหลือกี่เปอร์เซ็นต์ สะท้อนอัตราการคงอยู่ของนักเรียน พร้อมกับแสดงสถิติเปรียบเทียบรายจังหวัด เราอยากรู้ว่า จังหวัดใดที่มีอัตราการคงอยู่ของนักเรียนสูงที่สุด จังหวัดใดที่อัตราการคงอยู่ของนักเรียนระดับปานกลางและน้อยที่สุด พร้อมตั้งข้อสังเกตและอภิปรายตามสมควร

ตามหลักอุดมคติ เราคาดหวังว่าเด็กไทยควรได้รับโอกาสทางการศึกษา 12 ปี ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยทั่วไปเด็กไทยเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งเมื่ออายุ 6 ปี ต่อจากนั้นเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายตามลำดับ จบ ม.6 เมื่ออายุ 18 ปี นักวิจัยค้นคว้าจำนวนเด็กที่เข้าทดสอบโอนเน็ต ป.6 เปรียบเทียบกับจำนวนเข้าสอบโอเน็ต ม.3 และ ม.6 ตามลำดับ อยากรู้ว่าจากเริ่มต้น 100% ถึงระดับ ม.3 ลดเหลือกี่เปอร์เซ็นต์? และ ม.6 ลดเหลือกี่เปอร์เซ็นต์

สถิติรวมทุกจังหวัด โดยใช้ข้อมูลในปี 2562 เด็กนักเรียนที่เข้ารับการทดสอบระดับ ป.6 จำนวน 7.9 แสนคน ม.3 เหลือ 7.2 แสนคน และ ม.6 เหลือเพียง 3.6 แสนคน หมายถึง จากเริ่มต้น 100% เหลือ 91% และ 48% ตามลำดับ แต่เราอยากรู้มากกว่านั้น หมายถึง ต้องการรู้สถิติของแต่ละจังหวัด เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

ตารางที่ 1 แสดงสถิติจำนวนนักเรียนที่เข้าทดสอบโอเน็ต ป.6 เป็นรายภูมิภาค มากที่สุดในภาคอีสาน (20 จังหวัด) สองแสนห้าหมื่นคนโดยประมาณ เป็นตัวเลขสถิติเริ่มต้นตารางที่ 2 คำนวณสถิติร้อยละ ระดับ ม.3 และ ม.6 โดยกำหนดให้ ป.6 เท่ากับ 100% โดยให้ความสำคัญกับจังหวัดที่อัตราการคงอยู่น้อยที่สุด น้อยกว่า 40% ตัวอย่างเช่น จังหวัดสมุทรสาคร ระนอง สระบุรี ฯลฯ พร้อมกับตั้งคำถามว่า ทำไมอัตราการคงอยู่แตกต่างกันมาก

Advertisement

เด็กนักเรียนหายไปไหน? พิจารณาแล้วมีความเป็นไปได้หลายทาง หนึ่ง เด็กนักเรียนเก่งๆ ประจำแต่ละจังหวัด ประสงค์จะย้ายไปเข้าโรงเรียนชั้นนำระดับประเทศ มีชื่อเสียง เช่น มหิดลวิทยานุสรณ์ เตรียมอุดมศึกษา ฯลฯ เพื่อหวังว่าจะได้เข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาชั้นนำในสาขายอดนิยมเช่นแพทย์ วิศวะ เป็นต้น สอง เด็กนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งหันไปสายอาชีพจึงไม่เข้าทดสอบระดับโอเน็ต ม.6 สาม เด็กจำนวนหนึ่งไม่เรียนต่อ หลุดออกจากสถานศึกษา จะด้วยปัญหาเศรษฐกิจหรืออุปสรรคอื่น เป็นประเด็นที่ควรค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติม สี่ ค่านิยมของครอบครัว ไม่เห็นคุณค่าของการเรียนระดับอุดมศึกษา ต้องการให้เด็กทำงานหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว หมายเหตุ ในจำนวนผู้เข้าทดสอบโอเน็ตอาจจะไม่ใช่เด็กไทยทั้งหมด ครอบครัวเป็นพม่า เขมร ลาว เป็นต้น ดังมีข้อสังเกตว่า จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดระนอง ฯลฯ อัตราการคงอยู่ของนักเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ อย่างไรก็ตาม นี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานำไม่ใช่การสรุปผล ควรได้รับการยืนยันด้วยงานวิจัยเชิงลึกในโอกาสต่อไป

อัตราการคงอยู่ของนักเรียนเป็นสถิติสำคัญที่หน่วยงานรัฐควรจะให้ความสำคัญ ผู้บริหารสถานศึกษาคงไม่สบายใจที่จะเห็นนักเรียนลดลงเรื่อยไป จนกลายเป็น โรงเรียน 0 คน สะท้อนปัญหาการใช้ทรัพยากรไม่เต็มที่และข้อบกพร่องของการวางแผนด้านการศึกษา อีกด้านหนึ่งก็น่าเป็นห่วงว่าการที่เด็กออกจากสถานศึกษาเร็วเกินไป (ซึ่งประมาณการว่าห้าแสนถึงหนึ่งล้านคน) โอกาสการทำงานของกลุ่มนี้น่าจะต่ำกว่าเด็กคนอื่นๆ เป็นความด้อยโอกาสที่จะติดตัวเด็กเหล่านี้ไปอีกนานแสนนาน

ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์
ภคพร วัฒนดำรงค์
สุวิมล เฮงพัฒนา