หน้าแรก คอลัมนิสต์ จีน-ญี่ปุ่นฟื...

จีน-ญี่ปุ่นฟื้นฟูสัมพันธไมตรี

6.12.20 | 10:16 น.
จีน-ญี่ปุ่นฟื้นฟูสัมพันธไมตรี

จีน-ญี่ปุ่นฟื้นฟูสัมพันธไมตรี

การที่หวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีน เยือนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 24-27 พฤศจิกายน ตามลำดับนั้น ทริปญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมากจากประชาคมโลก

บัดนี้ จีนและญี่ปุ่นได้บรรลุข้อตกลง

1 การจับคู่ท่องเที่ยว (Travel Bubble) โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2020

1 ทางด้านกลาโหมจะทำการติดตั้งโทรศัพท์สายด่วน (Hotline) ภายในสิ้นปี 2020

Advertisement

1 ร่วมมือจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกญี่ปุ่น 2021 และโอลิมปิกฤดูหนาวปักกิ่ง 2022

1 ร่วมกันจัดงานฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ญี่ปุ่นครบรอบ 50 ปี

และที่สำคัญที่สุดคือยืนยันความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นต้องร่วมกันธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพของเอเชียแปซิฟิกและสันติภาพระหว่างประเทศ อีกทั้งยินยอมในการเพิ่มความร่วมมืออันเกี่ยวกับขอบเขตการค้าเสรีแห่งเอเชียแปซิฟิก และสิ่งแวดล้อมในการลงทุน

ดูเหมือนว่า ปักกิ่งใช้โอกาสที่รัฐบาลใหม่ญี่ปุ่นแจ้งเกิดและสหรัฐกำลังจะเกิด ทำหน้าที่เป็นฝ่ายรุก เพื่อต้องการฟื้นฟูสัมพันธภาพจีน-ญี่ปุ่น อันถูกกระทบด้วยโรคระบาดไวรัสและความขัดแย้งจีน-สหรัฐ ทั้งนี้ เพื่อประสงค์รังสรรค์โครงสร้างใหม่แห่งความสัมพันธ์ของสองประเทศ

ส่วนโตเกียวก็ฉวยโอกาสที่ทำเนียบขาวอยู่ในระหว่างเปลี่ยนถ่ายอำนาจ ปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีน เพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างผลประโยชน์ให้มากขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงใหม่แห่งเอเชียแปซิฟิก

การเยือนญี่ปุ่นของหวัง อี้ ห่างจากครั้งล่าสุด 1 ปี และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 เป็นต้นมา ถือเป็นข้าราชการชั้นสูงของจีนที่เยือนญี่ปุ่นคนแรก และยังเป็นนักการเมืองสำคัญของจีนคนแรกที่พบกับ “โยชิฮิเดะ ซูงะ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

ระยะเวลาเพียง 2 วัน หวัง อี้ นอกจากได้เข้าคารวะนายกรัฐมนตรี ยังได้พบกับ “โทชิมิตสึ โมเตงิ” รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และข้าราชการชั้นสูงของคณะรัฐบาล

ก่อนและหลังที่หวัง อี้ เยือนญี่ปุ่น ได้มีข่าวในเชิงบวกหลายประการ

1 รัฐบาลญี่ปุ่นได้เตรียมการเปิดสถานกงสุลญี่ปุ่นประจำเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย

1 บริษัท ออลนิปปอนแอร์เวย์ประกาศว่า ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม เป็นต้นไป จะเปิดเส้นทางการบินระหว่างสนามบินนาริตะกับเมืองเซินเจิ้น สัปดาห์ละ 1 เที่ยวบินไป-กลับ โดยถือเป็นเส้นทางการบินไปจีนที่ 4 ก่อนหน้านี้มีอยู่ 3 เมืองได้แก่เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และชิงเต่า

1 ระหว่างวันสุดท้ายที่เยือนญี่ปุ่นของหวัง อี้ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศจีนได้ออกเดินทางจากญี่ปุ่นไปยังเมืองชิงเต่า มณฑลซานตง หลังจากได้รับการตรวจสุขภาพ ก็ได้เดินทางโดยรถบัสไปยังปักกิ่งวันที่ 26 พฤศจิกายน แหล่งข่าวแจ้งว่า ทางการจีนได้อนุญาตให้ท่านทูตทำการกักตัวที่สถานเอกอัครราชทูตเป็นเวลา 14 วัน แม้จะเป็นปฏิบัติการที่ค่อนข้างผิดปกติ แต่ย่อมต้องถือว่าเป็นความสัมพันธ์การทูตบทใหม่ และมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์

ย้อนมองปี 2018 หลังจากนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ เยือนจีน ดูเหมือนความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นได้อยูในระดับที่น่าพอใจ และเมื่อเกิดโรคระบาดไวรัสโคโรนา ทั้งสองประเทศต่างได้ให้ความช่วยเหลือในด้านเวชภัณฑ์ป้องกันโรค ประชาชนสองประเทศมีมิตรไมตรีต่อกัน

ทว่า ต่อมาไม่นานความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นต้องถดถอยอีกวาระหนึ่ง เนื่องจาก

1 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยกเลิกการเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

1 ยานพาหนะทางน้ำของจีนถูกกล่าวหาว่ากระทำละเมิด

เพราะแล่นเข้าน่านน้ำ “Diaoyu Island” (釣魚島) หรือ “เกาะเตียวหยู”

1 ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมขบวนการกับสหรัฐ ทำการต่อต้านจีน

1 ญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจแก่กฎหมายความมั่นคงของฮ่องกง

การเยือนญี่ปุ่นของ “หวัง อี้” ครั้งนี้มิได้ตั้งเป้าหมายไว้สูง เพียงเพื่อต้องการใช้โอกาสที่เพิ่งลงนามเกี่ยวกับสัญญา RCEP เพื่อผลักดันการเจรจาการค้าเสรีระหว่างจีน-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ให้บรรลุการค้าเสรีแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นการใช้เศรษฐกิจทำการปรับปรุงความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น

เป็นการเข้าทางญี่ปุ่นจึงขอร้องให้จีนยกเลิกมาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าบริโภค โดยการนำเข้าเนื้อวัวจากญี่ปุ่น และปัญหาเกาะเตียวหยูได้ขอให้จีนยับยั้งชั่งใจคลายข้อจำกัดผูกมัด

หวัง อี้ เสนอว่า ต่อไปนี้ห้ามเรือที่มิได้ใช้ในราชการของสองประเทศเข้าออกบริเวณเกาะ

แต่รัฐบาลญี่ปุ่นปฏิเสธ

อันสัญญา RCEP คือข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

การเจรจาครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมปี 2021 จะเปิดประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ

แม้การเยือนญี่ปุ่นของหวัง อี้ ยังไม่มีผลอันสมบูรณ์ แต่ก็บรรลุเป้าหมายขั้นพื้นฐาน

นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูงะ ได้กล่าวไว้ก่อนรับตำแหน่งว่า “แม้ความสัมพันธ์สหรัฐ-ญี่ปุ่นคือพื้นฐานทางการทูตของญี่ปุ่น แต่จีน-ญี่ปุ่นควรต้องรังสรรค์ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพและมีประโยชน์ ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นไม่ควรถูกกระทบจากปัจจัยภายนอก ฉะนั้น นโยบายญี่ปุ่นที่มีต่อจีนมิใช่คำนึงถึงผลประโยชน์ของสหรัฐ หากเป็นผลประโยชน์ของญี่ปุ่น”

หากพินิจถึงภูมิหลังของ “โยชิฮิเดะ ซูงะ” คือลูกหม้อกระทรวงต่างประเทศที่ถือว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญ “เรื่องจีน” เคยประจำที่ประเทศจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และมองโกเลีย

แม้ยังไม่เคยเป็นเอกอัครราชทูตมาก่อน

แต่ทำงานเข้าตา “ชินโสะ อาเบะ” อดีตนายกรัฐมนตรี

เพราะพฤติกรรมเปี่ยมด้วย “ลัทธิสัจนิยม” อันหมายถึงพูดไหนเป็นนั่น

นอกจากนี้ “โยชิฮิเดะ ซูงะ” ยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่ชี้หน้าตวาดนักข่าว ไม่เกรี้ยวกราดคนฟังในที่สาธารณะ ไม่มีอาการก้าวร้าวต่อผู้ใด เพราะเขามีวินัย

การฟื้นฟูความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นนั้น ต้องไม่ลืมนักการเมือง “อาวุโส” 2 คน

1.ยาซูโอะ ฟูคูดะ 2.โตชิฮิโร นิไก

ล้วนเป็นนักการเมือง “ใกล้ชิดจีน” ในอดีต และหวัง อี้ ได้เข้าคารวะด้วยแล้ว

ผู้อาวุโสที่น่าสนใจที่สุดคือ โตชิฮิโร นิไก เป็นผู้ใกล้ชิดจีนและเชี่ยวชาญเรื่องจีน เป็นคนข้างกายของ “ทานะกะ คะกุเอ” อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้สถาปนาสัมพันธ์การทูตจีน-ญี่ปุ่น

โตชิฮิโร นิไก ปัจจุบันรับตำแหน่งผู้อำนวยการพรรค LDP ยังเปี่ยมด้วยบารมีทางการเมือง

จากรายงานทางราชการ การที่หวัง อี้ เข้าพบโตชิฮิโร นิไก เป็นเวลา 1 ชั่วโมงนั้น หวัง อี้ใช้ภาษาญี่ปุ่นตลอด ไม่ต้องใช้ล่าม เป็นเรื่องไม่ธรรมดา

นอกจากนี้ เขายังเชื้อเชิญประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เยือนญี่ปุ่นในเวลาอันเหมาะสม

ขอตัดกลับไปที่ปัญหา “เกาะเตียวหยู”

กรณีพิพาทแย่งชิงเกาะระหว่างจีน-ญี่ปุ่นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4-5 กันยายน 2012 ในขณะที่ “ฮิลลารี คลินตัน” รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศในสมัยรัฐบาลโอบามาเยือนจีน

เนื่องจากสหรัฐได้ทำการซ้อมรบที่รอบบริเวณทะเลจีนใต้ซึ่งครอบคลุมเกาะเตียวหยูตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2012 อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 37 วัน ซึ่งเป็นการคุกคามอธิปไตย

เป็นที่ทราบกันดีว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลที่มาจากสหรัฐต้องการสกัดความเติบโตของจีน และเป็นยุทธศาสตร์ที่จะกลับมาครองความเป็นใหญ่ในเอเชียอีกวาระหนึ่ง

สังคมโลกประณามสหรัฐว่า พฤติการณ์เป็นการกระทบถึงสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่สมศักดิ์ศรีความเป็นมหาอำนาจ กรณีเสมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก

การซ้อมรบของสหรัฐในครั้งนั้น คนจีนทั้งในประเทศและชาวจีนโพ้นทะเลต่างแสดงความไม่พอใจ เพราะเป็นการคุกคามจีน จึงเกิดการประท้วงกันรุนแรงทุกหย่อมย่าน

การเยือนจีนของ “ฮิลลารี คลินตัน” ดูเหมือนกะทันหัน เพราะไปในระหว่างที่เหตุการณ์ทะเลจีนใต้และการแย่งชิงเกาะเตียวหยู กำลังระอุ ขมุกขมัว ซึ่งสหรัฐถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ

และดูเหมือนเธอประสงค์จะทำความเข้าใจกับจีน อุปมาเสมือนกินปูนร้อนท้อง

แม้สหรัฐไม่แสดงจุดยืนเกี่ยวกับกรณีพิพาทเรื่องสิทธิที่ทะเลจีนใต้ และทะเลตะวันออก แต่ในทางพฤตินัย สหรัฐได้สร้างปัญหาให้กับจีน

การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2012 ที่ประเทศกัมพูชา “ฮิลลารี” เป็นผู้ที่เสนอให้ร่าง “มาตรการปฏิบัติทะเลจีนใต้” เจตนาเพื่อให้ปัญหาทะเลจีนใต้กลายเป็นปัญหา พหุภาคีของพันธมิตรอาเซียน และเป็นปัญหาระดับประเทศของโลกด้วย

แต่ไม่สำเร็จ เหตุผลคือกรณีพิพาททะเลจีนใต้เป็นปัญหา “ทวิภาคี“ มิใช่ “พหุภาคี”

พฤติการณ์ของ “ฮิลลารี” ละม้ายกับการจับเอาสมาชิกอาเซียนเป็น “ตัวประกัน”

เพื่อมาต่อรองสร้างเงื่อนไขกับจีน เพราะกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา

“เกาะเตียวหยู” และบรรดาเกาะรอบข้าง ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของทะเลจีน และอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองจีหลงของไต้หวัน ไต้หวันจึงถือเป็นดินแดนของตน เนื่องจากไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน จึงถือว่าเป็นของประเทศจีนโดยชอบ

กรณีพิพาท “เกาะเตียวหยู” เป็นปัญหาระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่ต่างอ้างเอาสิทธิเหนือเกาะ เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรังต่อเนื่องถึง 30 กว่าปี ขนาด “เติ้ง เสี่ยวผิง” ก็ยังท้อ จึงสั่งให้รอไว้ก่อน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้ความขัดแย้งเรื่องสิทธิเหนือเกาะยังไม่สิ้นสุด สหรัฐก็ประกาศให้ญี่ปุ่นครอบครองและดูแลเกาะดังกล่าวตั้งแต่บัดนั้น

ในเมื่อทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างก็อ้างเอาสิทธิของเกาะ และยังไม่มี

หนึ่ง เหตุผลทางภูมิศาสตร์ยืนยันว่าเป็นสิทธิของประเทศใด

สอง ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์สนับสนุน

เพื่อทำให้เชื่อได้ว่าเป็นดินแดนของประเทศใด

สหรัฐก็ประกาศให้ญี่ปุ่นเป็นผู้ครอบครอง ย่อมมิชอบด้วยกฎหมาย

การประชุมที่สหประชาชาติในสมัยนั้น “ฮิลลารี คลินตัน” รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ได้สนทนานอกรอบกับรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับ “สนธิสัญญาความปลอดภัยญี่ปุ่น-สหรัฐ” โดยมุ่งประเด็นไปที่ “เกาะเตียวหยู” การที่ “ฮิลลารี” พูดเรื่องดังกล่าว ย่อมเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าผู้อยู่เบื้องหลังของปัญหาคือสหรัฐ

พฤติการณ์สหรัฐในกรณีพิพาทการอ้างเอาสิทธินั้น จะมองเป็นอื่นมิได้ นอกจากเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดพลาด และเป็นการทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2012 โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนแถลงว่า “มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลญี่ปุ่นได้ขึ้นไปบนเกาะเตียวหยู เพื่อทำการขัดขวางมิให้เจ้าหน้าที่รักษาเกาะของไต้หวันขึ้นไปบนเกาะ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของจีน รัฐบาลจีนขอคัดค้านการกระทำของญี่ปุ่น ขอให้ญี่ปุ่นยุติการกระทำโดยพลัน จีนจะใช้มาตรการเฉียบขาดเพื่อการปกป้องสิทธิของเกาะแห่งนี้ต่อไป”

และแล้วรัฐบาลจีนก็ใช้มาตรการตอบโต้อย่างรุนแรงโดยการคว่ำบาตรเศรษฐกิจ

เนื่องจากขณะนั้นญี่ปุ่นประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ไฟฟ้านิวเคลียร์ การสำรวจประชามติของญี่ปุ่นปรากฏว่ารัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากประชาชนลดน้อยลงไปมาก

เป็นเหตุให้ญี่ปุ่นต้องเข้าสู่วิกฤตรอบใหม่

กรณีเสมือนญี่ปุ่นใช้วิธีการที่ทำลายเศรษฐกิจมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

วันเวลาผ่านไปมากขึ้นปัญหาก็มากขึ้นตามเพราะจีนใช้มาตรการต่อต้านที่รุนแรงยิ่ง

รุนแรงที่ใช้มาตรการคว่ำบาตรคือไม่ซื้อสินค้าญี่ปุ่น และไม่ขายสินค้าให้ญี่ปุ่น

เป็นเหตุให้ส่วนแบ่งตลาดของญี่ปุ่นในจีนลดลงตามลำดับ ธุรกิจของเกาหลี สหรัฐ และกลุ่มประเทศยุโรปต่างทยอยเข้าแทนที่ตลาดของจีน

ก่อนเกิดเหตุแย่งชิงเกาะเตียวหยู จีนเป็นประเทศคู่ค้าใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น คือซื้อสินค้าจากญี่ปุ่นมากเป็นอันดับที่ 1 ของโลก แต่ญี่ปุ่นซื้อสินค้าจากจีนเป็นอันดับที่ 4 ของโลก

ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ รวมทั้งอินเดีย รัสเซีย ออสเตรเลียด้วยล้วนทราบว่า เนื้อแท้ของสหรัฐกับเอเชียแปซิฟิกอีกวาระหนึ่ง

คือหวังผลทางการเมืองและเศรษฐกิจ ทั้งนี้ โดยการเสี้ยมให้ประเทศเอเชียแปซิฟิกให้แตกแยก และแล้วสหรัฐก็จะได้ประโยชน์จากการนั้น

กลยุทธ์ “เสี้ยมเขาควายให้ชนกัน“ ทำให้เกิดปัญหาแย่งชิง “เกาะเตียวหยู”

กระนั้น กลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ก็ยังร่วม “ทอดผ้าป่า”

“โยชิฮิโกะ โนดะ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสมัยนั้นเชื่อว่าเป็นความจริงใจของสหรัฐ

จึงได้ทำการ “ซื้อเกาะ” กรณีจึง “เข้าล็อก” สหรัฐ

ญี่ปุ่นเล่นเรื่อง “ซื้อเกาะ” ไม่ได้ประโยชน์ กลับเป็นโทษอย่างมหันต์

ผลการกลับสู่ภูมิภาคเอเชียของวอชิงตันในสมัยนั้น จะมองเป็นอื่นมิได้ นอกจากทำให้ประเทศในเอเชียแปซิฟิกเกิดความขัดแย้งกัน เช่นจีน-ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นเหยื่อรายแรก และเป็นเบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานของสหรัฐ

ผลการสำรวจของ NHK ปรากฏว่าเรื่อง “ซื้อเกาะ” ทำให้ความนิยมของพรรค LDP ตกต่ำสุดขีด ไม่ว่าจะไปที่มุมไหนของญี่ปุ่น คงได้ยินแต่เสียงนินทา กลายเป็นเพลงฮิตยอดนิยม

อายุการเป็นนายกรัฐมนตรีของ “โยชิฮิโกะ โนดะ” จึงสั้นลงเพราะประเด็นซื้อเกาะ

ปฏิเสธมิได้ว่า ประเด็นเกาะเตียวหยู เสมือนกับโรคเรื้อรัง ไม่มีวันหายขาด

แม้กระนั้น ทริปนี้ของ “หวัง อี้” ก็ยังพยายามดิ้นเฮือกสุดท้าย แต่ก็ไร้ผล

การเยือนญี่ปุ่นเพื่อฟื้นฟูสัมพันธไมตรีจีน-ญี่ปุ่นของ “หวัง อี้” ในครั้งนี้

ต้องยอมรับว่าได้ผลค่อนข้างน้อย ทั้งนี้ เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบูรณภาพแห่งดินแดนและปัญหาทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องเกาะเตียวหยู

ซึ่งเกิดจากสหรัฐเป็นตัวการเบี่ยงเบนประวัติศาสตร์

กอปรกับความสับสนอันเกิดจากสัญญาความมั่นคงสหรัฐ-ญี่ปุ่นเป็นเหตุ

ฉะนั้น หากจีน-สหรัฐเกิดการปะทะกันและเหตุการณ์ยกระดับ

ก็ต้องกระทบถึงความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

เวลาที่เหลืออยู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อะไรก็เกิดขึ้นได้

เป็นความกังวลในดวงหทัยของประชาชนจีน

เพราะในสายตาของคนจีน “โดนัลด์ ทรัมป์” คือ “ปีศาจ”

หากมิใช่ “ปีศาจ” ที่ “เสนีย์ เสาวพงศ์” เขียน

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช