ระยะนี้ผู้คนทั่วบ้านทั่วเมืองยังคงติดพันอยู่กับผลประชามติที่รองรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยให้มีผลบังคับใช้เป็นฉบับจริง แถมด้วยคำถามพ่วงที่ให้อำนาจ ส.ว.สามารถร่วมโหวตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้อีก 5 ปีแรก
โดยควันหลงที่ตามมา ยังถกเถียงกันถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของเสียงโหวตเห็นชอบกับไม่เห็นชอบ
ขณะที่ฝ่ายเกลียดชังนักการเมือง พรรคการเมือง หรือที่เรียกกันว่าฝ่ายอนุรักษนิยมทางการเมือง ต้องการเห็นการเมืองไทยถอยหลังกลับไปเหมือนช่วงยุคปี 2520 คงจะมีเต็มไปด้วยความสุขสมอารมณ์หมาย เพราะภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่และอำนาจโหวตนายกฯของ ส.ว.ที่พ่วงเข้าไป
เช่นนี้แล้ว ไม่เพียงนักการเมืองที่เข้ามานั่งในสภาจะไม่สามารถทำอะไรได้มากมายนัก เพราะสาระของร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้การบริหารประเทศของรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ถูกควบคุมตีกรอบไว้รอบด้าน
แม้แต่ตัวนายกรัฐมนตรีคนต่อไป โอกาสที่จะมาจากพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งนั้น น้อยยิ่งกว่าน้อย
ประเทศไทยจะย้อนกลับไปสู่ยุคนายกรัฐมนตรีคนนอกอย่างค่อนข้างแน่
เพราะ “พรรค ส.ว.” ที่มีถึง 250 เสียง แถมอยู่ในระเบียบวินัยตามคำสั่งอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ย่อมมีส่วนกำหนดตัวนายกฯได้อย่างสบายๆ
อีกทั้งเมื่อพิจารณาในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงกำหนดไว้ในมาตรา 88, 158 และ 159 ว่าให้พิจารณาคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอไว้ก่อนเลือกตั้ง พรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อ ซึ่งสามารถมีชื่อคนนอกที่ไม่ได้ลงสมัครเลือกตั้งก็ได้
เท่านั้นยังไม่พอ
หลังจากมีการตั้งข้อสังเกตว่า กรณีให้พรรคการเมืองเสนอชื่อผู้จะเป็นนายกฯ 3 ชื่อก่อนการเลือกตั้ง จะเป็นการเปิดหน้า “คนนอก” อย่างโจ่งแจ้งเกินไปหรือไม่ เช่นนี้แล้ว “คนนอก” ที่เตรียมกันเอาไว้ จะกล้าเปิดตัวเปิดหน้าหรือ
เรื่องนี้มีคำตอบ และมีทางออกให้กับ “นายกฯคนนอก” ไว้เรียบร้อยแล้ว
ปรากฏในมาตรา 272 ของบทเฉพาะกาลที่กำหนดว่า
หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88
เท่ากับยังเปิดช่องให้มี “คนนอก” ที่นอกเหนือจาก 3 รายชื่อที่ต้องเปิดออกมาก่อนไว้อีกด้วย
เห็นอย่างนี้แล้ว เตรียมกันเอาไว้ขนาดนี้แล้ว ก็ต้องสรุปได้เลยว่า ยังไงก็ต้องมีนายกฯคนนอกล้านเปอร์เซ็นต์
นี่คือความปรารถนาของกลุ่มคนที่ต้องการถอยหลังการเมืองไทย ไม่เชื่อว่าประชาชนควรมีอำนาจการเมืองมากมาย ซึ่งบรรลุเป้าหมายนั้นแล้ว จากเนื้อหารัฐธรรมนูญและวิธีการได้มาซึ่งนายกฯคนนอก ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและไม่ได้มาจากพรรคการเมืองใดๆ
ส่วนในมุมมองของคนที่เชื่อในแนวทางเสรีประชาธิปไตย ย่อมรู้สึกเสียดายแทนการต่อสู้ของประชาชนเมื่อปี 2535 ซึ่งชี้เอาไว้ว่าการเปิดทางนายกฯคนนอก หมายถึงโอกาสที่การเมืองจะถูกแทรกแซงมีได้เสมอตลอดเวลา
สำคัญสุดอำนาจการเมืองในมือประชาชนที่ถดถอยไปมากโข ต่อไปนี้แม้แต่ผู้จะมาเป็นนายกฯก็ยังไม่เกี่ยวกับการเข้าคูหากาบัตรของชาวบ้านเลย

