การมีคู่ข้ามเชื้อชาติและมีความแตกต่างทางภาษา, วัฒนธรรม รวมทั้งแตกต่างด้านอายุ ถือเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในไทยเรามานานแล้ว หากทั้งสองฝ่ายเริ่มต้นและเลือกคู่กันได้ถูกจนแต่งงานกันในที่สุด ก็จะสามารถดำรงชีวิตร่วมกันจนแก่เฒ่าและมีบุตรหลานสืบสกุลได้ ไม่แตกต่างจากการเลือกคู่ของคนเชื้อชาติหรือสัญชาติเดียวกัน
โลกที่รวมตัวและใกล้ชิดกันมากขึ้น มีผลทำให้การมีคู่ครองระหว่างหญิงไทยกับคนต่างชาติมีมากยิ่งขึ้นและมากกว่าปริมาณชายไทยที่จะไปแต่งงานกับหญิงต่างด้าว รวมทั้งก่อเกิดกระแสความนิยมขึ้นในบางพื้นที่ที่จะมีคนต่างด้าวชาวต่างชาติมาอยู่อาศัยและมาอยู่ในฐานะของคู่ครองกันมากขึ้น จนในสายตาของผู้คนในถิ่นนั้นไม่ถือว่าคนต่างชาติเป็นสิ่งแปลกในพื้นที่นั้นๆ แต่อย่างใด
ความนิยมดังกล่าวส่งผลให้เกิดประเด็นปัญหาที่จะกล่าวถึงในที่นี้ 2 ประการ คือ 1.ปัญหาค่านิยมการรวยทางลัด และ 2.ปัญหาทางกฎหมาย
ประเด็นแรก จะขอกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า การสมรสกับชาวต่างชาติซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว หากเป็นชาวตะวันตกจะมีฐานะเดิมหรือมีหน้าที่การงานที่ดีมากกว่า เพราะหลายรายถึงกับวาดแผนว่าภายหลังเกษียณอายุแล้ว จะมามีชีวิตในไทย ดังนั้นจึงส่งเงินมาเพื่อให้ภรรยาซื้อที่ดินซื้อบ้านเอาไว้ ส่งผลให้ฐานะความเป็นอยู่ของหญิงเหล่านี้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
บางรายพื้นฐานอาชีพเดิมคือคนงานก่อสร้าง แต่สามารถใช้เวลาเพียง 1-2 ปี เปลี่ยนสถานะทางทรัพย์สินและความเป็นอยู่ได้อย่างรวดเร็ว จนหลายคนต้องเอาเป็นเยี่ยงอย่างบ้าง
การเลียนแบบนี้จะก่อให้เกิดเป็นกระแสความคิดที่สามารถลอกเลียนต่อได้ยาวนานหรือเป็นระยะเวลาสั้นๆ ขึ้นอยู่กับการจัดการแก้ไขปัญหาในประการที่สอง รวมทั้งแนวคิดเรื่องการสมดุลทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมแผ่นดินไทยในอนาคต
ประเด็นที่สอง การส่งเงินเข้ามาเพื่อให้ซื้อบ้านหรือที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ก่อให้เกิดปัญหาทางกฎหมาย ในเรื่องของการถือครองที่ดินและบ้านแทนคนต่างด้าวที่เป็นเจ้าของเงินซึ่งนำมาซื้ออย่างแท้จริง รวมทั้งการหย่าร้างและแบ่งสินสมรสทั้งที่ได้มีการเรียกร้องในศาลไทยและศาลต่างประเทศ
ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงในกรณีของการสมรสที่เกิดจากความรักและการเลือกคู่ที่ถูกต้องลงตัวจนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยาวนานแท้จริง แต่จะขอกล่าวถึงกรณีในด้านลบที่การสมรสเกิดจากความคิดที่จะรวยทางลัด เอาเปรียบเชื้อชาติอื่นในนามของความรักที่หลอกลวง เพื่อเผยให้เห็นถึงความเสื่อมเสียต่อความเชื่อมั่นและมีทัศนคติที่ผิดต่อหญิงไทย อันเกิดจากการกระทำด้วยความโลภของบางรายเท่านั้น
มีตัวอย่างจริงที่เกิดขึ้นและอยากจะกล่าวเพื่อเป็นอุทาหรณ์ โดยมิได้มีเจตนาจะดูหมิ่นหญิงแต่อย่างใด ดังนี้
หญิงสัญชาติเพื่อนบ้านไทยผู้หนึ่งรักกับหนุ่มอีสานของไทยและจดทะเบียนสมรสกัน ทำให้หญิงได้รับสัญชาติไทยด้วยการสมรสและอยู่อาศัยในแผ่นดินไทยได้ จนมีบุตรด้วยกัน ต่อมาสามีเสียชีวิต เธอต้องทำอาชีพรับจ้างเป็นคนงานก่อสร้างได้รับค่าแรงเป็นรายวันหาเลี้ยงบุตร
วันหนึ่งได้พบกับฝรั่งคนหนึ่งซึ่งภรรยาเสียชีวิตแล้วอีกเช่นกัน ขณะมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ความรักบังเกิดกับทั้งคู่ จนชายนำหญิงไปอยู่ต่างประเทศด้วยกัน ทั้งคู่ได้ทำการจดทะเบียนสมรสที่ประเทศของฝ่ายชาย ท่ามกลางการคัดค้านอย่างรุนแรงของลูกๆ ฝ่ายชาย
ระหว่างเวลาที่หวานชื่น ชายได้ส่งเงินให้หญิงเป็นจำนวนหลายคราวไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท เพื่อให้หญิงนำไปซื้อบ้าน ซื้อที่ดินและสร้างสวนยางหลายแปลง รวมทั้งรถยนต์อีกด้วย ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นเงินเก็บของชายที่ตั้งใจว่าหลังเกษียณจะนำมาใช้ โดยหวังว่าเมื่อชายเกษียณแล้ว (อีกเพียงสามปีเท่านั้น) จะมาอยู่ประเทศไทยในบั้นปลายของชีวิต หลังสมรสหญิงเลิกทำงานก่อสร้างโดยสิ้นเชิง แต่เข้าเรียนหลักสูตรการทำเล็บและสปา และขอให้สามีเปิดร้านให้ที่เมืองหลวงของประเทศสามี
การเปลี่ยนสถานะอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดกับฝ่ายหญิง ถึงขนาดกล้าที่จะคบหากับชาวต่างชาติที่หนุ่มกว่าและรวยกว่าสามีของตนและวางแผนที่จะหย่าร้างกับสามีของตนเสียอีก ในระหว่างนี้เธอทำการโอนกรรมสิทธิ์ในบ้าน ที่ดินทั้งหมดในไทยให้กับบุตรชาย (ลูกที่เกิดจากสามีเก่า) โดยไม่แจ้งให้สามีชาวต่างชาติทราบ รวมทั้งได้รับคำแนะนำจากผู้ประสงค์ดีต่อเธอให้หย่ากับสามีผู้นี้เสียเพื่อจะได้แต่งงานใหม่ เธอจึงยื่นขอหย่าที่ศาลต่างประเทศทันที แต่อนิจจาด้วยเหตุชะตาอันใดไม่ทราบ หนุ่มต่างชาติรายใหม่นั้นกลับเสียชีวิตกะทันหัน
ในคำร้องขอหย่านั้นเธอขอให้แบ่งทรัพย์สินของสามีให้กับเธอครึ่งหนึ่ง จำนวนถึง 40 ล้านบาท ทั้งๆ ที่เธอเพิ่งแต่งงานได้เพียง 2 ปีเท่านั้น ขณะที่ทรัพย์สินนั้น สามีหามาตลอดชีวิต และได้มาก่อนที่เธอจะแต่งงานกับเขา โดยเธออ้างว่าเป็นสินสมรส
ศาลไม่เห็นด้วยกับเธอในเรื่องการหย่า เพราะเธอเป็นฝ่ายสร้างเหตุหย่าเสียเอง อีกทั้งทรัพย์สินนั้นเป็นของสามีเธอได้มาก่อนที่เธอจะสมรสทั้งสิ้น
ความที่ปรากฏว่าเธอไม่เคารพในความรักและฟ้องหย่าเพื่อแบ่งทรัพย์สินที่ประเทศของตน ทำให้สามีเธอหมดหวังในการฝากชีวิตกับเธอ จึงเป็นฝ่ายขอหย่าเสียเองและมีแนวโน้มว่าเธอจะไม่ได้ทรัพย์สิน เช่น บ้าน ที่ดินในต่างประเทศตามที่เธอหวัง นอกจากนี้ยังทำให้สามีเธอเปลี่ยนจากความรักเป็นความโกรธ เรียกคืนทรัพย์สินในประเทศไทยทั้งหมดที่เขาส่งเงินมาให้กับเธอในระหว่างสมรส ซึ่งถือเป็นสินสมรสอย่างแท้จริง
ปัญหาเกิดขึ้นว่าจะแบ่งสินสมรสในไทยอย่างไร ในเมื่อหญิงโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินทุกแปลงให้กับบุตรที่เกิดจากสามีเดิมของเธอไปหมดสิ้นแล้ว รวมทั้งถึงที่สุดแล้วเธอจะได้กรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินทั้งหมดอย่างไร เนื่องจากเธอก็เป็นฝ่ายกระทำความผิดกฎหมายเสียเอง ด้วยการที่ไม่แจ้งต่อพนักงานที่ดินขณะซื้อที่ดินมาจากผู้อื่นว่าเธอสมรสแล้วโดยสามีเป็นคนต่างด้าว ทำให้พนักงานที่ดินอนุญาตให้เธอซื้อที่ดินได้ เธอจึงทำผิดในทางอาญาด้วยการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จในโฉนดที่ดิน การได้ที่ดินมาจึงเป็นโมฆะ และเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินหรือสามีเธอร้องต่อศาลให้ขายทอดตลาดที่ดินทั้งหมด ซึ่งแม้จะโอนไปให้บุตรชายแล้วก็ตาม แล้วนำเงินมาแบ่งกัน
ถึงแม้ว่าเธอจะโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินทั้งหมดกับบุตรชายไปแล้วก็ตาม ศาลหรือเจ้าพนักงานที่ดินมีสิทธิที่จะออกคำสั่งติดตามเอาคืนเพื่อขายทอดตลาดได้ และหากปรากฏความว่าบุตรชายรู้เห็นเป็นใจในการรับโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินทั้งหมด ซึ่งเป็นสินสมรสโดยที่ไม่ได้รับความยินยอมจากสามีต่างชาติแล้วบุตรก็จะมีปัญหากระทำความผิดทางอาญาไปด้วย
ผลที่สุด สามีต่างชาติอาจได้เงินคืนครึ่งหนึ่งตามส่วนซึ่งเขาอาจจะพอใจ และถือว่าตอบแทนการกระทำของหญิงแล้ว แต่หญิงต่างหากที่น่าคิดว่า การกระทำของเธอมันคุ้มกับความรักที่คนผู้หนึ่งมีให้จนเธอได้ยกสถานภาพชีวิตและความเป็นอยู่ขึ้นอย่างรวดเร็วหรือไม่
ความรักเป็นสิ่งที่ดี หากรู้จักและตอบแทนความรักด้วยความรัก มิใช่ด้วยการหลอกลวง ละโมบ การรวยทางลัดเป็นสิ่งที่ไม่เสียหายหากวิธีที่เลือกเป็นวิธีที่ชอบธรรม ถูกขนบธรรมเนียมและไม่ก่อความเสียหายต่อผู้อื่น

