จีน-ญี่ปุ่นแกนหลัก
บูรณาการระบบเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก
การที่กลุ่มประเทศอาเซียนและมหาสมุทรแปซิฟิกรวม 15 ประเทศ ได้ลงนามในสัญญาข้อตกลงความสัมพันธ์หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภูมิภาค (RCEP) นั้น
เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกข้อตกลงแห่งการค้าเสรีขนาดใหญ่ได้บรรลุอย่างเป็นทางการ
ความร่วมมือการค้าเสรีพหุภาคี แม้จะถูกสหรัฐสกัด แต่ก็มิต้องเดินย้อนทางเก่า
การที่จีนเปิดประเทศเชิงลึกเพื่อสู่ตลาดโลก แม้ถูกสหรัฐขัดขวาง แต่ก็มิได้สะดุดหยุดอยู่
ประเทศจีนยังยืนเด่นอยู่อย่างท้าทาย
RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) คือหุ้นส่วนอันเกี่ยวกับข้อตกลงของพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างอาเซียน 10 ประเทศกับคู่ภาคีอีก 5 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
ส่วนกลุ่มประเทศอาเซียนคือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา
บัดนี้ RCEP อัประกอบด้วยเศษ 1 ส่วน 3 ของประชากรโลก มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมเท่ากับเศรษฐกิจโลกประมาณร้อยละ 30 ได้กลายเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคุณประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโลก อีกทั้งเป็นตัวเชื่อมเศรษฐกิจอาเซียนให้เข้ากับเศรษฐกิจโลก
หากย้อนมองประวัติศาสตร์ เมื่อเริ่มต้นศตวรรษที่ 19 ประเทศตะวันตกอาศัยความเจริญทางด้านอุตสาหกรรมและพลานุภาพทางกองทัพเรือ ได้รังสรรค์เครือข่ายที่เอารัดเอาเปรียบทางด้านเศรษฐกิจ โดยมุ่งหวังผลประโยชน์ของตะวันตกเป็นหลัก
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ลัทธิอาณานิคมของตะวันตกได้เริ่มสลายไปตามกาลและการณ์ ความขัดแย้งปะทะกันระหว่างสหรัฐและสหภาพโซเวียตได้ทำการแบ่งแยกโลกออกเป็น 2 ค่ายโดยปริยาย ส่วนประเทศโลกที่ 3 ได้เลือกวิธีไม่ร่วมพันธมิตร
ต้นทศวรรษ 1990 สหภาพโซเวียตล่มสลาย
สหรัฐจึงกลายเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเหตุให้วินัยสากลต้องทำการล้างไพ่ใหม่
ระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ได้แจ้งเกิดโดยพลัน
ไม่ว่ากติกา ไม่ว่าการแบ่งงาน ก็ยังยึดผลประโยชน์ของตะวันตกเป็นหลัก
ในทำนองเดียวกัน สินค้าบริโภคราคาถูกของประเทศที่กำลังพัฒนา ได้ทำให้ตะวันตกกลายเป็นแหล่งทำกำไรให้แก่นักฉวยโอกาสการลงทุนตะวันตกอีกโสตหนึ่ง
หลังสงครามเย็น ระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ เนื้อแท้คือกลไกในการธำรงเสถียรภาพแห่งวินัยสากล แต่เวลา 20 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่รวม 2 เหตุการณ์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ตะวันตกสวนกระแสโลกาภิวัตน์
หนึ่ง คือ ระบบโลกาภิวัตน์แบ่งแยกสังคมตะวันตก พ่อค้าหัวใสได้สร้างความล่ำซำให้แก่ตน ในขณะที่คนงานประเภทหาเช้ากินค่ำต้องโดนทุบหม้อข้าว
สอง คือ ประเทศจีนฉวยโอกาสแจ้งเกิด และกลายเป็นผู้ชนะสิบทิศ
หากพินิจตั้งแต่ปัญหา Brexit ของอังกฤษ และหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง
ดูประหนึ่งว่า Deglobalization (อโลกาภิวัตน์) กลายเป็นประเด็นสนทนายอดฮิต
อัน Deglobalization เป็นปฏิบัติการที่ย้อนแย้งกับ Globalization (โลกาภิวัตน์) คือขาดความร่วมมือระหว่างประเทศในทางเศรษฐกิจ มีการกีดกันทางการค้าและการลงทุน
แต่ละประเทศต่างคำนึงถึงผลประโยชน์ของตน
กรณีเป็นการละเลยระบบห่วงโซ่สากล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือตัดขาดกับโลกภายนอก
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ตะวันตกไม่พอใจที่สุดมิใช่ “ระบบโลกาภิวัตน์”
หากเป็นประเด็น “ผู้ชนะสิบทิศ”
ฉะนั้น การลงนามในสัญญาข้อตกลงครั้งนี้ ย่อมเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าระบบโลกาภิวัตน์มิได้สะดุดหยุดอยู่ หากยังดำรงอยู่ และจะดำเนินต่อไปอย่างเปิดกว้างและหลากหลายรูปแบบ
เป้าหมายคือ ต้องการลดสิ่งกีดขวางทางการค้าและสกัดการนำเข้าสินค้า อีกทั้งพยายามทำการลดภาษีการนำเข้าให้เหลือ “ศูนย์เปอร์เซ็นต์” และในเวลาเดียวกันเปิดการบริการทางด้านการค้าในภูมิภาค สนับสนุนการลงทุน การขนถ่ายสินค้า ตลอดจนการหมุนเวียนของบุคลากร
การบรรลุสัญญาดังกล่าวมิเพียงธำรงไว้ ซึ่งระบบการค้าพหุภาคี หากยังเป็นก้าวสำคัญของการเปิดกว้างเศรษฐกิจโลก และที่สำคัญคือ สนับสนุน บูรณาการระบบเศรษฐกิจภูมิภาค
อันเป็นระบบที่สามารถช่วยยกระดับแห่งเทคโนโลยี อุตสาหกรรม การเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ ล้วนได้รับประโยชน์จากการนั้น
จากการศึกษาของสถาบัน Brookings Institution อนุมานว่า ในอนาคต 10 ปีข้างหน้า RCEP สามารถสร้างรายได้อันถือเป็นลาภงอกได้ปีละเกินกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
RCEP เริ่มต้นเจรจาตั้งแต่ 2012 ในขณะที่สหรัฐกำลังผลักดันสัญญาข้อตกลงหุ้นส่วน เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกการค้าแปซิฟิก (TPP=Trans-Pacific Partnership)
เพื่อจะกลับมาเป็นใหญ่ที่เอเชียอีกวาระหนึ่ง
สังคมเข้าใจว่า RCEP คือเครื่องมือหรือกลไกของจีนที่สร้างขึ้นเพื่อต่อต้าน TPP
แต่ความจริงผู้ริเริ่มที่แท้จริงคือพันธมิตรตะวันออก
ในปีเดียวกัน สหรัฐกำลังขับเคลื่อน TPP เป้าหมายหลักคือ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการพูด อันเกี่ยวกับการกำหนดกฎเกณฑ์กติกาเกี่ยวกับการค้า ไม่ว่าจะเป็นการค้าเสรี ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจ จักต้องสอดคล้องกับความประสงค์ของวอชิงตัน
ส่วน RCEP เป็นสัญญาการค้าเสรีระหว่างพันธมิตรตะวันออกและจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น เงื่อนไขของแต่ละฝ่ายมีความยืดหยุ่น
นักวิเคราะห์ตะวันตกจึงมองว่า RCEP คือ “สินค้าเกรดบี” ทว่า ในความเป็นจริง การพัฒนามีเสถียรภาพ วัตถุประสงค์ของบรรดาสมาชิกสอดคล้องกัน จึงทรงพลังยิ่ง
ในทางตรงกันข้าม สมัยรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐถอนตัวออกจาก TPP
ถือเป็นการลดทอนพลังองค์กรที่ใหญ่ยิ่ง
ดังนั้น ญี่ปุ่นและออสเตรเลียจึงทำการกอบกู้สถานการณ์ โดยการวิวัฒนาการใหม่ให้เป็นความตกลงที่ครอบคลุมและมีก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership)
แม้ก่อตั้งมาเป็นเวลา 2 ปีแล้วก็ตาม แต่น้ำหนักหาเทียบ TPP ได้ไม่
ส่วนอินเดียก็เพราะกังวลในประเด็นภาษีการนำเข้าสินค้าเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ อาจเป็นเหตุให้สินค้าจีนจำนวนมากทะลักเข้าอินเดีย เป็นการกระทบต่อผลผลิตในประเทศ จึงถอนตัวออก
จีนคือประเทศที่ทำการผลักดันที่สำคัญในการก่อตั้ง RCEP หลังเหตุการณ์โควิด ระบบห่วงโซ่การผลิตสินค้าและอุปทาน ได้มีการจัดทัพใหม่ คือ บูรณาการเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก เป็นการนำมาซึ่งโอกาสอันสำคัญแก่ประเทศจีนในขณะที่กำลังผลักดันและขับเคลื่อนสกุลเงินดิจิทัล (Degital Currency) และเงินหยวนให้เป็นเงินตราระดับสากล
ต้องถือว่า RCEP คือเวทีสำคัญ ที่จะช่วยให้ประเทศจีนขยายขอบข่ายการค้าในภูมิภาค และเป็นการพัฒนาไปตามเส้นทางธรรมชาติ ไม่มีการกดขี่บังคับหรือพฤติกรรมที่ขาดความยุติธรรม
หากเป็นการสมยอม เพื่อผลประโยชน์ “Win Win” ของประเทศภาคีพันธมิตร
แตกต่างกับทัศนคติของตะวันตกในอดีตคือระบบของผู้ที่แข็งแรงกว่าย่อมได้สิทธิในการพูด
ทั้งนี้ ภาคีพันธมิตร 10 ประเทศ และคู่ภาคีอีก 5 ประเทศ ได้ตกลงยินยอมรับความสมดุล
หากย้อนมองอดีต รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สนใจแต่เรื่องทำสงครามการค้ากับจีน และสงครามทางเทคโนโลยี โดยละเลยประเด็นการค้าเสรีพหุภาคี
หากรัฐบาลโจ ไบเดน เปลี่ยนใจจะเข้าร่วมเป็นพันธมิตร CPTPP ก็มิใช่เรื่องง่าย
เหตุผลคือ เมื่อต้นปี 2020 พันธมิตรตะวันออกได้เข้าแทนที่พันธมิตรยุโรปเรียบร้อยแล้ว และกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศจีน
RCEP เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกอันเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าภาษี “ศูนย์เปอร์เซ็นต์” ในทำนองเดียวกัน เป็นการสร้างฐานรากอันเกี่ยวกับการเจรจาการค้า 3 ฝ่ายคือจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
เป็นที่ประจักษ์ว่า บัดนี้เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเริ่มเข้าสู่ระบบเดียวกัน
ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาประเทศตะวันตกอีกต่อไป
ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
กรณีน่าเชื่อว่า RCEP ที่ปราศจากอินเดีย CPTPP ที่ไร้เงาสหรัฐ คือ สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า
จีน-ญี่ปุ่นคือแกนหลักบูรณาการระบบเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

