ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับพม่าเป็นไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นที่ทราบกันดีว่านโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นกับนานาชาติพุ่งตรงไปที่ความสัมพันธ์ทางการค้า โดยแทบไม่สนใจว่ารัฐบาลของประเทศคู่ค้าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยหรือไม่ ต่างจากท่าทีของโลกตะวันตก ที่มักออกมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในกรณีของพม่า ญี่ปุ่นสานสัมพันธ์ทางการค้ากับพม่าอย่างจริงจังมาตั้งแต่ยุคเผด็จการทหารภายใต้ SLORC ต่อมาถึง SPDC และยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเม็ดเงินลงทุนในพม่ามากเป็นอันดับต้นๆ อย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย และประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนมากนัก แต่ก็มักจะกล่าวว่าตนพยายามส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองและพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนในพม่ามามิได้ขาด อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าญี่ปุ่นไม่ได้มีจุดเด่นด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและการเจรจาสันติภาพในพม่า แต่เมื่อไม่นานมานี้ท่าทีของญี่ปุ่นต่อการเมืองพม่าเริ่มผิดแผกแปลกไปจากที่เราคุ้นเคย
เมื่อสัปดาห์ก่อนๆ ผู้เขียนเคยเขียนถึงหลายประเทศที่ต้องการเข้าไปเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งหลายอย่างในพม่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรฮีนจา และสงครามกลางเมืองในรัฐยะไข่ ที่ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด เราเห็นบทบาทของจีนที่ต้องการรักษาตำแหน่งผู้ลงทุนเบอร์หนึ่งในพม่า และยังต้องการแผ่อิทธิพลของตนเข้าไปในเขตยุทธศาสตร์อ่าวเบงกอล/มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ภายใต้แผนการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 หรือ One Belt One Road (OBOR) และพยายามเจรจากับรัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของด่อ ออง ซาน ซูจีเรื่อยมา จนอดคิดไม่ได้ว่าในบรรดาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่าน่าจะเป็นประเทศที่เป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดสำหรับรัฐบาลประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ด้วยอิทธิพลที่จีนพยายามแผ่เข้าไปในพม่า ทั้งประเทศรอบข้างและประเทศคู่แข่งสำคัญของจีน ทั้งอินเดีย และญี่ปุ่น เริ่มอยู่ไม่สุข และต้องการมีตำแหน่งแห่งที่ในสายตารัฐบาล NLD บ้าง
ท่าทีของอินเดียยังไม่ค่อยเด่นชัดมากนัก แต่เรื่องที่ออกจะเซอร์ไพรส์ใครหลายคนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาคือรัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งทูตสันติภาพ (Peace Envoy) นายโยเฮอิ ซาซากาว่า (Yohei Sasakawa) เข้าไปเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพและสร้างความปรองดองในพม่า และเปิดฉากวิจารณ์คณะกรรมการการเลือกตั้งของพม่าอย่างตรงไปตรงมา ซาซากาว่าผู้นี้เป็นประธานมูลนิธินิปปอน (Nippon Foundation) และยังมีมูลนิธิของตนเองในนามมูลนิธิสันติภาพซาซากาว่า (Sasakawa Peace Foundation) เรียกได้ว่าคร่ำหวอดในวงการสันติภาพโลกมายาวนาน และยังเป็นคนญี่ปุ่นคนแรกที่ได้รับรางวัลสันติภาพคานธี (ปี 1998) ในฐานะที่เขาเป็นผู้นำรณรงค์กำจัดโรคเรื้อนให้หมดไปจากโลก ชื่อเสียงระดับอินเตอร์และประสบการณ์ที่ซาซากาว่าดีลกับองค์กรระหว่างประเทศมาแล้วทุกระดับ เขาจึงเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่รัฐบาลญี่ปุ่นเกรงอกเกรงใจเป็นพิเศษ และเป็นตัวเลือกแรกเมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนการเข้าไปเป็นตัวกลางสร้างสันติภาพในรัฐยะไข่ คาดว่าเพื่อตัดหน้าจีน ที่ก็พยายามวางตัวเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพในยะไข่เช่นกัน
ก่อนการเลือกตั้งพม่าในวันที่ 8 พฤศจิกายน ซาซากาว่าเดินทางไปพม่าเพื่อเข้าพบด่อ ออง ซาน ซูจี และพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า เขาเดินทางไปรัฐยะไข่ด้วยเครื่องบินเจ็ตของกองทัพอากาศพม่า
และได้พบกับนักการเมืองจากหลายพรรคการเมืองในยะไข่ สำนักข่าวของพม่ารายงานว่าซาซากาว่าได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และผลจากการหารือเป็นไปในทางบวก จุดใหญ่ของการหารือของซาซากาว่าอยู่ที่การหาทางสร้างสันติภาพในรัฐยะไข่อย่างยั่งยืน แต่ปัญหาคือรัฐบาลพม่าไม่ได้มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์นักภาพการประชุมสันติภาพครั้งแล้วครั้งเล่า จัดขึ้นแบบ “พอหอมปากหอมคอ” เน้นไปที่พิธีกรรม แต่ไม่มีทางสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้ เพราะรัฐบาลพม่าไม่เชื่อว่าตนคือศูนย์กลางของปัญหา และไม่สามารถรับข้อเสนอภาพใหญ่ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการเห็น “สหพันธรัฐเมียนมา” ได้
รัฐบาลญี่ปุ่นอาจเข้าใจจุดอ่อนข้อนี้เป็นอย่างดี และส่งซาซากาว่า ที่มีทีท่าแข็งกร้าวมากแบบที่หลายคนต้องเซอร์ไพรซ์ ซาซากาว่าเน้นหนักว่ารัฐบาลพม่าต้องจัดการเลือกตั้งในรัฐยะไข่โดยเร็วที่สุด หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้งพม่าอ้างสถานการณ์ความไม่สงบและการสู้รบกับกองทัพอาระกัน (Arakan Army) และเลื่อนจัดการเลือกตั้งใน 9 เมืองในยะไข่ออกไป ทำให้ชาวยะไข่ 1.2 ล้าน (จากประชากรทั้งหมด 1.64 ล้านคน) ยังไม่ได้ลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนราษฎรของตน หลังการเลือกตั้ง กองทัพอาระกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้งในยะไข่ทันที เป็นที่น่าสนใจว่ากองทัพพม่าออกมาตอบรับข้อเรียกร้องนี้ ซึ่งเท่ากับยกระดับกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้บังคับบัญชาโดยตรง คือรัฐบาล NLD
ซาซากาว่าเข้ามาเป็นตัวกลางการเจรจาสันติภาพในยะไข่ ในสถานการณ์ที่กองทัพพม่าได้ตั้งคณะกรรมการเจรจาสันติภาพของตนเองขึ้น โดยใช้คนของตนเองเพื่อเจรจากับกองกำลังหลายกลุ่ม ซึ่งบางส่วนไม่ได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาล NLD มาก่อน ดูเหมือนว่ากองทัพพม่ากำลังขับเคลื่อนวาระของตนเอง โดยการเจรจากับกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์โดยไม่ผ่านรัฐบาล NLD และยังเข้าหารัฐบาลญี่ปุ่นและนำซาซากาว่ามาเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพ ซาซากาว่านั้นมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เป็นพิเศษ และก็ชัดเจนว่าฝ่ายหลังมักเลือกฟังทูตสันติภาพจากญี่ปุ่น มากกว่าคณะกรรมการสมานฉันท์ที่รัฐบาล NLD ตั้งขึ้นมา
ญี่ปุ่นดูจะเอาจริงเอาจังกับการเจรจาสันติภาพในยะไข่เป็นพิเศษ และยังมีทีท่าเป็นมิตรกับพม่ามากที่สุด เมื่อเกิดวิกฤตการณ์
โรฮีนจาขึ้น โดยญี่ปุ่นแทบจะเป็นประเทศเดียวที่ปกป้องพม่า โดยให้เหตุผลว่าปัญหาในยะไข่เป็นเรื่องซับซ้อน ที่ต้องทำความเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ โลกตะวันตกจึงเข้าใจปัญหาในยะไข่ไม่ดีพอ และญี่ปุ่นก็จะคอยช่วยเหลือ สนับสนุนพม่า รวมทั้งเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกับพม่าต่อไป ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มองว่าไม่เคยมี “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เกิดขึ้นในพม่า
ท่าทีเป็นมิตรของญี่ปุ่น ทำให้รัฐบาลและกองทัพมีความผูกพันกับญี่ปุ่นเป็นพิเศษ และทำให้ญี่ปุ่นเป็นคู่แข่งของจีนเพียงประเทศเดียว ที่จะต่อสู้กับจีนได้อย่างสมน้ำสมเนื้อต่อไป ในปีต่อๆ ไป ญี่ปุ่นจะมีแพคเกจช่วยเหลือพม่าอีกหลายอย่าง รวมทั้งแผนการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าราว 1.2-1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐด้วย
ลลิตา หาญวงษ์

