ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนถือกำเนิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2491 สองปีต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2493 สมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติได้มีมติให้ถือวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันสิทธิมนุษยชน และเชิญชวนให้รัฐสมาชิกทั้งหมดเฉลิมฉลองวันดังกล่าว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จึงได้จัดกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนในโอกาสวันที่ 10 ธันวาคมมาโดยตลอด มาถึงปีนี้ที่ตรงกับการครบรอบปีที่ 72 ของปฏิญญาฯ จึงเป็นโอกาสพิเศษในการจัดกิจกรรม ทั้งโดย กสม. และสถานทูตบางแห่ง เช่น สถานทูตเยอรมันมีการจัดกิจกรรมทางวิชาการ ส่วนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) และสหภาพยุโรปก็จัดกิจกรรมในหัวข้อ “การฟื้นฟูจะดียิ่งขึ้น – หากยืนหยัดเพื่อสิทธิมนุษยชน” หัวข้อนี้สอดคล้องกับบริบทการฟื้นฟูของทุกประเทศทั่วโลกจากวิกฤต COVID -19
องค์การสหประชาชาติก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2488 ซึ่งเป็นวันที่รัฐสมาชิกผู้ก่อตั้งได้ลงนามในกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งความมุ่งหมายและหลักการขององค์การบัญญัติไว้ในกฎบัตรฯ โดยเฉพาะในมาตรา 1 อนุมาตรา 3. ความตอนหนึ่งว่า “เพื่อ… ส่งเสริมและสนับสนุนการเคารพสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพ อันเป็นหลักมูลสำหรับทุก ๆ คน โดยปราศจากความแตกต่างในทางเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือศาสนา”
คราวนี้ลองมาดูตัวปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนดูบ้าง ในคำปรารภ ปฏิญญาฯระบุหลักการว่า “ด้วยเหตุที่รัฐสมาชิกได้ปฏิญาณที่จะให้ได้มา … ซึ่งการส่งเสริมการเคารพและการถือปฏิบัติโดยสากลต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน … สมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติจึงประกาศให้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนี้เป็นมาตรฐานร่วมกันแห่งความสำเร็จสำหรับประชาชนทั้งมวลและประชาชาติทั้งหลาย เพื่อจุดมุ่งหมายที่ว่าปัจเจกบุคคลทุกคน และทุกส่วนของสังคม โดยการคำนึงถึงปฏิญญานี้เป็นเนืองนิตย์ จะมุ่งมั่นส่งเสริมการเคารพสิทธิและอิสรภาพเหล่านี้ ด้วยการสอนและการศึกษา และให้มีการยอมรับและยึดถือโดยสากลอย่างมีประสิทธิผล” ในภาษาง่าย ๆ ก็คือ ปฏิญญาฯมีไว้เพื่อให้ทุกคนมุ่งมั่นส่งเสริมการเคารพสิทธิและอิสรภาพ ตลอดจนยอมรับและยึดถือสิทธิและอิสรภาพที่ประกาศไว้ในปฏิญญาฯอย่างมีผล
ปฏิญญามีอยู่ด้วยกัน 30 ข้อ ซึ่งองค์การนิรโทษกรรมสากลได้สรุปไว้ดังนี้
1. ทุกคนเกิดมาเท่าเทียม
2. ไม่แบ่งแยก
3. สิทธิในการมีชีวิต
4. ไม่ตกเป็นทาส
5. ไม่ถูกทรมาน
6. ได้รับการคุ้มครองทางกฏมาย
7. เท่าเทียมกันตามกฏหมาย
8. สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฏหมาย
9. ไม่ถูกคุมขังโดยพลการ
10. ได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
11. เป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะตัดสิน
12. สิทธิความเป็นส่วนตัว
13. เสรีภาพในการเดินทาง
1. สิทธิที่จะลี้ภัย
2. สิทธิที่จะมีสัญชาติ
3. เสรีภาพในการแต่งงาน
4. สิทธิในการครอบครองทรัพย์สิน
5. เสรีภาพในการนับถือศาสนา
6. เสรีภาพในการแสดงออก
7. เสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติ
8. การมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ
9. การได้รับการดูแลและคุ้มครองจากรัฐ
10. สิทธิในการทำงาน
11. สิทธิในการพักผ่อน
12. คุณภาพชีวิตที่ดี
13. สิทธิในการศึกษา
14. การมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรม
15. สันติภาพระหว่างประเทศ
16. เคารพสิทธิผู้อื่น
17. ไม่มีใครเอาสิทธิเหล่านี้ไปจากเราได้
เมื่ออ่านแล้ว ไม่ทราบว่าเราเห็นด้วยกับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานเหล่านี้ไหม ทุกคนควรได้รับหลักประกันจากรัฐเพื่อให้มีสิทธิเสรีภาพดังกล่าวอย่างไร เราทุกคนควรเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นด้วยเช่นเดียวกับที่เราอยากให้เขาเคารพเราใช่ไหม ในเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ โจทย์ที่สำคัญคือ เราเคารพตัวเราเองและผู้อื่นมากเพียงใด และไม่อยากให้ใครตกเป็นเหยื่อแห่งความเกลียดชังและความรุนแรงใช่หรือไม่
ในขณะนี้ นายชวน หลีกภัยกำลังพยายามตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์อยู่ ดูเหมือนว่าจะมี 2 คณะ คณะกรรมการฯในรูปแบบที่หนึ่งจะทำหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งในปัจจุบัน และจะมีองค์ประกอบ 7 ฝ่าย โดยมี 2 ฝ่ายที่เป็นคู่กรณีในความขัดแย้งกับรัฐบาล คือ พรรคฝ่ายค้าน และคนรุ่นใหม่ที่ต่อต้านรัฐบาลซึ่งมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ปรากฏว่าทั้ง 2 ฝ่ายนี้ประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมเป็นกรรมการ และถ้าคณะกรรมการสมานฉันท์จะมีแต่เฉพาะฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายที่ใกล้กับรัฐบาล องค์ประกอบจะไม่เป็นดังตั้งใจ จึงเป็นที่กังวลว่าจะทำภารกิจในเรื่องความสมานฉันท์ในประเด็นปัจจุบันให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างไร
คณะกรรมการสมานฉันท์ในรูปแบบที่สอง ฟังว่าจะประกอบด้วยผู้มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองการปกครอ
และด้านการแก้ไขความขัดแย้ง ผู้สื่อข่าวมักจับประเด็นว่าคณะกรรมการชุดนี้จะมาศึกษาเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต เพื่อ “สรุปบทเรียน” สำหรับอนาคต ผมมีความเห็นว่า ช่วงเวลาการศึกษาน่าครอบคลุมตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน การศึกษาควรเปิดกว้างและโอบรับมุมมองที่หลากหลายและแตกต่างของแต่ละเหตุการณ์ตลอดจนการคลี่คลายความขัดแย้ง แม้ว่าการคลี่คลายดังกล่าวอาจดูเหมือนว่าได้ผลเฉพาะหน้า แต่ก็เก็บไว้ซึ่งรากเหง้าและบาดแผลความขัดแย้ง ที่ปะทุขึ้นมาในรูปแบบต่าง ๆ เรื่อยมา การศึกษาไม่ควรเป็นการ “สรุปบทเรียน” ในความหมายที่ว่า “ทีหลังอย่าทำอีก” หากควรเป็นการศึกษาสาเหตุ ปัจจัย อุปสรรคในการก้าวพ้นความขัดแย้ง ทั้งนี้เพื่อเสนอแนะการยอมรับอดีตอย่างตรงไปตรงมาในมุมมองที่หลากหลาย โดยไม่จำเป็นต้องตัดสินฝ่ายใด ไม่ต้องจำแนกว่าใครอยู่ฝ่ายธรรมหรืออธรรม เพียงแต่จำแนกว่าใครตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ ใครไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วพยายามเสนอแนะการเยียวยาบาดแผลในอดีต เสนอแนะการยอมรับสถานภาพของผู้เคราะห์ร้ายฝ่ายต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูเกียรติและศักดิ์ศรีของพวกเขา ทั้งนี้ อาจใช้หลักแห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเป็นหนึ่งในหลักการพื้นฐานของการศึกษาและการเสนอแนะ
มีข่าวมาว่านายชวน หลีกภัยได้ปรึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคน ซึ่งดูเหมือนว่าทุกคนให้ความร่วมมือหรืออย่างน้อยก็ให้กำลังใจ กล่าวโดยเฉพาะคือกรณีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่ให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าเรื่องนี้ไม่ยาก โดยมีความคิดเห็นอยู่ในใจแล้ว พลเอกชวลิตได้เผยความคิดเห็นดังกล่าวในการสัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์วันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งพอสรุปได้ว่า
1. สถาบันหลักคือชาติ ศาสนา กษัตริย์ สถาบันหลักไม่มีความขัดแย้ง
2. สถาบันหลักถูกล้อมรอบด้วย 5 เสาหลัก คือการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงและการต่างประเทศ
3. ปัญหาสำคัญอยู่ที่การเมืองการปกครอง รัชกาลที่ 7 ทรงพระราชทานอำนาจแก่ประชาชน โดยที่ประชาชนพึงมีอำนาจสูงสุด แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มี
4. การปกครองต้องคิดเพื่อประชาชน ทำเพื่อประชาชน เช่น ให้ประชาชนมีที่ดินอย่างน้อย 50 ตารางวาต่อครอบครัว
5. ผู้ปกครองที่มาจากประชาชนจะรู้ความต้องการของประชาชนดีกว่าผู้ที่ส่งไปจากส่วนกลาง เช่น โดยกระทรวงมหาดไทย
6. ควรให้ผู้ใหญ่บ้านเลือกกำนัน กำนันเลือกนายอำเภอ นายอำเภอเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดมีวาระ 4 ปี
7. อาจแบ่งการปกครองออกเป็น 4 ภาค เช่น ภาคเหนือ-ล้านนา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-ศรีโคตรบูร ภาคกลาง-อโยธยา ภาคใต้-ลังกาสุกะ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกผู้ว่าราชการภาค
8. ผู้ว่าราชการภาคเลือกผู้ที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี
9. ราชวงศ์จักรีจะต้องคงอยู่และรุ่งเรืองขึ้น
หากจะมีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์รูปแบบที่สอง ผมหวังว่าพลเอกชวลิตจะเป็นกรรมการด้วยคนหนึ่งรวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีคนอื่น ๆ อีก คณะกรรมการฯ คงไม่ใช้เวลามากนักในการ “สรุปบทเรียน” หากควรเน้นที่การเยียวยาบาดแผลของอดีต และการเสนอจุดหมายหรือวิสัยทัศน์อันเป็นที่ยอมรับได้มากที่สุด พร้อมกันนั้นก็เสนอแนะยุทธศาสตร์ในการเดินทางไปยังจุดหมายดังกล่าว
ผมขอร่วมเสนอวิสัยทัศน์ของประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) ในระบอบรัฐสภาที่อำนาจและทรัพยากร (คน เงิน และงาน) ในการปกครองอยู่ที่การปกครองท้องถิ่นมากกว่าการปกครองส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง ที่สำคัญคือคุณค่าหลักของสังคมการเมืองควรได้แก่สิทธิมนุษยชนและความเอื้ออาทร ดังที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนได้บัญญัติหลักการไว้ ซึ่งสังคมจะต้องช่วยกันปลูกฝังคุณค่าดังกล่าว ให้มีผลสัมฤทธิ์ในจิตสำนึกทางการเมืองของเราทุกคน
โคทม อารียา

