สถานีคิดเลขที่ 12 : ไปดวงจันทร์
ยานฉางเอ๋อ 5 ของจีน เพิ่งไปเก็บดินหินทรายที่ดวงจันทร์ มุ่งหน้ากลับมายังโลกแถมปักธงชาติสีแดงไว้บนดวงจันทร์ถ่ายภาพส่งมาให้ชาวโลกได้ชม สมเป็นชาติมหาอำนาจฝั่งเอเชีย
จากนั้นไม่นาน ไทยแลนด์ ชาติที่ไม่เคยแพ้ใครในโลก ก็มีข่าวคราวดวงจันทร์ด้วย
รัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประกาศก้องว่า ไทยจะเป็นชาติที่ 5 ของเอเชียที่ผลิตยานอวกาศโคจรรอบดวงจันทร์
คำประกาศนี้ไม่ได้พูดลอยๆ มีคำบรรยายด้วยว่าน่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 7 ปี และอาจขอความร่วมมือและสนับสนุนจากประชาชนในการระดมทุน (อ้าว…)
พออ่านมาถึงตรงนี้น่าจะพอนึกออกว่าทำไมจึงมีเสียงวิจารณ์กระหึ่มตามมา ทั้งที่การตั้งเป้าหมายพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องดี และคงไม่ใช่เรื่องเกินศักยภาพ ถ้าไทยจะผลิตยานอวกาศขึ้นมาสักลำ
ยิ่งถ้ามีโมเดลให้ศึกษา มีตัวอย่างให้เรียนรู้ คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
แต่ที่คนวิจารณ์กันมากคือเป้าหมายของเรื่องนี้ ทำไมไทยจะต้องผลิตยานไปดวงจันทร์ด้วยล่ะ
หากดูตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ จีนเพิ่งส่งยานฉางเอ๋อไปดวงจันทร์ ส่วนญี่ปุ่นร่วมมือกับยุโรป ส่งยานไปเก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยกลับมาโลก ล้วนเป็นความก้าวหน้าทางอวกาศที่ต่อเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ ไม่ได้ลัดขั้นตอน นึกจะผงาดขึ้นมาเฉยๆ ก็ทำได้
ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างเป็นมหาอำนาจของเอเชีย โดยเฉพาะจีนที่กำลังทรงอิทธิพลมากขึ้นบนเวทีโลก มีข่าวด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์เพื่อจะไล่ตามโลกตะวันตก รวมถึงสหรัฐอเมริกา
ความก้าวหน้าของทริปดวงจันทร์เป็นการประกาศตัวบนเวทีการแข่งขันของโลก ว่าจีนไปถึงจุดเดียวกับที่สหรัฐเคยไปปักธงเมื่อ 50 ปีก่อน
เพียงแต่ปัจจุบันจีนยังถูกมองว่าเป็นชาติผลิตสินค้าก๊อบปี้ เป็นประเทศที่มีเหตุเหมืองถล่มทับคนงานตายอยู่บ่อยๆ เพราะระบบป้องกันภัยไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขกันต่อไป เพื่อยกระดับให้สังคมส่วนอื่นๆ มีความก้าวหน้าขึ้นไปทัดเทียมกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ เหมือนกับที่ชาติตะวันตกทำมาแล้ว
สำหรับไทย เสียงวิจารณ์ส่วนหนึ่งตั้งคำถามว่า เราจำเป็นต้องไปดวงจันทร์เพียงเพื่อจะประกาศว่าไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกอย่างนั้นหรือ
มีคนเสนอว่าก่อนจะไปดวงจันทร์ เรากลับมาทำรถไฟความเร็วสูงให้สำเร็จก่อนดีไหม หลังจากรัฐมนตรีที่แกร่งที่สุดในปฐพีผู้นำเสนอแผนงานนี้เคยถูกท้วงติงว่า ไฮสปีดเทรนยังไม่จำเป็นสำหรับไทย และควรให้ถนนลูกรังหมดไปจากประเทศก่อน
บางคนบอกว่า เอาแค่ลดฝุ่น PM2.5 ให้ได้ก็จะถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงแล้ว ส่วนบางคนโต้แย้งว่า เราไม่ควรกลัวที่จะฝัน หรือปิดกั้นความฝัน คิดอะไรแต่ในแง่ลบ
ดังนั้น คือว่า การจุดพลุประเด็นนี้ของท่านรัฐมนตรีก็ถือว่าเป็นประโยชน์ในแง่ให้คนในสังคมมาถกเถียงกันถึงข้อดีข้อเสียของความฝันไปดวงจันทร์
อย่างน้อยอาจจะเข้าใจได้มากขึ้นว่า ทำไมเด็กๆ คนรุ่นใหม่ถึงตั้งความฝันและความหวังที่จะพัฒนาประชาธิปไตยให้ดีขึ้น
เพราะถ้าการเมืองดี จะฝันไปถึงดวงอาทิตย์ก็ยังได้
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

