หน้าแรก คอลัมนิสต์ รัฐบาลและรัฐธ...

รัฐบาลและรัฐธรรมนูญ ปราบโกงของไทย

16.12.20 | 13:15 น.

หนึ่งในเหตุผลหลักของการรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คือ การปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่ฝังรากลึกในประเทศไทยและได้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่คือรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 โดยอ้างว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” โดยรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 ได้เพิ่มบทบาทองค์กรอิสระและศาลให้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมรัฐบาลและฝ่ายการเมืองเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตั้งแต่ขั้นตอนของการคัดกรองคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ไปจนกระทั่งมาตรการในการถอดถอนหรือลงโทษที่รุนแรงต่อผู้กระทำความผิด

รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 ซึ่งถูกร่างขึ้นโดยเน้นเรื่องการ “ปราบโกง” ขึ้นมาเป็นการโฆษณาชวนเชื่อได้วางกลไกและมาตรการต่างๆ ที่เข้มงวดเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ด้วยการใช้ขั้นตอนการคัดกรองคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าสู่เส้นทางการเมืองที่ระบุให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องไม่เคยมีความผิดฐานทุจริต ผิดจริยธรรม รวมถึงเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ (มาตรา 98) หรือผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ (มาตรา 160) นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มบทบาทและอำนาจหน้าที่ให้กับศาลและองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจในการแจกใบแดงชั่วคราวแก่ผู้สมัครก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง (มาตรา 224 และ 225) หรือการให้อำนาจแก่ศาลฎีกาในการพิจารณาเพิกถอนสิทธิผู้สมัครภายหลังการประกาศผลเลือกตั้งตามคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (มาตรา 226)

นอกจากขั้นตอนการคัดกรองคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รัฐธรรมนูญยังได้วางมาตรการในการตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองอย่างเข้มงวด โดยการยื่นถอดถอนนักการเมืองที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามผ่านช่องทางของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา (มาตรา 82) การยื่นถอดถอนนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณ (มาตรา 144) หรือโดยวิธีการลงมติไม่ไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 151) องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังมีอำนาจหน้าที่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในกรณีที่เห็นว่านักการเมืองคนใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม (มาตรา 82) หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีอำนาจหน้าที่ในการยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดหรือศาลฎีกาเพื่อถอดถอนนักการเมืองที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม หรือมีความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่ (มาตรา 235)

หลังจากการทำรัฐประหารในประเทศไทยมาแล้วร่วม 7 ปี และมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบโกง” แล้วถึงสามปีครึ่งปรากฏว่าองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ Transparency International (TI) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกถูกสถาปนาขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2536 ได้จัดอันดับประเทศจากระดับความทุจริตในภาครัฐด้วยวิธีการประเมินผลโดยผู้เชี่ยวชาญและเขียนแบบสอบถามความคิดเห็นโดยทั่วไปแล้ว จึงออกรายงานมาเป็นดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perception Index) หรือซีพีไอของแต่ละประเทศ
โดยวัดระดับความทุจริตเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองในทางที่ผิดเพื่อรายได้ส่วนตัวเป็นหลักโดยการ
จัดอันดับ 180 ประเทศ ในระดับจาก 100 (บริสุทธิ์มาก) ถึง 0 (ทุจริตอย่างมาก)

ซึ่งสถิติอันดับความโปร่งใสของไทยในช่วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี เป็น
อย่างนี้แหละครับ

Advertisement

– ปี 2562 ได้ 36 คะแนน อยู่อันดับ 101 จากทั้งหมด 180 ประเทศ
– ปี 2561 ได้ 36 คะแนน อยู่อันดับ 99 จากทั้งหมด 180 ประเทศ
– ปี 2560 ได้ 37 คะแนน อยู่อันดับ 96 จากทั้งหมด 180 ประเทศ
– ปี 2559 ได้ 35 คะแนน อยู่อันดับ 101 จากทั้งหมด 176 ประเทศ
– ปี 2558 ได้ 38 คะแนน อยู่อันดับ 76 จากทั้งหมด 168 ประเทศ

พล.ต.อ.วัชรพล-ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้กล่าวในโอกาสวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล (9 ธันวาคม พ.ศ.2563) ว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยเข้าขั้นวิกฤตเนื่องจากเฉพาะในปีงบประมาณ 2562 ปีเดียวมีการรับเรื่องกล่าวหาการทุจริต จำนวน 10,382 เรื่อง วงเงินงบประมาณของโครงการภาครัฐจากคำกล่าวหา รวม 238,209 ล้านบาท จำแนกเป็น ประเภทคำกล่าวหาที่สำนักงาน ป.ป.ช. รับไว้ดำเนินการเอง (เฉพาะเรื่องที่ร้ายแรง หรือเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ตามที่บัญญัติใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 จำนวน 3,285 เรื่อง มียอดวงเงินงบประมาณ รวมทั้งสิ้น 236,240 ล้านบาท

พบว่าเป็นการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างมากที่สุด 207,060 ล้านบาท รองลงไปเป็นเรื่องการดำเนินการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ วงเงิน 23,840 ล้านบาทส่วนคำกล่าวหาที่สำนักงาน ป.ป.ช.ส่งให้หน่วยงานภายนอกดำเนินการ ตามมาตรา 61-64 พบว่ามีวงเงิน 1,967 ล้านบาท เป็นความผิดประเภทปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบวงเงิน 1,152 ล้านบาท และประเภทยักยอก/เบียดบังเงินหรือทรัพย์สินของราชการวงเงิน 428 ล้านบาท

สําหรับปีงบประมาณ 2563 วงเงินงบประมาณของโครงการจากคำกล่าวหา รวมประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ลดลงเนื่องจากคำกล่าวหาที่สำนักงาน ป.ป.ช.รับไว้จำนวน 8,691 เรื่อง ลดลงจากปีงบประมาณ 2562 ร้อยละ 16

ส่วนปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ที่ผ่านมา 2 เดือน (ข้อมูล ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563) สำนักงาน ป.ป.ช.มีเรื่องร้องเรียนที่อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น จำนวน 9,416 เรื่อง และไต่สวน จำนวน 3,320 เรื่อง เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าทั้งจำนวนเรื่องและวงเงินจะลดลงหรือเพิ่มขึ้นตลอดปีงบประมาณ 2564

สาเหตุการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากกฎหมายที่เปิดโอกาสให้สามารถใช้ดุลพินิจเอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นถึง 18.8% รองมาเป็นเรื่องของกระบวนการทางการเมืองที่ขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก 15.6% และความไม่เข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบ 14.7%

น่าคิดนะครับทั้งๆ ที่เรามีทั้งรัฐบาลที่ทำรัฐประหารเข้ามาเพื่อต้องการปราบโกงมาตั้ง 6 ปี และมีรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นเพื่อปราบโกงมาร่วม 3 ปีแล้ว

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์