รายงาน : ปะทะ ความคิด อนาล็อก กะ ‘ดิจิทัล’ จาก บิ๊กเมาน์เท่น

16.12.20 | 13:00 น.

นอกเหนือจากการปรากฏตัวของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อเดือนกรกฎาคมแล้ว กรณีเทศกาลดนตรี
“บิ๊ก เมาน์เท่น”
เขาใหญ่ ในเดือนธันวาคม

คือ จุดตัดอันละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง

ความจริง ภายหลังการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” ก็ตามมาด้วย “ม็อบมุ้งมิ้ง” ในพื้นที่เดียวกัน
ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

แล้วย้ายไปเป็น “สตรีทอาร์ต” ณ ถนนสีลม

จากนั้น ในเดือนกันยายน ตุลาคม ก็นำปรากฏการณ์ Mob Fest ให้บังเกิด 2 ครั้งต่อเนื่องกันระหว่างแยกคอกวัวกับแยกสตรีวิทยา

Advertisement

สังคมเริ่มสัมผัสได้ในมิติใหม่ของศิลปะและการชุมนุม

แต่พลันที่อำนาจรัฐไม่ว่าระดับกระทรวง ไม่ว่าระดับจังหวัด ยื่นมือเข้าไปควบคุมและบังคับในกรณีเทศกาลดนตรี “บิ๊ก เมาน์เท่น” เขาใหญ่

ก็เหมือนกับเป็นการจุดพลุ ขยายพื้นที่อย่างใหญ่หลวง

อํานาจรัฐอาจมองเห็นเพียงว่า สถานการณ์ “บิ๊ก เมาน์เท่น”เขาใหญ่ เสมอเป็นเพียงคอนเสิร์ตเหมือนๆ
กับคอนเสิร์ตอื่นๆ ที่เห็นกันอยู่เป็นประจำ

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ไม่ใช่

ไม่ว่าจะมองผ่านรากฐานของเทศกาลดนตรี “บิ๊ก เมาน์เท่น” ไม่ว่าจะมองผ่านนามของ “ป๋าเต็ด” ยุทธนา บุญอ้อม ซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าของไอเดีย

เพราะนี่คือพัฒนาการและความต่อเนื่องจาก Fat Radio

หากคนที่อยู่ในวัย 20 ตอนนี้มีความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งกับ Big Mountain คนที่อยู่ในวัย 30 ขึ้นล้วนมีประสบการณ์มากับ Fat Radio เป็นอย่างดี

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า Big Mountain จัดมาแล้ว 10 ครั้ง

นี่จึงมิได้เป็นเพียงสถานที่เพื่อการปล่อยแสงในทาง “ดนตรี” หากครอบคลุมไปถึงการปล่อยแสงในด้านอื่นของคนหนุ่ม คนสาว

นี่คือการปรากฏตัวของ “ชนชั้นวัยรุ่น” แห่ง “ชนเผ่าดิจิทัล”

ไม่ว่าเหตุผลจากทำเนียบรัฐบาลไม่ว่าเหตุผลจากกระทรวงสาธารณสุข ไม่ว่าเหตุผลจากจังหวัดนครราชสีมา
อ้างสอดรับอย่างเป็นเอกภาพ

เป็นเรื่องของ “ไวรัส” เป็นเรื่องของ “โควิด”

กระนั้น ในวันแรกคนวงนอกอาจยังไม่รู้เส้นสนกลใน แต่เมื่อล่วงเข้าวันที่ 2 ข่าวสารซึ่งแพร่กระจายออกมาในลักษณะอันเป็น “ไวรัล”

นี่มิได้เป็นไวรัส “โควิด” หากแต่เป็นไวรัส “การเมือง”

เพราะไม่เพียงแต่หลายวงดนตรีได้ประสานการเมืองเข้าไปในระหว่างการแสดง หากแม้กระทั่งคนดูจำนวนมากยังมี “การชู 3 นิ้ว” อย่างคึกคัก

เมื่อมีคำสั่งปิดจึงปรากฏเสียงชยันโตไปในแนวทางเดียวกันหมด

หากเริ่มต้นจากข้ออ้างไวรัสโควิด รัฐบาลอาจกุมความได้เปรียบ แต่หากมองทะลุไปยังสภาพความเป็นจริงก็จะเริ่มประจักษ์ชัดในไวรัสการเมือง

จึงประจักษ์ในความหวาดพรั่นของรัฐบาล

เหมือนกับทั้งหมดนี้เป็นการปะทะกันในเรื่องของ “ดนตรี” อันเป็นส่วนหนึ่งของ “วัฒนธรรม” ซึ่งเป็นภาพสะท้อนในทางความคิด

แต่ที่สุดแล้วคือการปะทะระหว่าง 2 ชนเผ่า

1 เป็นชนเผ่า “อนาล็อก” ที่ลืมความเป็นวัยรุ่นของตนจนหมดสิ้น 1 เป็นชนเผ่า “ดิจิทัล” ซึ่งเพิ่งสมาทานรสนิยมดนตรีในแบบใหม่ที่แนบแน่นกับชีวิตของพวกเขา

โอกาสที่การปะทะจะกลายเป็น “สงคราม” มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง