วันที่ 14 ธันวาคม 2020 (เวลาสหรัฐ) เมื่อคณะผู้เลือกตั้งได้ประกาศชื่อประธานาธิบดีสหรัฐสมัยหน้าอย่างเป็นทางการ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้ปฏิเสธการชี้ขาดโดยพลัน
เป็นพฤติการณ์เกะกะระราน ฝ่าฝืนความเป็นจริง อันย้อนแย้งกับระบอบประชาธิปไตย
ปฏิบัติการของทรัมป์ อันใช้กลไกทางกฎหมายและการเมือง เพื่อทำให้บัตรลงคะแนนนับร้อยล้านบัตรกลายเป็นโมฆะนั้น ไม่ชอบด้วยเหตุผล
1 ความจริงศาลสูงสหพันธรัฐได้ยกฟ้องข้อกล่าวหา “ทุจริต” ไปแล้ว เพราะปราศจากหลักฐานการนำสืบ ก็ต้องถือว่าคดีถึงที่สุด
1 การประกาศผลของคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral college) อย่างเป็นทางการว่า โจ ไบเดน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี และคามาลา แฮร์ริส เป็นรองประธานาธิบดี นั้นย่อมเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า การที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะพลิกฟื้นสถานการณ์นั้น ได้เข้าสู่ทางตันแล้ว
ข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งของทรัมป์
เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยสหรัฐที่ร้ายแรงยิ่ง
แม้หลังการเลือกตั้ง ยังไม่มีเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรง แต่มิได้หมายความว่า ปฏิบัติการด้านประชานิยมของทรัมป์ มิได้ทำให้สังคมแตกแยกมากขึ้น เพราะว่า
บัดนี้ Cold Civil War ได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว
ฉะนั้น การเมืองระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐจะย้อนกลับไปเหมือนกับก่อนสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ คงเป็นไปมิได้ เพราะเวลาเปลี่ยนไปสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2020 คือวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020 เวลาผ่านไป 1 เดือนเศษ ผลจากการนับคะแนน ไม่ว่าจากประชาชน (Popular Vote) ไม่ว่าจากคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) โจ ไบเดน ได้คะแนนชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างชัดเจนและทิ้งห่างกันมาก
แม้กระนั้น โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยังระรานมาอย่างต่อเนื่อง มิได้ว่างเว้น โดยกล่าวหาว่า “เป็นการเลือกตั้งที่มีการทุจริตรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน” และยืนยันว่าตนคือ “ผู้ชนะ”
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะของทรัมป์ได้ร่วมกัน “แต่งนิทาน” กล่าวหาว่า Swing State หลายรัฐมีการทุจริตการเลือกตั้งอย่างร้ายแรง และฟ้องคดีเพื่อให้การนับบัตรเป็นโมฆะ
กรณีเป็นการขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย
นิพนธ์ของทรัมป์อันเกี่ยวกับการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อล้างสมองนั้น
แม้ทำการตลาดได้ผลระดับหนึ่ง
แต่ปฏิบัติการประชานิยมเพียงเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง หาเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้ไม่
การฟ้องคดีในกระบวนการยุติธรรม อาศัยหลักฐานมานำสืบเท่านั้น หากมิฉะนั้นก็คือการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ศาลมิอาจประทับรับฟ้องได้
ต้องยอมรับว่า ระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐนั้น ค่อนข้างซับซ้อน หากวิเคราะห์ตามจริงมิใช่ One Man One Vote ที่เลือกโดยตรง เพราะเป็นการเลือกจากคณะผู้เลือกตั้งของแต่ละรัฐ ทั้งนี้อาศัยการนับบัตรของรัฐนั้นๆ ลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี
ดังนั้น คณะของทรัมป์จึงถูกกล่าวหาว่า อาศัยช่องว่างที่พรรครีพับลิกันควบคุมรัฐใด ก็ทำการกดดันพวกเขาให้เมินต่อการนับบัตร แล้วเสนอชื่อคณะผู้เลือกตั้งใหม่ที่ยอมสนับสนุนทรัมป์ ทว่า ไม่มีองค์ประชุมรัฐหรือผู้ว่าการรัฐของพรรครีพับลิกันยินยอมเหยียบย่ำประชาธิปไตย
และไม่ว่าทรัมป์จะอาศัยหัวข้อประชาธิปไตย พลิกพลิ้วชิวหา บิดเบือนผลการเลือกตั้งก็ตาม
ในที่สุด โดนัลด์ ทรัมป์ ก็พ่ายแพ้หมดรูป
จากการลงคะแนนของคณะผู้เลือกตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ยืนยันว่า โจ ไบเดน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า การที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะครองตำแหน่งอีก 1 สมัย “game over” หากเป็นการบ่งบอกว่า
ประชาธิปไตยชนะแล้ว
จึงไม่แปลกที่หลังจากคณะผู้เลือกตั้งประกาศรับรองผล ตรงกับเวลาประเทศไทย วันที่ 15 ธันวาคม เวลา 08.00 น. ว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้กล่าวสุนทรพจน์โดยเน้นว่า
American Democracy Worked
หลายเดือนที่ผ่านมา การที่ทรัมป์ได้ให้ร้ายป้ายสีไบเดน นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นว่า น่าจะเป็นการธำรงรักษาไว้ซึ่งฐานเสียงของตน ซึ่งเป็นการปูทางไว้ 4 ปีข้างหน้า
อีกประการหนึ่งก็เพื่อทดสอบความจริงใจของคนรีพับลิกัน ผลปรากฏว่ามีทั้งผู้สนับสนุนเรื่องข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริตเลือกตั้ง แต่ก็มีคนอีกส่วนหนึ่งไม่เห็นพ้อง เช่น ไม้เบื่อไม้เมาอย่าง “มิตต์ รอมนีย์” เป็นต้น ล้วนไม่ยอมเล่นด้วย
ที่จะไม่กล่าวถึงมิได้ก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครีพับลิกัน มีพฤติการณ์เหยียบเรือสองแคม รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง สันดานนักการเมืองคือวันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้พูดอย่าง
อย่างไรก็ตามโดนัลด์ ทรัมป์ คงต้องดำรงสถานะในพรรครีพับลิกันไว้ เพื่อจะได้ชี้นิ้วในพรรคต่อไป เพื่อรอการสมัครในสมัย 2024
หากพิเคราะห์ผ่านการสังเคราะห์แล้วเห็นว่า คนในพรรครีพับลิกันที่ไม่ชอบทรัมป์ เสมือนขมิ้นกับปูนนั้นความรู้สึกเพียง 1 วันก็ยังนานไป ไม่ต้องคำนึงถึง 4 ปี
ต้องยอมรับความจริงว่า 4 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมของทรัมป์เป็นการทำลายประชาธิปไตยสหรัฐมิใช่น้อย โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ ทรัมป์ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศมากทีเดียว เป็นต้นว่า “วาทกรรมประดิษฐ์” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การพูดจาหุนหันพลันแล่น เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่เขา ทั้งนี้โดยคำนึงผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ประเทศ
หลังจากที่ศาลสูงสหรัฐไม่รับคำฟ้องของทรัมป์อันเกี่ยวกับการกล่าวหาเลือกตั้งทุจริต ปรากฏวันที่ 12 ธันวาคม ได้มีผู้สนับสนุนทรัมป์
ลงถนนเดินขบวนประท้วง คัดค้าน “ถูกปล้นชัยชนะจากการเลือกตั้ง” ฝ่ายขวาจัดและซ้ายจัดได้เกิดการปะทะกัน มีผู้ประท้วงได้รับบาดเจ็บจากการถูกแทงและถูกยิง ฝ่ายขวาถึงกับได้ทำบัญชีรายชื่อผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า “เปลี่ยนแปลงบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งมิได้มีหลักฐานให้พิสูจน์
หรือนำสืบได้ว่าเป็นจริง เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง
ฉะนั้น ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของโจ ไบเดน เดือนมกราคม
ยังยากแก่การคาดเดาว่า อะไรจะเกิดขึ้น
ในสหรัฐ นอกจากกลุ่มชนขวาจัดส่วนน้อย สังคมกระแสหลักแห่งคนผิวขาวมักมองคนผิวดำคือศัตรู และก็เกิดการปะทะกันบ่อยมาก โดยเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับลัทธิชาตินิยม แม้ว่าขณะนี้ยังเงียบอยู่ แต่มิได้หมายความว่า พวกเขาไม่เชื่อคำเท็จของโดนัลด์ ทรัมป์
จากผลการสำรวจประชามติ ปรากฏว่า มีผู้สนับสนุนรีพับลิกันเกินกว่ากึ่งหนึ่งเชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ และมีผู้ใช้สิทธิร้อยละ 85 เห็นว่าไบเดนมิใช่ผู้ที่ได้รับเลือกที่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อต้นปี 2019 นักข่าวคดีวอเตอร์เกตนาม Carl Bernstein ได้เขียนบทความพรรณนาว่า สังคมและการเมืองอเมริกันแตกแยก และได้ตกอยู่ในสถานการณ์ Cold Civil War
ภารกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ วันนี้ เสมือนการจุดไฟเผาเมือง การกล่าวหาว่าเลือกตั้งทุจริตนั้น นำมาซึ่งจุดสูงสุดของสงครามรอบนี้
โดนัลด์ ทรัมป์ ต่างกับแอล กอร์ พรรคเดโมแครตสมัยนั้น คือออกมายอมรับความพ่ายแพ้ เป็นเรื่องที่ประจักษ์ต่อสายตาของผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเลือกครั้งต่อไป เหตุการณ์ขี้แพ้ชวนตีก็จะเกิดขึ้นอีก อันอาจเป็นเหตุให้การเมืองระบอบประชาธิปไตยต้องพังทลาย
ระบอบทุนนิยมสหรัฐ บวกกับผู้ลากมากดีสหรัฐ คือต้นเหตุแห่งการโงหัวขึ้นของระบอบประชานิยม ปฏิบัติการประชานิยมของทรัมป์อันตรายสุดยิ่ง
การไม่มีโดนัลด์ ทรัมป์ มิได้หมายความว่า ประชานิยมจะหมดไป เพราะมีนักการเมืองรีพับลิกันส่วนหนึ่งกำลังเลียนแบบทรัมป์ จึงเชื่อว่า ระบอบประชานิยมคงเจริญรุ่งเรืองต่อไป
มีหรือไม่มีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็เหมือนกัน
ฉะนั้น สังคม การเมืองสหรัฐยังคงมากด้วยปัญหา
คือปัญหาแห่งความแตกแยกที่ดำรงอยู่ และคงดำเนินต่อไป
การที่จะให้บรรยากาศในสหรัฐทั่วไป โดยเฉพาะการเมืองและสังคมกลับมาเหมือนก่อนสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ คงไม่มีวัน เพราะการที่จะทำอดีตให้เป็นปัจจุบัน ไม่อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้
เช่นเดียวกับสายน้ำ
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

