10 เด่น 10 ด้อย ถดถอย ก้าวหน้า สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย 63

18.12.20 | 13:00 น.

เปิดโพยอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สำหรับ “รายงานสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี พ.ศ.2563 10 เด่น (ก้าวหน้า) 10 ด้อย (ถดถอย)” โดยสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) และสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) มุ่งหวังสะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พ.ศ.2563 เพื่อให้มีการทบทวนและติดตามสถานการณ์ นำไปสู่การเผยแพร่ต่อสาธารณะ พัฒนา และแก้ไขปัญหา อย่างเป็นรูปธรรม

รายงานที่ว่านี้ จัดทำขึ้นภายใต้กรอบแนวคิด สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กติการะหว่างประเทศ และอนุสัญญาทั้ง 9 ฉบับ ของสหประชาชาติ

ว่าแล้ว ไปเปิดรายงานกันทีละหน้า สรุปใจความ ส่องความก้าวหน้า ล้าหลังของสังคมไทยในด้านสิทธิมนุษยชนไปพร้อมๆ กัน

10 ประเด็นก้าวหน้า

1.ประชาชน 100,732 รายชื่อ เข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

Advertisement

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ รณรงค์ให้ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้เวลาเพียง 40 วัน เสนอต่อประธานสภา เมื่อ 22 กันยายนที่ผ่านมา สาระสำคัญประกอบด้วยการ ยกเลิก 5 ประเด็น และแก้ไข 5 ประเด็น กล่าวคือ

1) ยกเลิกช่องทางนายกฯคนนอก ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ในมาตรา 272 ที่เขียนว่า เงื่อนไขคือให้ใช้ ส.ส.และ ส.ว.เกิน 500 คน

2) ยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ คสช.ตั้งขึ้นเอง เขียนอนาคตของประเทศให้คนไทย ซึ่งพูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เพราะไม่ได้มีส่วนร่วม

3) ยกเลิกแผนการปฏิรูปประเทศที่ร่างขึ้นโดยคณะกรรมการหลายชุดที่ คสช.ตั้งขึ้น อนุมัติโดยคณะของ คสช. ประกาศใช้โดย ครม.ที่ พล.อ.ประยุทธ์นั่งเป็นประธาน จึงขอเรียกว่า “แผนปฏิรูปของ คสช.”

4) ยกเลิกที่เสนอว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีผู้บริหารที่ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้ ซึ่งเขียนถอยหลังกว่าที่เป็นอยู่

5) ยกเลิกมาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญ ที่เขียนไว้ว่า ประกาศคำสั่งของ คสช.ที่ได้ประกาศก่อนหน้าและใช้ต่อไปในอนาคตนั้น ไม่มีความผิด เอาโทษคนเหล่านี้ไม่ได้ กล่าวคือ เป็นการเขียนนิรโทษกรรมให้กับตนเอง

และเสนอ 5 แก้ไข ได้แก่

1) แก้ไขบัญชีรายชื่อนายกฯที่พรรคการเมืองเสนอ เป็นช่องทางให้กลับมาซํ้าตำแหน่งได้ ให้เขียนชัดว่า นายกฯต้องมาจาก ส.ส.

2) แก้ไขที่มาของกรรมการชุดพิเศษ ที่มาโดยการคัดเลือกจากกลุ่มเล็กๆ ให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 40 เช่น ส.ว. 250

3) แก้ไของค์กรอิสระ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเพื่อความเป็นกลาง

4) ปลดล็อกวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เขียนไว้แก้ยากมากสุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย มาตรา 256 ที่ระบุว่าให้ใช้เสียงครึ่งหนึ่งสภา โดยไม่จำเป็นต้องมี ส.ว. หรือผ่านการทำประชามติ

5) เพิ่มการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มาจาก ส.ส.ร. โดยรื้อทั้งหมด จัดทำร่างใหม่ ให้คนมีส่วนร่วม เพื่อสร้างการเมืองและสังคมแบบใหม่

สุดท้ายแม้ร่างฉบับนี้จะถูก “ตีตก” แต่การถือกำเนิดของแคมเปญ และปรากฏการณ์การมีส่วนร่วมอย่างมหาศาล บ่งชี้ความก้าวหน้าสำคัญของสังคมไทย

2.“กลุ่มนักเรียนเลว” เสนอการปฏิรูปการศึกษา

ปังปุริเย่มากแม่ จนถูกบรรจุไว้ใน 1 ความโดดเด่นด้านสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยในปีนี้ สำหรับการเคลื่อนไหวของ กลุ่มที่เรียกว่านักเรียนเลว ที่ลุกขึ้นมาสื่อสาร
ผ่านทวิตเตอร์ แล้วแสดงตนนอกโลกออนไลน์สู่ชีวิตจริง ยื่นข้อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 3 ข้อ ได้แก่ 1.หยุดคุกคามนักเรียน 2.ยกเลิกกฎระเบียบล้าหลัง โดยเฉพาะที่มีเนื้อหากดขี่ ละเมิดสิทธิ ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ 3.ปฏิรูปการศึกษา เพื่อขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำ หลักสูตรไม่มีคุณภาพ ปัญหาภาระงานของครูและพฤติกรรมไม่เหมาะสม เป็นต้น โดยระบุว่า ถ้าเจ้ากระทรวงทำไม่ได้ เรียนเชิญให้ลาออก ต่อมากระทรวงศึกษาธิการ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องดังกล่าว 24 คน นำโดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ รวมถึงคณะทำงานด้านต่างๆ อีก 4 คณะ

ทว่า ผลสรุปจะเป็นอย่างไร การศึกษาจะได้ปฏิรูปหรือไม่ ไดโนเสาร์ในความหมายของกลุ่มคนที่ไม่ยอมรับฟังเพื่อเปลี่ยนแปลง จะสูญพันธุ์ด้วยอุกกาบาต หรือยังคงดำรงชีพอยู่ในสังคมไทยเช่นเดิม เป็นเรื่องต้องจับตา

3.ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 2 ฉบับ ให้ลงโทษผู้ไม่มารายงานตัวขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เหตุเกิดเมื่อ 2 ธันวาคม หมาดๆ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณากรณีศาลแขวงดุสิต ส่งคำโต้แย้งของจำเลยคือ นายวรเจตน์ภาคีรัตน์ เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 212 ว่า ประกาศ คสช.ฉบับที่ 29-2557 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวตามคำสั่งของ คสช. และประกาศ คสช.ฉบับที่ 41/2557 เรื่องกำหนดให้การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม เป็นความผิด หรือขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลวินิจฉัยแล้วว่า เฉพาะในส่วนโทษทางอาญา มีมติเอกฉันท์ว่า ขัด หรือแย้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 26

จากคำวินิจฉัยนี้ ทำให้ประกาศทั้ง 2 ฉบับไม่มีสภาพบังคับตามกฎหมายอีกต่อไป

เรียกเสียงเฮ ไปอีก 1 ประเด็นในปีนี้

4.การตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยศาล : ศาลยกคำร้องการฝากขัง และให้ออกหมายเรียกก่อนออกหมายจับ

ประเด็นนี้ มีตัวอย่างสำคัญกรณี ศาลยกคำร้องฝากขัง รุ้ง ปนัสยา แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และให้เพิกถอนหมายจับออกจากฐานข้อมูล ในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยพิจารณาว่าไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น นอกจากนี้ กรณีตำรวจขอให้ศาลออกหมายข้อหาตาม ม.112 โดยไม่มีหมายเรียกก่อนนั้น ศาลจะไม่อนุมัติหมายจับ ซึ่งแสดงว่าผู้จัดทำรายงานชุดนี้ มองว่าสะท้อนบทบาทศาลในการทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนที่ดีขึ้น

5.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายต่อสภาผู้แทนราษฎร

ย้อนไปเมื่อเดือนกรกฎาคม คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมกันพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวจนแล้วเสร็จ นำไปสู่การเข้าชื่อของ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ก้าวไกล ประชาชาติ ภูมิใจไทย เสรีรวมไทย และชาติไทยพัฒนา เสนอร่างกฎหมายที่ว่านี้ โดยประธานสภาได้บรรจุร่าง รวม 3 ฉบับ เป็นระเบียบวาระที่ 6 ในขณะเดียวกัน ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ… เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 และจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเพื่อส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

6.ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 301 เรื่องการทำแท้ง ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

ถกเถียงกันมานาน สำหรับประเด็นการทำแท้ง ซึ่งตามกฎหมายอาญามาตรา 301 บัญญัติว่า “หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิด 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ยังมีผลบังคับอยู่ตามเวลาที่กำหนด และขณะนี้รัฐบาลกำลังเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 301 เพื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป

7.ความพยายามผลักดันร่างกฎหมายส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

เป็นอีกประเด็นเด่น เนื่องด้วยภาคส่วนต่างๆ มีความพยายามผลักดันกฎหมายด้านนี้อย่างจริงจัง ดังเช่นคณะกรรมการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศฯ ซึ่งกำลังพิจารณากฎหมายและจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น

8.ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาการขึ้นทะเบียนพรุแม่ลำพึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับชาติ เป็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญ

9.สิทธิประชาชนในการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)

10.การจัดตั้ง “สภาองค์กรผู้บริโภค ประเทศไทย” เพื่อเป็นตัวแทนของผู้บริโภค คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2563

10 ประเด็นถดถอย

1.รัฐสภาไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเข้าชื่อ (สิทธิประชาชนเสนอกฎหมาย)

สืบเนื่องประเด็นเด่น คือ การเข้าชื่อของประชาชนกว่าแสนคน ต่อร่างรัฐธรรมนูญซึ่งไอลอว์รวบรวมเสนอ กลับกลายมาติดอันดับ 1 ในประเด็นถดถอย เพราะรัฐสภาไม่รับร่างครั้งมีการพิจารณาเมื่อวันที่ 17-18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แม้ไม่ใช่ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” เพราะหลายฝ่ายทำใจไว้ล่วงหน้า แต่ก็ต้องถูกจัดไว้ในลำดับต้นๆของความถดถอยโดยแท้ของสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยในปีนี้

2.การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร

ประเด็นนี้ มาจากกรณีการชุมนุมของกลุ่มราษฎร ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่สุดท้ายมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ทั้งที่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติปราศจากอาวุธ การประกาศสถานการณ์ดังกล่าว จึงถูกมองว่า ไม่เป็นไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ยังไม่นับความไม่เป็นไปในหลักการตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

3.การลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น และการชุมนุม ตลอดปี 2563

ปฏิเสธอย่างไร ก็ยากมาก ว่าที่ตลอดปี 2563 มีทั้งการคุกคาม การสลายการชุมนุม ไปจนถึงการฟ้องร้องดำเนินคดี โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้ มีอย่างน้อย 173 ราย ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและกล่าวหา โดยมีนักเรียนอย่างน้อย 5 ราย ไม่เพียงเท่านั้น ช่วงปลายปี ยังมีการนำมาตรา 112 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี กลับมาบังคับใช้อีกครั้งหลังงดใช้บังคับมาก่อนหน้านี้

4.กรณีอุ้มหาย วันเฉลิม และความรับผิดชอบของรัฐไทยในการสืบสวนสอบสวน ปราบปรามการทรมานและอุ้มหาย

ไม่ต้องอธิบายให้มากความเพราะเป็นประเด็นดังที่อยู่ในสปอตไลต์ โดยครบรอบการหายตัวไป 6 เดือนเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สำหรับ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมที่โดนอุ้มกลางวันแสกๆ ในกรุงพนมเปญ กัมพูชา ความคืบหน้ายังไม่มีสำหรับฟากฝั่งรัฐไทย ในขณะที่มีการเรียกบุคคลไปให้การแล้วที่กัมพูชา โดย สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เดินทางไปยังกรุงพนมเปญ ด้วยความหวังให้เกิดความกระจ่างอย่างเร็ววัน

5.กระบวนการยุติธรรม คดีบอส อยู่วิทยา

เป็นที่วิพากษ์อย่างอื้ออึงมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 เมื่ออัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง จากการเป็นผู้ต้องหาขับรถชนดาบตำรวจจนเสียชีวิต กระทั่งมีการเปิดเผยถึงการพบพยานหลักฐานเพิ่มเติม รวมถึงพบข้อบกพร่องในสำนวนที่ตำรวจส่งอัยการ ต่อมา จึงมีการรื้อคดีขึ้นใหม่ สุดท้าย ศาลาอาญากรุงเทพใต้ อนุมัติหมายจับ 3 ข้อหา ทางการไทยแจ้งตำรวจสากลออกหมายแดง แต่ปัจจุบันยังไม่คืบหน้า

6.ความรุนแรงต่อเด็กในโรงเรียน ทั้งการทำร้ายร่างกาย และการล่วงละเมิดทางเพศ

ปี 2563 มีข่าวดังเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายเด็กในโรงเรียนเอกชนที่ดูจะยืดเยื้อเอาการ ไหนจะกรณีกลุ่มครูและศิษย์เก่ารุมขืนใจนักเรียนหญิง เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในไทยซึ่งเป็นประเทศที่ลงนามเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ตั้งแต่ 12 กุมภาพันธ์ 2535

7.การยกเลิกการจัดการที่ดินรูปแบบโฉนดชุมชน

8.การสรรหาและเลือกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชุดใหม่ นาน 3 ปี ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่มีประสิทธิภาพ

9.ปฏิบัติการด้านข่าวสารของรัฐและเอกชน (IO) ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

10.มาตรการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ที่ผู้เดือดร้อนที่แท้จริงจำนวนมากเข้าไม่ถึงสิทธิการเยียวยา

ทั้งหมดนี้คือ 10 เด่น 10 ด้อยในสถานการณ์สิทธิมนุษยชนปีนี้ที่มีประเด็นขีดเส้นใต้ด้วยปากกาไฮไลต์ไว้ให้สังคมไทยร่วมจับตา

ทีมข่าวเฉพาะกิจ