การประชุมกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัธรรมนูญ มาตรา 256 เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ที่รัฐสภา เกิดล่มลง หลังจากเริ่มต้นไปได้ชั่วโมง กรรมาธิการจากฝ่ายค้านระบุว่า มีการแสดงความเห็นถึงรัฐธรรมนูญ 60 มาจากการสืบทอดอำนาจของ คสช.และ ส.ว.ที่มาจากรัฐธรรมนูญ ทำให้ ส.ว.ที่อยู่ในที่ประชุมไม่พอใจ กล่าวโจมตี ส.ส.ว่ามาจากการโกงเลือกตั้ง ทำให้บรรยากาศในที่ประชุมคุกรุ่น จนประธานในที่ประชุมซึ่งเป็น ส.ว.ขึ้นเสียงกับสมาชิกที่เป็น ส.ส.และปิดการประชุมในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวเรื่องเดียวกันนี้ว่า ได้รับรายงานว่ามีอีกฝ่ายไปก้าวล่วงมากมายในที่ประชุม เหตุการณ์จะไม่ดี ไม่เหมาะสมในที่ประชุม จึงต้องให้หยุดไปก่อน ฉะนั้นต้องพูดให้อยู่ในกรอบ อะไรควรทำก่อนหรืออะไรที่ไม่ควรทำต้องรู้ ขอให้นึกถึงหัวอกคนไทยทั้งประเทศบ้าง
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้นายกฯว่า ตนที่อยู่ในห้องประชุมรับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตัวเอง ขอยืนยันเลยว่าที่การประชุมล่มเป็นเพราะกรรมาธิการที่เป็น ส.ว.บางท่านทนฟังกรรมาธิการท่านอื่นอภิปรายวิจารณ์สถานะของตัวเองตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ และรองประธานจากฝั่ง ส.ว.ที่นั่งทำหน้าที่ประธานอยู่ขณะนั้นก็สั่งปิดประชุมไปโดยไม่ยอมให้ผู้อภิปรายได้ชี้แจง ไม่ใช่การก้าวล่วงอะไรอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์อ้างออกมาเลย
การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการอยู่ เป็นวิธีหนึ่งในการลดเงื่อนไขวิกฤตการเมือง แต่มีการขัดขวางจากผู้เสียอำนาจในหลายรูปแบบ อย่างเป็นกระบวนการและต่อเนื่อง รวมถึงบิดเบือนการประชุมแก้ไข ดังที่มีการระบุถึงการก้าวล่วง และฝ่ายค้านตอบโต้ว่าไม่ได้เกิดการก้าวล่วง และวิจารณ์นายกฯ ที่คำซึ่งมีนัยยะเป็นเรื่องสถาบัน ในเรื่องนี้ เพื่อป้องกันการบิดเบือนและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง รัฐสภาควรทำให้เกิดความโปร่งใส อาทิ การถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการทางทีวี หรือโซเชียลมีเดีย ซึ่งค่าใช้จ่ายไม่มาก เพื่อให้สังคมตรวจสอบไปพร้อมกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและส่วนรวม แล้วจะมีเหตุอะไรที่จะไม่ให้ประชาชนได้รับรู้เรื่องที่อ้างว่ากำลังทำเพื่อประชาชน

