หมายเหตุ – นักวิชาการชี้บทบาทหน้าที่สำคัญของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ถือเป็นหน้าที่ของประชาชนที่มีสิทธิ อย่านอนหลับทับสิทธิ ต้องออกไปเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 20 ธ.ค.นี้
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

อบจ.เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) รูปแบบหนึ่งที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็น อปท.ขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด มีงบประมาณระดับ 100 ล้านบาทขึ้นไปถึงหลายพันล้านบาท มีอำนาจหน้าที่มากพอสมควรเพื่อดูแลประชาชนในภาพรวมของจังหวัด ขณะที่การปกครองท้องถิ่นเป็นรากฐานสำคัญของกระบวนการการพัฒนาประชาธิปไตย ถ้าประชาชนตื่นตัวไปใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวนมากหรือประชาชนตื่นรู้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ก็จะเป็นรากฐานที่สำคัญในการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในระดับประเทศ นอกจากนั้นการเลือกตั้ง อบจ.เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงในการบริหารการเมืองท้องถิ่น
สำหรับปัญหาในการกำหนดวันเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้กกต.ไม่มีการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า หรือการเลือกตั้งนอกเขตเหมือนการเลือกตั้ง ส.ส. ถือเป็นข้อจำกัดในการสร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งอาจจะเกิดจากการบริหารหรือการวางแผนการเลือกตั้งของ กกต.ที่ผิดพลาด โดยกำหนดวันเลือกตั้งหลังวันหยุดยาว 4 วันเมื่อสัปดาห์ก่อน และเลือกตั้งก่อนวันหยุดยาวช่วงปีใหม่ เนื่องจากไม่ได้ประเมินวันเลือกตั้งที่เหมาะสม ทำให้กระทบกับประชาชนบางส่วนที่วางแผนจะกลับบ้านไปลงคะแนน อาจตัดสินใจไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ โดยไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้าหรือนอกเขต
แต่ประเมินว่าอาจจะเป็นผลดีกับผู้สมัครที่มีฐานคะแนนเดิมของกลุ่มการเมืองเก่า เพราะเด็กและเยาวชนที่ไปศึกษาในต่างจังหวัดอาจจะไม่กลับบ้านไปใช้สิทธิ เช่นเดียวกับประชาชนที่ทำงานในเมืองใหญ่อาจจะรอกลับบ้านในช่วงปีใหม่ ก็ทำให้ความได้เปรียบตกไปอยู่กับกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ที่มีฐานคะแนนเดิม ผ่านเครือข่ายดั้งเดิมของกำนัน ผู้ใหญ่ ผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นในระดับ อบต.และเทศบาล
ที่ผ่านมีการสำรวจของโพลหลายสำนักระบุว่า จะมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเกิน 70% ถือว่าเป็นความท้าทาย เพราะอาจมีคนรุ่นใหม่หรือคนชั้นกลางจะตัดสินใจไปใช้สิทธิเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ส่วนระยะเวลาหาเสียงของผู้สมัครนายก อบจ.ที่มีไม่มาก เท่าที่ติดตามพบว่ามีนโยบายและวิสัยทัศน์ที่น่าพอใจ หลังจากผู้สมัครนายก อบจ.จำนวนมากทุกกลุ่มการเมืองเสนอนโยบายสาธารณะผ่านประชาชนที่เห็นภาพชัดเจน แต่มีอุปสรรคจากการสื่อสารผ่านการปราศรัยมักไม่พูดหรืออธิบายถึงนโยบายที่เขียนไว้ในแผ่นพับ ทั้งที่ปัจจุบันมีช่องทางสื่อสารที่หลากหลาย
ต้องยอมรับว่าการทำหน้าที่ของนายก อบจ.ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะห่างเหินจากประชาชน เนื่องจากต้องทำงานทั้งจังหวัดในภาพรวม จึงเป็นปัญหาที่จะเข้าไปใกล้ชิดประชาชน แต่ในโลกปัจจุบันนายก อบจ.สามารถใช้โซเชียลมีเดียสร้างช่องทางการสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการสื่อสารข้อมูลที่รวดเร็ว ทำให้ก่อนการเลือกตั้งประชาชนได้ตั้งข้อสังเกตกรณีที่ กกต.กำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของนายก อบจ.ในจังหวัดขนาดใหญ่บางจังหวัดให้หาเสียงได้ไม่เกิน 19 ล้านบาท แต่เมื่อประเมินค่าตอบแทนเดือนละ 7 หมื่นกว่าบาทแล้ว หากทำงานครบ 4 ปี ก็ยังไม่คุ้มค่า เพราะรายได้กับรายจ่ายจากการหาเสียงไม่สมดุล
ขณะที่ค่าตอบแทนรายเดือนของนายก อบจ.ที่หาเสียงได้ไม่เกิน 19 ล้าน หรือใช้จ่ายในการหาเสียงไม่เกิน 1.2 ล้านบาท จะได้รับค่าตอบแทนเท่ากัน ขณะที่ตัวเลขการใช้งบหาเสียงที่ไม่เป็นทางการในทางลับอาจจะสูงกว่าวงเงินที่ กกต.กำหนด บางพื้นที่อาจทะลุ 70-100 ล้านบาท แสดงว่ามีการลงทุนมหาศาลเพื่อจะไปรับค่าตอบแทนเพียง 7 หมื่นบาท ทำให้ประชาชนเห็นตัวเลขส่วนต่างของการลงทุนค่อนข้างมาก ซึ่งอาจจะมีวาระซ่อนเร้นกับการลงทุนทางการเมืองเพื่อนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าธุรกิจการเมืองตามมาหรือไม่ ดังนั้น สังคมควรติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด
ที่ผ่านมามีความพยายามจะแบ่งแยกการทำหน้าที่นายก อบจ.ในฐานะผู้บริหารกับการทำหน้าที่สมาชิกสภา อบจ.ในฐานะฝ่ายตรวจสอบถ่วงดุล ทำให้การเลือกตั้งถูกออกแบบให้มีการเลือกตั้งนายก อบจ.ได้โดยตรงแทนการเลือกสมาชิก อบจ.แบบเก่าแล้วไปโหวตเลือกนายก อบจ.ในภายหลัง ทั้งหมดนี้เป็นเพียงหลักการเพื่อแยกฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภา แต่ในข้อเท็จจริงนายก อบจ.จะต้องใช้กลไกความใกล้ชิดผ่านสมาชิก อบจ.แต่ละเขตเพื่อหวังผลในการลงคะแนนเลือกตั้ง ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลไม่มีความเข้มข้น ทำให้นายก อบจ.และสมาชิก อบจ.ต้องสังกัดทีมเดียวกันเพื่อรณรงค์หาเสียง
ดังนั้น หากต้องการกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็ง รัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องต้องส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อติดตามตรวจสอบเพิ่มเติม ไม่ใช่มอบความไว้วางใจผ่านประชาธิปไตยตัวแทน แต่ควรตั้งสภาประชาชนอีกชั้นเพื่อตรวจสอบผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น หากใช้อำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้อง สภาประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบได้ ซึ่งอาจจะแก้ไขปัญหา จากข้อจำกัดของโครงสร้างเดิมในการเลือกตั้งนายก อบจ.โดยตรง
หลังเลือกตั้งนายก อบจ.เชื่อว่าประชาชนมีความคาดหวังค่อนข้างสูง แต่ปัญหาภายใต้การบริหารราชการแบบรัฐรวมศูนย์ นายก อบจ.ยังถูกกำกับอย่างเข้มงวดโดยกลไกของระบบราชการบริหารส่วนภูมิภาคผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ดังนั้น ต้องติดตามว่าหากมีนายก อบจ.หน้าใหม่จากคณะการเมืองได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งก็จะมีความท้าทายจากการใช้นโยบายใหม่ที่ประกาศไว้ โดยมีหลักการบริหารแนวใหม่เพื่อเกิดความเปลี่ยนแปลง มากกว่าการทำงานภายใต้กฎหรือระเบียบเหมือนการทำหน้าที่ของนายก อบจ.ในกลุ่มการเมืองเดิม ที่ยังยึดหลักการประนีประนอม เพื่อให้ภารกิจทุกอย่างเดินหน้าไปได้ ไม่มีความ
ขัดแย้งหรือโดน ป.ป.ช.และ สตง.ตรวจสอบ
พินสุดา วงศ์อนันต์
อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองและ
การปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทั่วประเทศ ประชาชนมีความสนใจและตื่นตัวสูง เพราะไม่มีเลือกตั้งมากว่า 8 ปีแล้ว ซึ่งเลือกตั้ง อบจ.ถือว่ามีความสำคัญเพราะอยู่ใกล้ตัวและดูแลประชาชนโดยตรง ซึ่งการเลือกนายก อบจ. 1 คน แต่ดูแลทั้งจังหวัด ต่างจาก ส.ส.ที่แบ่งเขตเลือกตั้งโดยเฉพาะเชียงใหม่ มี ส.ส. 9 เขต แต่มีนายก อบจ.ได้คนเดียว ทำให้ประชาชนบางส่วนมองข้ามความสำคัญของนายก อบจ.ไป ทั้งที่ไปพบได้ง่ายกว่า ส.ส.เพราะอยู่ในพื้นที่ตลอด แต่ ส.ส.ไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลการประสานงานและดูแลประชาชนทำได้ยากกว่า
นอกจากนี้ อบจ.สามารถบริหารจัดการงบประมาณพัฒนาท้องถิ่นได้โดยตรง เมื่อปี 2562 อบจ.เชียงใหม่ ตั้งงบรายจ่าย 1,700 ล้านบาท ปี 2563 ตั้งงบรายจ่ายเพิ่มเป็น 2,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบรายจ่ายประจำ 40% งบพัฒนา 50% ที่เหลือเป็นงบสะสม และมี ส.อบจ. 42 เขต ทำหน้าที่ประสานงาน เสนอและแก้ปัญหา เพื่อตอบสนองความต้องการประชาชนในพื้นที่ ขณะที่การเลือกตั้ง อบจ.ปี 2555 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 60% เนื่องจากไม่มีเลือกตั้งนอกเขตหรือใช้สิทธิล่วงหน้า แต่เลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 มีผู้ใช้สิทธิถึง 80% สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนคาดหวังการเมืองระดับชาติ ช่วยแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต มากกว่าการเมืองระดับท้องถิ่น ซึ่งมีข้อจำกัดด้านบทบาทหน้าที่ อำนาจ โครงสร้าง งบประมาณ ทรัพยากรในพื้นที่ ทำให้การบริการสาธารณะอยู่ในวงจำกัดเท่านั้น
“ปัจจัยที่ส่งผลแพ้ชนะเลือกตั้ง อบจ.มีอยู่ 4 ประการคือ ตัวบุคคล การนำเสนอนโยบาย ทุน (ยิงกระสุน) และเครือข่าย แต่มีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับบริบทและพื้นที่แต่ละแห่ง ส่วนใหญ่การเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมาผู้ชนะมักมาจากคะแนนจัดตั้งไม่ใช่คะแนนบริสุทธิ์ ปัจจัยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือคะแนนที่อยู่นอกระบบจัดตั้ง กล่าวคือ ผู้ไม่สนใจไปใช้สิทธิ หรือไปลงคะแนน แต่ไม่เลือกใคร (โนโหวต) ถ้ามีผู้ไปใช้สิทธิมากเท่าไรผลเลือกตั้งอาจไม่เหมือนเดิม หรือได้นายกและ ส.อบจ.หน้าใหม่มากขึ้น ทำให้คะแนนจัดตั้งเป็นวิธีใช้ไม่ได้ผลแล้ว ดังนั้น การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งต่อไป ผู้สมัครต้องปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อสถานการณ์และตอบโจทย์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย”
แต่ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นทุกครั้งคือ “เงิน” และ “ตัวบุคคล” เป็นตัวกำหนดผลเลือกตั้งได้ ถ้าผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เปลี่ยนพฤติกรรม “เงินไม่มา กาไม่เป็น” ส่งผลสะท้อนการปฏิรูปการเมืองยังอยู่จุดเดิม ไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ พร้อมส่งผลไปสู่การเลือกตั้งระดับชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงต้องปรับความคิดหรือทัศนคติใหม่ ให้การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม
ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนาทุกด้านเพื่อยกระดับมาตรฐานการเมืองสู่สากลตามหลักประชาธิปไตยด้วย
บูฆอรี ยีหมะ
นักวิชาการด้านการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มรภ.สงขลา

อบจ.ถูกออก แบบให้เป็น อปท.ระดับบน ขณะที่เทศบาลและ อบต.เป็น อปท.ระดับล่าง ทำให้ อบจ.ภารกิจในภาพรวมของทั้งจังหวัดหรือในภารกิจที่ อบต.และเทศบาลไม่สามารถจะดำเนินการได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือมีบุคลากรเพียงพอ มีการทำโครงการขนาดใหญ่มีพื้นที่ครอบคลุมหลาย อบต.หรือเทศบาล ทำให้ อบจ.ต้องเป็นเจ้าภาพดำเนินการทำให้ อบจ.มีความสำคัญที่ประชาชนต้องให้ความสนใจไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภา อบจ.เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดให้ตรงกับความต้องการของประชาชน และมีการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า
ต้องยอมรับว่า อบจ.ต้องทำงานในภารกิจภาพกว้าง ดังนั้น ในแง่ของความใกล้ชิดของผู้บริหารกับประชาชน หรือแม้แต่องค์กรของ อบจ.มีความสัมพันธ์กันน้อยมาก เมื่อเทียบกับผู้บริหารเทศบาลหรือ อบต.ในภารกิจการจัดบริการสาธารณะ ทำให้การหาเสียงเลือกตั้งผู้สมัครนายก อบจ.จะต้องใช้กลไกการหาเสียงของผู้สมัครสมาชิกสภา อบจ.เพื่อขับเคลื่อนในการขอคะแนน ดังนั้น หากนายก อบจ.รายใดมีผู้สมัคร อบจ.ในเครือข่ายมากครบทุกเขตจะได้เปรียบในการเลือกตั้ง และหลายพื้นที่ผู้สมัครนายก อบจ.จะมีความสัมพันธ์กับนักการเมืองในระดับชาติ และเป็นข้อดีเมื่อมีกฎหมายกำหนดให้ผู้สมัครนายก อบจ.สามารถสังกัดพรรคการเมืองได้ก็ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น แต่ยังขัดแย้งกับข้อห้ามนักการเมืองที่มีตำแหน่งในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐช่วยหาเสียงไม่ได้
ก่อนการเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งนี้เกิดขึ้น หลังจากการเมืองท้องถิ่นถูกแช่แข็งมานานกว่า 7 ปี ทำให้ผู้สมัครนายก อบจ.หน้าใหม่เตรียมตัวไม่ทัน เพราะไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งจริงหรือไม่ ดังนั้น ผู้สมัครนายก อบจ.ที่เคยทำหน้าที่รักษาการอย่างยาวนานในช่วงที่ คสช.แช่แข็ง บุคคลเหล่านี้ถูกมองว่าจะได้เปรียบในฐานคะแนนนิยมเดิม แต่มีแนวโน้มที่ผู้สมัครนายก อบจ.หน้าเก่าจะสอบตกหากไม่มีผลงานที่ชัดเจน ไม่มีความสัมพันธ์กับประชาชนที่มีพฤติกรรมเสมอต้นเสมอปลาย หรือประชาชนอาจเกิดเบื่อหน่ายจากปัจจัยหลายด้าน
สำหรับมุมมองที่เห็นว่าการเลือกตั้งนายก อบจ.จะเหมือนการเลือกตั้งผู้ว่าฯของประชาชนก็สามารถมองได้ เพราะนายก อบจ.ต้องทำหน้าที่ครอบคลุมทั้งจังหวัด แต่ในการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนภูมิภาคจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่กระทรวงมหาดไทยส่งไปทำหน้าที่ในแต่ละจังหวัด เพราะฉะนั้นในจังหวัดจะมีผู้บริหารที่มีอำนาจหน้าที่พัฒนาจังหวัด 2 คน ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่านายก อบจ.คือผู้ว่าฯของประชาชนเพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่
ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดที่กระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งอาจจะมาจากจังหวัดอื่น เพราะมีวาระการโยกย้าย ทำให้ที่ผ่านมามีการทำงานที่ทับซ้อนในเชิงโครงสร้างในแง่ของการใช้งบประมาณหรือการทำภารกิจ ทั้งที่โดยหลักการการกระจายอำนาจของประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้ว่าฯที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนควรมีความเหมาะสมในการทำหน้าที่ในการพัฒนามากกว่าบุคคลที่กระทรวงมหาดไทยส่งมาจากส่วนกลาง ซึ่งในอนาคตจะคงได้เห็นรูปแบบที่ชัดเจนจากการร่าง พ.ร.บ.จังหวัดจัดการตนเอง โดยให้จังหวัดที่มีความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง
หลังการเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งนี้เชื่อว่าผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมาจากการเลือกตั้ง ทั้งหน้าเก่าหรือหน้าใหม่ จะทำงานให้ตรงกับความต้องการของประชาชน หลังจากเดินหาเสียงเพื่อรับฟังปัญหามากกว่าการทำหน้าที่รักษาการนายก อบจ.โดยปลัด อบจ.ซึ่งเป็นข้าราชประจำในบางจังหวัด และหลังเลือกตั้งมีหลายจังหวัดที่มีนักการเมืองหน้าใหม่หรือมีกลุ่มการเมืองใหม่เสนอตัวเข้ามาประกาศนโยบายที่ประชาชนชื่นชอบ จะมีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่เพื่อเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าในการพัฒนาจังหวัดได้ดีพอสมควร

