เพื่อนผมที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาตั้งคำถามให้ผมตอบสามข้อ ดังนี้
1) พลวัตของปรากฏการณ์ความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยมีที่มาอย่างไร และบอกอะไรเราบ้าง
2) รัฐบาลประกาศจะใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตรา จัดการกับผู้นำการชุมนุม สถานการณ์ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร
3) ที่ผมเคยเสนอให้มีการพูดคุย “ด้วยใจที่รักอย่างเสมอเหมือนกันในความเป็นธรรม” มีกระบวนการอย่างไร และมีกระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งอื่น ๆ อีกไหม
ถ้าผมตอบคำถามสามข้อนี้ได้ก็วิเศษนะซิ แต่เอาเถอะ ถึงตอบไม่ได้ ก็ต้องทำแบบนักศึกษาเวลาเข้าห้องสอบ คือต้องด้นเอา
พลวัตของการเมืองไทย
ผมว่าการเมืองไทยดูจะคล้ายมหากาพย์สามก๊กอยู่ไม่น้อย คือยุ่งเหยิงและมีกลศึกมากมาย ก๊กในที่นี้หมายถึงกลุ่มชนชั้นนำในสังคม ก๊กที่หนึ่งน่าจะได้แก่ระบอบเก่า ภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า ancient régime ซึ่งในกรณีของฝรั่งเศสหมายถึงระบอบก่อนการปฏิวัติ พ.ศ. 2332 ระบอบนี้มีความแน่นเหนียวพอสมควร คือหลังการปฏิวัติได้ 15 ปี ก็หวนมามีอำนาจในระบอบจักรพรรดิ์และระบอบกษัตริย์ได้ 44 ปี พอเปลี่ยนมาเป็นสาธารณรัฐที่สองได้เพียง 4 ปี ระบอบเก่าก็หวนกลับมาใหม่ได้อีก 18 ปี ก่อนที่จะลงจากเวทีไปเลย ก๊กที่สองคืออำมาตย์ที่จับมือกับฝ่ายทุนอยู่เสมอ ส่วนก๊กที่สามคือฝ่ายทุนที่สนใจการเมืองและพยายามรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง ก๊กนี้พยายามจับมือกับภาคประชาสังคมซึ่งเป็นชนชั้นกลางมากกว่าชั้นนำ แต่ทั้งสองต่างก็ยังเป็นพลังที่กระท่อนกระแท่น
สถานการณ์ทางการเมืองก็คือการแกว่งของอำนาจระหว่างก๊กทั้งสามมาโดยตลอด นับตั้งแต่ปี 2475 ระบอบเก่าถดถอยอยู่ประมาณ 25 ปี แล้วก็เริ่มสร้างบารมีจนแกร่งกล้า อย่างไรก็ดี พลังนี้เมื่อถึงขีดสุดก็อาจจะถดถอยก็ได้ โดยเฉพาะถ้าประมาทหรือแกร่งเกินไป ก๊กที่สองเข้มแข็งมาตลอด ยกเว้นบางช่วงเวลาที่อยู่ในอำนาจนานเกินไป ก็ต้องยอมให้ก๊กที่สามขึ้นเป็นตัวเอกบ้าง แต่ก็หวนกลับสู่อำนาจได้เสมอ ส่วนก๊กที่สามจนแล้วจนรอดก็ไม่เข้มแข็ง เวลามีอำนาจกับเขาบ้าง แทนที่จะเสนอโปรแกรมการปกครองที่ชัดเจนในเชิงอุดมการณ์ มีโยนิโสมนสิการในด้านนโยบาย มีความจริงจัง/จริงใจในการปฏิบัติ กลับหันเหไปพึ่งบารมีผู้นำของตนในช่วง
ตอนนั้น เพื่อหวังเอาชนะกันง่าย ๆ หรือไม่ก็หันไปพึ่งนโยบายอุปถัมภ์อย่างเกินตัวเพื่อหวังในคะแนนนิยมที่ฉาบฉวย
เป็นธรรมดาที่ก๊กที่หนึ่งจะรักษาจารีตประเพณีและค่านิยมผู้ใหญ่-ผู้น้อยเอาไว้ จึงชอบจัดพิธีกรรมเชิดชูเกียรติอันตื่นตาตื่นใจต่อประชาชน และใช้การศึกษาและการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการสร้างความนิยม แต่ถ้าตัวตนหรือความเป็นจริงไม่สอดคล้องกับคำสรรเสริญ ในท้ายที่สุดการชวนเชื่อก็อาจจะคลายมนต์ขลังลง แต่ถ้ายังขลังอยู่ มนต์นั้นจะฉุดรั้งสังคมไม่ให้ก้าวพ้นมายาคติ ไม่ให้พ้นความเชื่อเรื่องบุญทำกรรมแต่ง สังคมที่กำลังดิ้นรนสู่ความทันสมัย ก็อาจติดอยู่ในกับดักหรือทำตัวให้ทันสมัยได้แบบแกน ๆ เพราะขาดฐานทางวิชาการและวิชาชีพ จึงไม่สามารถปลดปล่อยความใฝ่รู้ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้เท่าที่ควร
เรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับก๊กที่สองคือการสั่งการและการควบคุม (command and control) โดยใช้กฎระเบียบที่ตนเขียนขึ้นเองเป็นส่วนใหญ่ ก๊กนี้ไม่สู้จะเท่าทันระบบธุรกิจและการแข่งขัน แต่เชื่อว่าการตัดสินใจและการปกครองแบบรวมศูนย์ จะทำให้เกิดเอกภาพและประสิทธิผลในการปกครอง อย่างไรก็ดี การบริหารงานเช่นนี้มีขีดจำกัด เพราะฝ่ายที่เป็นกลไกในการปฏิบัติ มักจะรอการตัดสินใจของนาย มากกว่าจะมีความคิดริเริ่ม และมักทำงานแบบตอบสนองนายมากกว่าจะตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ
ก๊กที่สามน่าจะเป็นความหวัง แต่พอรวมพลจนเข้มแข็งได้ระยะหนึ่งก็มักสะดุดขาตนเอง เช่น แทนที่จะเชื่อในระบบการเลือกตั้ง พอกลัวแพ้ก็คว่ำบาตรเสียเฉย ๆ จุดเด่นของก๊กนี้อยู่ที่ความชอบธรรมในการใช้อำนาจ เพราะได้มาตามหลักความเสมอภาคทางการเมือง แต่ที่ผ่านมา ไม่ได้ใช้อำนาจที่พึ่งพิงหลักดังกล่าวมาลดความไม่เสมอภาคทางความเป็นอยู่ในสังคม คือไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำที่สองก๊กแรกมองข้ามไป ฐานของก็กนี้จึงไม่มั่นคง มักเปิดโอกาสให้มีหนอนบ่อนไส้ จึงมักพ่ายก๊กอื่น ๆ ที่เล่ห์เหลี่ยมจัดอยู่เนือง ๆ
ปรากฏการณ์ใหม่ในเวทีการเมืองคือกลุ่มเคลื่อนไหว บางกลุ่มเป็นพลังบริสุทธิ์คือไม่หวังแย่งชิงอำนาจมาเป็นของตน ได้แก่ เยาวชนที่เคลื่อนไหวในช่วง 14 ตุลา 2516 และในช่วงปัจจุบัน และกลุ่มชนชั้นกลางที่เคลื่อนไหวในช่วงพฤษภา 2535 (แม้ผู้นำการเคลื่อนไหวบางคน เป็นชนชั้นนำที่มีวาระทางการเมืองของตน) บางกลุ่มเป็นชนชั้นกลางที่เริ่มสนใจการเมืองและอยากแสดงพลัง ก๊กที่สามจึงพยายามชักชวนให้มาช่วยช่วงชิงอำนาจ ดังเช่น กลุ่มพันธมิตร กลุ่ม นปช. กลุ่ม กปปส. แต่ผู้นำการเคลื่อนไหวบางคนที่เป็นชนชั้นนำ ก็ไปสมคบคิดกับก๊กที่หนึ่งและที่สอง ให้เข้ามาชุบมือเปิบ
รวมความแล้ว การเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 มีลักษณะกึ่งประชาธิปไตย-กึ่งอำนาจนิยม (anocracy) บางเวลาก็เป็นประชาธิปไตยมากหน่อย บางเวลาก็เป็นอำนาจนิยมมากหน่อย จึงมีคนตั้งชื่อการแกว่งหรือ การ “วนไปวนมา” เช่นนี้ว่า “วงจรอุบาทว์”
สถานะกึ่งเสถียร (quasi-stable) ของการเมืองไทยในปัจจุบัน
คำว่ากึ่งเสถียรหมายความว่าใกล้จะเปลี่ยนผ่านหรืออาจเปลี่ยนผ่านไปสู่สถานะอื่นได้ง่าย แต่ก็อาจยืดเยื้อได้เช่นกัน คือทำนายยากนั่นเอง ก๊กที่สองที่เถลิงอำนาจโดยความร่วมมือกับบางส่วนของก๊กที่สามที่ฝ่าเหล่าฝ่ากอ ได้พยายามอย่างยิ่งที่จะออกแบบระบบกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้ตนมีเสถียรภาพ (อยู่ยาว) แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีกลุ่มเคลื่อนไหวที่เป็นพลังบริสุทธิ์ที่พยายามเอาความจริงขึ้นมาพูดในที่สาธารณะ กลุ่มเคลื่อนไหวย่อมมีพลังไม่เพียงพอที่จะต่อรองกับผู้มีอำนาจ แต่สามารถใช้การจรยุทธ ที่เหมาะกับผู้มีอำนาจน้อยแต่มีพลังในการโน้มน้าวสูง หากสามารถใช้สันติวิธีและปัญญานำการเคลื่อนไหว ก็จะสามารถยืนระยะได้โดยไม่แผ่ว เพราะจะมีคนคล้อยตามมากยิ่ง ๆ ขึ้น
ผู้มีอำนาจถึงกับประกาศว่าจะใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตรา (รวมทั้งมาตรา 112) จัดการกับผู้นำการชุมนุม ปฏิกิริยาตามมาคือความสนใจในมาตรา 112 ที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ผมเปิด Wikipedia ดูในหัวข้อ lèse majesté ก็พบข้อมูลว่าทั่วโลกเขาปฏิบัติกันอย่างไร ประเทศต่าง ๆ ไม่มีบทลงโทษที่หนักเหมือนบ้านเรา และมีคดีความน้อยมาก ส่วนเรายิ่งปรามด้วยโทษหนักก็เหมือนยิ่งยุ เพราะมีคดีความมากมาย (ยกเว้นในช่วงทิ่ นายกรัฐมนตรีบอกว่ามีพระราชกระแสรับสั่งมิให้ใช้มาตรา 112)
ในสถานะกึ่งเสถียร การเปลี่ยนแปลงมักเป็นแบบ “กิริยา-ปฏิกิริยา” ก๊กที่สองออกเกมอะไร กลุ่มเคลื่อนไหวก็แก้เกม และกลับกัน เป็นการฝึกความอดทนและความเฉลียวอย่างรู้ทันกัน ต่างฝ่ายต่างมีทีเด็ด แต่เกมจะเป็นแบบ แพ้ – ชนะ หรือแพ้ – แพ้ ก็ยังยากจะบอก ส่วนทางออกแบบ ชนะ-ชนะ ยังติดอยู่ในกับดักแห่งทิฏฐิ
แล้วจะไปต่ออย่างไร
มหากาพย์สามก๊กดำเนินมาร่วมเก้าสิบปีแล้ว ผู้ชุมนุมบางคนบอกว่าจะให้จบในรุ่นเรา พวกเขาอยู่ในวัยฉกรรจ์ รุ่นเขาคงอยู่ต่ออีก 60 ปี แต่ผมว่าเราเริ่มขยับสู่ทางออกแบบ ชนะ – ชนะ ให้เร็วหน่อยได้ก็จะดี ผมเคยเสนอให้พูดคุยกัน “ด้วยใจที่รักอย่างเสมอเหมือนกันในความเป็นธรรม” สำนวนนี้มาจากคำว่าสมานฉันท์นั่นเอง “สมาน” หมายความว่าเสมอกัน “ฉันท์” หมายถึงชอบหรือรัก ดังพระราชดำรัสตอบนักข่าวต่างประเทศที่ถามถึงผู้ประท้วง ความว่า “We love them all the same” ถ้ามีความสมานฉันท์อยู่ในใจ การพูดคุยก็สำเร็จไปส่วนหนึ่งแล้ว ยิ่งถ้ามีจุดมุ่งหมายเพื่อความเป็นธรรมด้วยแล้ว ก็จะมีการรับฟังกันมากขึ้น
กระบวนการย่อมทำได้หลากหลาย รอดูฝีมือของคณะกรรมการสมานฉันท์ที่คุณชวน หลีกภัยจะตั้งขึ้นสักหน่อย ว่าจะเสนอกระบวนการอะไรบ้าง ผมเพียงแต่คิดไปว่า รัฐน่าจะจัดสรรทรัพยากรให้มีอาสาสมัครไปจัดการให้มีการพูดคุยกันในชุมชนต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง โดยความร่วมมือกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นต้น แค่ได้คุยกันว่าจะก้าวพ้นมหากาพย์สามก๊กไปได้อย่างไรก็บุญแล้ว แล้วช่วยคิดต่อหน่อยว่า จะชวนชนชั้นนำให้วางบทบาทของตนให้ลงตัวตามอำนาจหน้าที่ (ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ) ได้อย่างไร ชั้นนำบอกว่าอยากทำเพื่อประโยชน์สุขของสามัญชน ถึงเวลาแล้วที่สามัญชนจะบอกว่า อย่าทำเกินอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
โคทม อารียา

