เกือบจะทันทีที่สิ้นเสียงระเบิดป่วนเมืองที่ลุกลามไปหลายจังหวัดในภาคใต้มีการสรุปแบบจะเรียกว่าเป็นทางการว่าเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ
เป็นการสรุปทันทีกระทั่งไม่พักเวลาให้คนที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนหาความจริงได้ทำงาน
แม้จะพอทำความเข้าใจได้ว่าการสรุปว่าเหตุจากความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ จะทำให้ประชาชนตื่นตระหนกเกินเลยไปถึงเรื่องฝีมือการก่อการร้ายข้ามชาติ หรือการขยายตัวของกลุ่มผู้ต่อสู้แบ่งแยกดินแดน
ความตื่นตระหนกที่เกิดจากความเชื่อว่าเป็นปัญหาการเมืองภายในประเทศควบคุมได้ง่ายกว่าการเสียจริตเพราะไปคิดไปคาดเดาในเรื่องการก่อการร้ายสากล และการแบ่งแยกดินแดน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรจะทำให้เกิดขึ้นโดยไม่ไปพยายามเบี่ยงเบนเพื่อเหตุอื่นคือ จะต้องสืบสาวราวเรื่องมาให้ได้ว่าอะไรคือความเป็นจริงของสาเหตุความรุนแรงดังกล่าว
เพราะมีแต่ความจริงเท่านั้นที่จะนำวิธีการแก้ปัญหาอย่างถูกทิศถูกทางมาให้ ความพยายามที่จะอธิบายด้วยเหตุผลอื่นด้วยการหวังผลบางอย่างที่หลุดจากกรอบความเป็นจริง จะยิ่งทำให้เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนบานปลายออกไป เนื่องจากปัญหาถูกจัดการแบบผิดทิศผิดทาง
เช่นเดียวกันอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องใคร่ครวญอย่างรอบคอบในความละเอียดอ่อนของปัญหาก็คือ
ภาพและข่าวในพื้นที่ที่เกิดความรุนแรง มีคำเตือนด้วยความเป็นห่วงว่าการนำเสนอจะทำให้ประชาชนยิ่งตื่นตระหนก
มีการเรียกร้อง “สำนึกของสื่อ” ว่าไม่ควรแต่คิดขายข่าว ต้องไม่โหมประโคมให้ประชาชนเกิดความรู้สึกหวาดผวาด้วย
คำเตือนแบบนี้ฟังแล้วดูดี เหมือนเป็นห่วงประชาชน ห่วงว่าเกิดความรู้สึกหวาดกังวลในใจ ควรช่วยกันทำให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนกด้วยความหวาดกลัว
ในประเด็นนี้น่าคิดตรงที่เคยถามประชาชนหรือไม่ว่าระหว่างการปกปิดภาพข่าวเพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลทุกข์สุขของประชาชนพยายามทำให้เกิดขึ้น กับการให้ความเป็นจริงกับประชาชนเพื่อให้ทุกคนหาทางดูแลความปลอดภัยให้ตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น
อย่างไหนเป็นความต้องการของประชาชนมากกว่ากัน
แน่นอนสำหรับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ หากผลสรุปออกมาว่าไม่ใช่การก่อการร้ายสากล และการขยายงานของขบวนการแบ่งแยกดินแดน และทำให้ประชาชนในพื้นที่เผชิญเหตุไม่เกิดความตื่นตระหนก ย่อมทำให้เบาใจลงได้
แต่สำหรับประชาชนทั่วไปแล้ว ไม่น่าจะต้องการคำปลอบใจ หรือการเบี่ยงเบนเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้หลุดจากความเป็นจริง
สิ่งที่ควรให้ประชาชนคือ “ความเป็นจริงเหตุการณ์อย่างทันท่วงที” เพื่อให้ประชาชนเตรียมรับมือสถานการณ์ด้วยตัวเอง
เพราะที่สุดแล้วการมีชีวิตอยู่ในความไม่ตื่นตระหนกนั้นเป็นเรื่องที่น่าจะมีความสุขอยู่
แต่การมีชีวิตอยู่ด้วยการรับรู้ความเป็นจริง โดยไม่เบี่ยงเบน น่าจะเป็นที่ปรารถนาของประชาชนส่วนใหญ่มากกว่า
การคิดแทนประชาชนขอให้เป็นเรื่องอนาคตของประเทศชาติ ที่จะต้องเตรียมการไว้เนิ่นๆ
แต่ในเรื่อง “ควรจะตื่นตัวในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแค่ไหน” ไม่น่าจะมีใครอยากให้คนอื่นตัดสินใจแทน


