ผลการเลือกตั้ง อบจ. มีหลายคนได้สรุปภาพรวมว่า การเมืองบ้านใหญ่ กลุ่มนามสกุลดัง สามารถครองเก้าอี้นายก อบจ.ทั่วประเทศ ขณะที่กลุ่มการเมืองใหม่แพ้การเลือกตั้งครั้งนี้อย่างราบคาบ
ผมกำลังรอตัวเลขของ กกต.ถึงข้อมูลการมาใช้สิทธิของคนกลุ่มวัยต่างๆ เพื่อที่จะช่วยให้เห็นภาพและวิเคราะห์ได้ชัดเจน ยิ่งขึ้นไม่ใช่ตีความโดยปราศจากข้อมูลและสถิติ
ผมไปสะดุดกับบทสัมภาษณ์และวิเคราะห์การเลือกตั้งจาก วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และ วีระศักดิ์ เครือเทพ
นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เพราะมีหลายจุดที่น่าสนใจ
แม้ภาพรวมผู้ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้คือการเมืองแบบเก่า ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ายังเข้มแข็ง ระบบหัวคะแนน การหาฐานเสียง เรื่องของนักเลือกตั้ง เรื่องของบ้านใหญ่ และตระกูลการเมืองต่างๆ นี่คือลักษณะการเมืองแบบเก่าทั้งหมด ซึ่งยังมีความเข้มแข็งในระดับฐานรากของสังคมการเมืองไทย
เพราะการเมืองบ้านใหญ่ การเมืองที่เป็นตระกูล คนกลุ่มนี้อยู่กับพื้นที่มาโดยตลอด อาจจะมีเรื่องการใช้เงินหรือกระสุน แต่ก็มีเรื่องเกี่ยวกับการทำงานในระดับพื้นที่ มีพรรคพวก การจับกลุ่มกับเครือข่าย เช่น ไปจับกลุ่มกับ อสม. ไปจับกลุ่มกับโรงสี ไปจับกลุ่มกับสมาคม โรงงานน้ำตาล ไปจับกลุ่มกับผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งกลุ่มพวกนี้ก็จะเข้าไปทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง คนเห็นตลอดไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานแต่ง งานบุญ การเมืองแบบนี้ก็ยังมีนัยสำคัญเป็นกระบวนการคนที่เป็นบ้านใหญ่ได้เปรียบ
กระสุนยังมีความสำคัญมากๆ ซึ่งกระแสไม่สามารถเจาะเข้ามาในท้องถิ่นได้ เพราะกระแสมันเล่นกับภาพใหญ่ ถ้าต้องลงลึกไปในระดับหมู่บ้านกระแสมันไปไม่ถึง ต้องกระสุนเท่านั้น นั่นคือเครือข่ายของบ้านใหญ่
ในทางกลับกัน การเมืองแบบใหม่ในลักษณะที่สู้ด้วยอุดมการณ์ สู้ด้วยนโยบาย สู้ด้วยการเอากระแสระดับประเทศมาใช้ การพูดเรื่องประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ รัฐสวัสดิการ ในห้วงเวลานี้มันใช้ได้เฉพาะการเมืองระดับชาติเท่านั้น
อาจเป็นเพราะประชาชนแยกแยะเรื่องการเมืองระดับท้องถิ่นออกจากการเมืองระดับชาติ เรื่องระดับชาติอาจมีประเด็นเรื่องปฏิรูปหรืออุดมการณ์ทางการเมือง แต่เรื่องท้องถิ่นเป็นเรื่องวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ประจำวัน ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับอุดมการณ์หรือขั้วการเมือง ทำให้เวลาใช้สิทธิออกเสียงของประชาชนอาจมุ่งเน้นเลือกคนที่จะมาทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้นเป็นสำคัญ จึงเลือกคนที่เขารู้จัก เห็นผลงานมาก่อน สามารถเข้าถึงหรือพึ่งได้เป็นสำคัญ ท้ายที่สุด พวกเขาจึงเลือกคนที่คุ้นเคย ยึดโยงกับพื้นที่ ปัจจัยนี้จึงทำให้คนหน้าเดิมหรือคนบ้านใหญ่ได้เปรียบ
กลุ่มการเมืองใหม่ขาดการวางรากฐานระบบ หัวคะแนน หรือแพ้เงินซื้อเสียงและระบบคุมคะแนนที่แพร่ระบาดในหลายพื้นที่ กลายเป็นค่านิยมการเมืองที่ฝังรากลึกมานานในสังคมไทย ไม่ทันกลยุทธ์ทางการเมืองแบบบ้านๆ แบบไทยๆ
และที่สำคัญรัฐบาลในระบบรัฐราชการสามารถคุมเกมการเลือกตั้งท้องถิ่น มีการบริหารจัดการแบบ ตั้งใจ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ เช่น การกำหนดวันเลือกตั้งที่ 20 ธันวาคม ซึ่งอยู่ระหว่างช่วงวันหยุดยาว 2 ช่วง ฐานเสียงของกลุ่มนี้จึงไม่สะดวกที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง วันเลือกตั้งที่กำหนดขึ้นนี้จึงทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบอย่างชัดเจน
การจัดวันเลือกตั้งแบบนี้ กลุ่มคนที่จะต้องออกไปนอกจังหวัดตัวเองก็คือกลุ่มคนทำงาน มนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย รวมไปถึงกลุ่มนิสิตนักศึกษา และแรงงาน ขณะที่ฐานเสียงในท้องถิ่นที่ออกมาใช้สิทธิครั้งนี้ น่าจะเป็นคนที่มีอายุมาก คนที่ทำงานต่างจังหวัดมาเยอะแล้ว กลับมาทำงานจังหวัดตัวเอง หรือคนที่เกษียณแล้วกลับมาอยู่จังหวัดตัวเอง
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ภายใต้ประชาธิปไตยของไทยที่ล้มลุกคลุกคลาน ต้วมเตี้ยมมาโดยตลอด คงต้องให้เวลาคนไทยได้เรียนรู้ ซึ่งหมายถึงแนวคิดการกระจายอำนาจว่าจะเดินหน้าได้เท่าไหนหรือหยุดลงแค่ที่เดิม นั่นคือคนในสังคมต้องเรียนรู้และเข้าใจว่าเรากำลังถูกรัฐราชการครอบงำ
ณ วันนี้ โอกาสที่เราจะเห็นพื้นที่ต่างๆ นอกกรุงเทพฯ มีความเจริญที่ทัดเทียมกับเมืองหลวง การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านต่างๆ โดยใช้การเมืองท้องถิ่นผลักดันคงยังไม่พร้อมในช่วงเวลานี้ และเชื่อว่าคงเกิดได้ยากในรุ่นของผม
เพราะประชาธิปไตยของไทยต้องใช้เวลา ให้คนในสังคมได้เรียนรู้ ขอเพียงให้คนรุ่นใหม่อย่าท้อแท้กับผลลัพธ์ที่ เกิดขึ้น ณ เวลานี้
โกนจา

