สถานการณ์โควิด-19 ในพม่าเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ที่ผ่านมาพม่าเป็นที่จับตามองเพราะเป็นศูนย์กลางการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 เมื่อกล่าวถึงโรคโควิด-19 ในพม่าในนาทีนี้ สังคมไทยคงจะพุ่งความสนใจไปที่พี่น้องคนงานชาวพม่าที่สมุทรสาคร และที่กระจัดกระจายทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทยมากกว่า ในอันที่จริง แรงงานชาวพม่าที่อาศัยในประเทศไทยมีวิถีชีวิตการเป็นอยู่ที่แออัด และขาดสุขลักษณะมาเนิ่นนานแล้ว แต่แทนที่ปัญหาเรื่องสุขลักษณะนี้จะได้รับการแก้ไข กลับยังมีแรงงานพม่าที่เป็นแรงงานผิดกฎหมายอีกเป็นจำนวนมาก และไม่สามารถเข้ารับการตรวจรักษาในระบบได้ ปัญหาการระบาดของโควิด-19 ในพม่าผูกยึดโยงกับปัญหาด้านเศรษฐกิจและปากท้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จนถึงปัจจุบัน พม่ายังประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์อยู่ แต่ก่อนจะเกิดการระบาดระลอกล่าสุด มาตรการที่ออกมาไม่สามารถจำกัดให้ผู้คนอยู่แต่เพียงในบ้านและไม่ออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ เราจึงยังเห็นผู้คนไปจับจ่ายใช้สอยตามปกติ ยังเห็นคนจิบชาที่ร้านน้ำชายามเช้าทุกวัน แต่เมื่อเกิดการระบาดขึ้นจริงจนทำให้พม่ามีผู้ติดโควิด-19 ไปแล้ว 1.17 แสนราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2,484 คน (สถิติวันที่ 22 ธันวาคม) รัฐบาลนำการล็อกดาวน์กลับมาอีกครั้ง และเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม แน่นอนว่ามาตรการที่ให้คนอยู่กับบ้านนี้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงมากมายในสังคมพม่า เพราะทำให้แรงงานจำนวนมากต้องตกงานทันที ตั้งแต่เกิดโควิด-19 ระบาด จนสามารถควบคุมได้ราวเดือนกันยายน-ตุลาคม แรงงานส่วนหนึ่งกลับเข้าไปทำงานได้ แต่กลับได้ค่าแรงลดลง
ในพื้นที่ที่เกิดการระหนักๆ เช่น มัณฑะเลย์ กระทรวงสุขภาพและกีฬาออกคำสั่งให้ประชาชนอยู่กับบ้านมาตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม กฎดังกล่าวมีทั้งหมด 17 ข้อ รวมทั้งไม่ให้ประชาชนเดินทางออกจากนิวาสสถานหากไม่จำเป็น ประชาชนสามารถซื้อหาอาหารและไปโรงพยาบาลได้เมื่อมีความจำเป็น และมีเพียงงานบางประเภทเท่านั้นที่รัฐบาลอนุญาตให้ทำได้ ประชาชนในหัวเมืองใหญ่ทั้งย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ยังต้องขออนุญาตเป็นกรณีๆ ไปสำหรับการเดินทางข้ามเมือง สำหรับคนตัวเล็กตัวน้อยที่จำเป็นต้องทำงานหาเงินรายวัน การออกประกาศอยู่กับบ้านทำให้ชีวิตของพวกเขาลำบากมาก แต่สำหรับชนชั้นกลางและบรรดาผู้คนในแวดวงสาธารณสุขพม่า การประกาศล็อกดาวน์ที่เคร่งครัดเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดการระบาดของโรค
ในอันที่จริง รัฐบาลพม่าก็ไม่ได้อยู่เฉย และพยายามหามาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ตกงาน โดยจัดอาหารไปบริจาคและเงินช่วยเหลือบางส่วนไปให้กับครอบครัวที่ยากจนและได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่แน่นอนว่ามาตรการนี้เป็นเหมือนการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะแรงงานส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารประจำตัว หรือไม่มีทะเบียนบ้านติดตัวมา ซึ่งเอกสารอย่างหลังนี้มีความจำเป็นสำหรับการขอรับอาหารและเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล มาตรการล็อกดาวน์ยังส่งผลกับชนชั้นกลางที่เป็นมนุษย์เงินเดือนทั่ว ๆ ไปด้วย เพราะมนุษย์เงินเดือนบางประเภทก็ไม่มีงานให้ทำไม่ต่างกัน มาตรการขอความร่วมมือให้ประชาชนอยู่บ้านสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม และประชาชนสามารถเดินทางข้ามเมืองได้ตามปกติ แต่ตลอดช่วงล็อกดาวน์ รัฐบาลยังอนุญาตให้ประชาชนที่ทำงานใน 11 อาชีพทำงานได้ตามปกติ รวมถึงเจ้าหน้าที่ธนาคาร ผู้ผลิตอาหาร และแม่ค้า-พ่อค้า แต่ละเมืองออกใบอนุญาตให้คณะกรรมการบริหารของเมืองเดินทางระหว่างเมืองได้ โดยสรุป มาตรการป้องกันโควิด-19 ที่เป็นมาตรการล็อกดาวน์นี้สร้างความสับสนให้กับประชาชนส่วนใหญ่อย่างมาก เพราะไม่มีกฎที่ตายตัว และมีข้อยกเว้นมากมาย ซึ่งทำให้ประชาชนเริ่มรู้สึกว่าชีวิตของตนและครอบครัวได้รับผลกระทบจากมาตรการที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐ มากกว่าโรคโควิด-19 เสียอีก
นอกจากการให้ประชาชนอยู่กับบ้านแล้ว รัฐบาลยังออกกฎเคอร์ฟิว โดยประชาชนต้องอยู่ในนิวาสสถานของตนตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงตีสี่ของวันรุ่งขึ้น โดยมีข้อยกเว้นสำหรับ “กรณีเร่งด่วนจริงๆ” แต่ในข้อกำหนดที่เร่งรีบออกกันมา กลับไม่มีคำนิยามที่แน่ชัด ทำให้ประชาชนต้องตีความกันเองว่า “กรณีเร่งด่วนจริง ๆ” หมายรวมถึงอะไรบ้าง ความครุมเครือนี้ทำให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมการล็อกดาวน์ประจำเมืองอยู่ตลอด ภายใน 3 วันแรกที่รัฐบาลงัดมาตรการล็อกดาวน์มาใช้ มีประชาชนมากกว่า 5 พันคนที่ถูกปรับเป็นเงิน 5 พันจ๊าด (ราว 115 บาท) ในข้อหาเดินทางโดยไม่มีใบอนุญาต
ในมัณฑะเลย์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากเป็นอันดับต้นๆ อัตราผู้ติดเชื้อก่อนวันที่ 8 พฤศจิกายน หรือวันที่มีการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งพรรค NLD ของด่อ ออง ซาน ซูจีได้รับชัยชนะไปแบบท่วมท้น มีผู้ติดเชื้อใหม่ราว 50 คนต่อวัน แต่หลังพรรค NLD ได้รับชัยชนะ และเมื่อประชาชนไปรวมตัวกันเพื่อฉลองชัยให้พรรค แม้จะมีการห้ามแล้ว แต่อีก 10 วันต่อมา ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นไปเกือบ 400 คน ภายใน 24 ชั่วโมง ในมณฑลมัณฑะเลย์เพียงมณฑลเดียว คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้ออาศัยอยู่ในมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของพม่า การติดเชื้อล็อตใหญ่ที่มัณฑะเลย์ยิ่งทำให้รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์เพิ่มขึ้น เพราะรัฐไม่ได้มีมาตรการจัดการผู้ที่ไปรวมตัวเพื่อฉลองชัยชนะให้พรรค NLD ทั้งๆ ที่กฎให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านน่าจะออกมาก่อนการเลือกตั้งแล้ว
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าที่มาตรการป้องกันโรคของพม่าล้มเหลวมาจากความเหนื่อยล้าของทั้งบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายที่ต้องคอยสอดส่องดูแลประชาชนให้อยู่ในบ้าน และตรวจเอกสารการออกจากเมือง รวมทั้งประชาชนทั่วไป ที่เริ่มไม่เกรงกลัวโควิด-19 กันแล้ว ปัญหาที่สำคัญที่สุดของพม่าคือเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์มีอย่างจำกัด รัฐบาลจึงต้องพึ่งพาอาสาสมัครและหน่วยงานสาธารณกุศลหลายแห่ง สำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ การช่วยเหลือท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 เป็นเหมือนการ “ทำบุญ” แต่ทรัพยากรที่ได้รับบริจาคมาก็มีอยู่อย่างจำกัด และรัฐบาลก็ไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะใช้ตรวจโรคอย่างเพียงพอ
ในภาคธุรกิจ ประกาศห้ามไม่ให้ส่งสินค้าข้ามเมืองยิ่งทำร้ายธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้อยู่แล้ว เพราะนอกจากจะไม่มีลูกค้าจากมาตรการล็อกดาวน์แล้ว ยังไม่สามารถส่งสินค้าให้กับลูกค้าในเมืองอื่นๆ ได้อีก วิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่ต่อชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากของพม่า และยังสะท้อนทัศนคติและความสามารถของรัฐบาลพม่าที่ไม่สามารถรับมือกับปัญหาขนาดใหญ่อย่างนี้ได้ ผลกระทบส่วนใหญ่จึงตกอยู่กับคนตัวเล็กตัวน้อย และธุรกิจที่ไม่ได้มีสายป่านยาวนัก
ลลิตา หาญวงษ์

