หน้าแรก คอลัมนิสต์ หวย ลูกเทวดา ...

หวย ลูกเทวดา กับหนี้สินเกษตรกร

25.12.20 | 13:00 น.

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปและมีตัวเลขสถิติในระดับประเทศยืนยันว่า เกษตรกรไทยของเรามีหนี้เป็นดินพอกหางหมู ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรปี พ.ศ.2562 แสดงว่าหนี้สินสะสมรายปีของเกษตรกรต่อครัวเรือนสูงถึงเกือบ 200,000 บาท ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ 55 เป็นหนี้ทางการเกษตร และจะสามารถชำระหนี้คืนได้เพียงประมาณร้อยละ 35 ของมูลค่าหนี้สินเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เกษตรกรรุ่นใหม่ยังมีหนี้เร็วขึ้นและขนาดของหนี้ก็ใหญ่มากขึ้น และภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากรายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมของครัวเรือนในปี พ.ศ.2556 แสดงว่าภาระหนี้สินต่อรายได้ของเกษตรกรที่เป็นเจ้าของที่ดินเพิ่มขึ้นจาก 5.5 เท่าของรายได้ต่อเดือนเป็น 7.8 เท่าของรายได้ในปี พ.ศ.2560 และเกษตรกรผู้เช่าที่ดินมีภาระหนี้สินต่อรายได้เพิ่มขึ้นจาก 6.8 เท่าเป็น 8.8 เท่า

แผนงานคนไทย 4.0 ได้สนับสนุนให้ ผศ.ดร.ศิวาพร ฟองทอง อาจารย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ทำงานวิจัยเชิงลึกในจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเจาะลึกถึงสาเหตุแห่งการเป็นหนี้ คำถามหลักก็คือว่า เหตุอะไรทำให้เป็นหนี้ แล้วเกษตรกรมีโอกาสที่จะใช้หนี้คืนได้หรือไม่ หรือเป็นหนี้ไปตลอดชีวิต

ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ สาเหตุแห่งหนี้ (ที่ไม่ใช่สาเหตุจากการเกษตร) ที่นักวิจัยได้สดับรับฟังมาจากตัวเกษตรกร มีดังต่อไปนี้

หนี้ก้อนแรกของครัวเรือนเกิดจากการศึกษาของบุตร มีหลายครัวเรือนที่เริ่มต้นการเป็นหนี้ เพราะต้องการหาเงินมาใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตร บางครัวเรือนรายได้จากภาคการเกษตรรวมกับรายได้นอกภาคการเกษตร หลังจากหักค่าใช้จ่ายในครัวเรือนก็อาจจะไม่เหลือพอที่จะแบ่งมาลงทุนทางการศึกษา จำเป็นต้องกู้ยืมเพื่อให้บุตรได้เรียน ยิ่งเรียนสูงขึ้นค่าใช้จ่ายก็ยิ่งมากขึ้น

พ่อแม่ส่วนใหญ่ตั้งใจให้ลูกเรียนสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยคาดหวังว่าเมื่อลูกเรียนจบก็จะสามารถกลับมาช่วยเหลือทางบ้าน ดังนั้นครอบครัวจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีเงินเพียงพอที่จะสนับสนุนการศึกษาของลูก ไม่ว่าจะเป็นขายข้าว ขายวัว หรือกู้ยืม เราลองมาฟังเสียงผู้ปกครองดู

Advertisement

“สมัยเราไม่มีโอกาสได้เรียน เงินก็ไม่มี โรงเรียนก็ไกล เลยไม่ได้เรียน พอลูกขอเรื่องเรียน อยากได้อะไรก็หาให้หมดเลย ให้เรียนแทนเรา”

“เป็นหนี้ก้อนแรก เพราะกู้มาให้ลูกเรียน อยากให้ลูกเรียนสูงๆ ทำงานดีๆ หวังจะได้พึ่งลูกตอนแก่ ตอนที่ลูกเรียนลำบากมาก เราอยากได้อะไรก็ไม่ซื้อ อยากกินของอร่อยก็ไม่ได้กิน เก็บเงินไว้ เพราะรู้ว่าเดี๋ยวลูกต้องโทรมาขอ ถ้าลูกเรียนจบ เราอยากได้อะไร อยากกินอะไร เราก็บอกลูก เดี๋ยวลูกก็จะหาซื้อมาให้”

“ลูกขอก็ต้องมีให้ ต่อรองไม่ได้ด้วย ซื้อของยังพอต่อรองได้ ลูกนี่ต่อรองไม่ได้”

“ถ้าเรียนชั้นประถมหรือมัธยมยังพอส่งไหว หาทางอื่นมาเสริม เช่น ออกไปรับจ้าง ถ้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยอันนี้ล่ะส่งไม่ไหว”

“เริ่มเป็นหนี้เยอะก็เพราะลูกเรียนมหาวิทยาลัย ตั้งแต่มัธยมก็เริ่มเป็นหนี้แล้ว เพราะเริ่มมีค่าใช้จ่ายเยอะ สมัยก่อนตอนยังไม่มีลูกแม่ไม่เคยเป็นหนี้สักครั้ง พอมีลูกก็เริ่มเป็นหนี้”

“พอลูกเรียนจบ พ่อแม่ก็เริ่มสบายหน่อย เพราะตอนลูกเรียนต้องออกไปขับรถรับจ้างหาเงินส่งให้ลูก แต่พอลูกเรียนจบมีงานทำ พ่อกับแม่ก็สามารถกลับมาทำการเกษตรบนที่นาของตัวเอง มีเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น พออยู่พอกิน เลี้ยงเป็ด ไก่ ปลา ปลูกผักไว้กิน ไม่ต้องดิ้นรนเหมือนตอนที่ส่งลูกเรียน”

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเริ่มในระดับอำเภอ โรงเรียนเอกชน ค่าเทอมแพงไม่ได้มีแค่ในตัวจังหวัดเท่านั้น ในระดับอำเภอก็เริ่มมีการส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนเช่นกัน โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษา มีการแข่งขันกันเข้าห้อง Smart program ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมปีละ 10,000 บาท เรียนเพิ่มเติมหลังจากเลิกเรียนอีก 1 ชั่วโมง

เลี้ยงลูกเทวดา อยากได้อะไรก็ผ่อนให้ นอกจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาโดยตรงแล้ว กู้เพื่อซื้อสินทรัพย์ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และรถมอเตอร์ไซค์ เพื่อให้ลูกหลานสามารถไปเล่าเรียนได้อย่างสะดวกสบาย ในอดีตที่ครัวเรือนเกษตรกรยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างในปัจจุบัน เกษตรกรมักจะซื้อสินทรัพย์ต่างๆ ด้วยเงินสด เก็บออมเงินที่ได้จากการขายผลผลิต แต่ในปัจจุบันการซื้อสินทรัพย์หากผ่อนได้ก็เลือกที่จะผ่อนมากกว่าโดยเฉพาะรถมอเตอร์ไซค์

“บ้านแม่มี 3 คน มอเตอร์ไซค์ 3 คัน แม่หนึ่งคัน พ่อหนึ่งคัน ลูกเทวดาอีกหนึ่งคัน”

“กู้มาซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้ลูก ถ้าไม่ออกคันใหม่ให้ก็จะไม่ไปเรียน อายเพื่อนเพราะเพื่อนมีคันใหม่”

“ลูกเทวดาอยากได้อะไรก็เทศน์เอา มอเตอร์ไซค์คันละแสน ก็ลูกมันอยากได้เนอะ”

“ตอนลูกเรียนก็ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ลูกขี่ไปโรงเรียน พอลูกไปทำงานก็เอามอเตอร์ไซค์มาใช้ ตอนนี้ลูกอยากได้รถปิกอัพแล้ว ก็จะไปกู้เงินมาดาวน์รถให้ลูก แล้วลูกผ่อนต่อเอง”

หวย ความหวังและความฝันที่อยากให้เป็นจริง นอกจากการศึกษาแล้ว ชาวบ้านยังลงทุนในหวย มีบางคนซื้อหวยมากว่า 20 ปี เคยถูกเพียงครั้งเดียวสองพันบาท บางคนถูกหวยได้เงินสามแสนบาท กลายเป็นเรื่องเล่าขานถึงความโชคดี แต่ไม่มีใครเคยพูดถึงเงินลงทุนในแต่ละงวดที่ต้องซื้อไม่ต่ำกว่าสามพันบาทกว่าจะได้เป็นคนโชคดีคนนั้น จากการสัมภาษณ์มีครัวเรือนประมาณร้อยละ 70 ที่มีการลงทุนซื้อหวย ใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 100-200 บาทต่อคนต่อครั้ง ถึงแม้การซื้อหวยจะมีความเสี่ยงสูง แต่ชาวบ้านก็พร้อมที่จะเสี่ยง ด้วยวิถีชีวิตที่อยู่กับความเสี่ยง ในแต่ละปีไม่รู้ว่าจะทำนาได้ผลผลิตหรือไม่ รายได้จากการขายข้าวจะเป็นเท่าใด การลงทุนซื้อหวยเดือนละ 300-500 บาท เป็นเพียงความเสี่ยงเล็กๆ ที่ยังพอทำให้มีความหวัง เหตุผลที่เลือกเล่นหวยเพราะชอบความสนุกสนานจากการได้ลุ้นผล และเป็นหัวข้อสนทนาในชุมชน โดยเฉพาะใกล้วันหวยออก ในพื้นที่มีหวยให้เลือกเล่นมากมาย เช่น หวยรัฐบาลออกเดือนละ 2 ครั้ง หวยลาวออกทุกวันพุธ หวยฮานอยออกทุกวัน เป็นต้น

“ที่อำเภอเนี่ยมีคนเคยถูก 12 ล้าน แสดงว่าโชคใกล้เข้ามาแล้ว”

“ซื้อไม่เยอะ แต่ก็ซื้อเอาไว้ทุกงวด เผื่อถูก”

“ตั้งแต่ซื้อมาเพิ่งจะเคยถูกครั้งเดียว แต่ก็ซื้อ เอาไว้พอได้พูดคุยกับเพื่อนๆ”

ทั้งหมดนี้ยังไม่นับนโยบายของรัฐที่มีส่วนช่วยให้เกษตรกรเป็นหนี้ ซึ่งขอโอนไปเล่าในโอกาสหลัง

ติดตามรายงานของ ผศ.ดร.ศิวาพร ฟองทอง ได้ใน https://www.khonthai4-0.net/?wpfb_dl=116

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ก็ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครองท่านผู้อ่านและเกษตรกรทั้งหลายให้มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดหนี้ และมีลูกบังเกิดเกล้ากลับมาเป็นเทพยดาอารักษ์ในวัยอาวุโส!

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด