ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ฟังนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) รุ่นน้องคนหนึ่ง เล่าเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจเอามากๆ
ปกติแล้วอย่างที่ทราบกันแหละครับว่าการฝึก รด.นั้น ถึงจะไม่ได้โหดเท่าการฝึกทหารจริงๆ แต่ก็มีความโหดอยู่พอสมควร ทั้งต้องตากแดดร้อน ต้องนอนคลุกโคลนสารพัด ข่าวส่วนหนึ่งที่เราได้ยินกันก็จะออกไปในทำนองว่าครูฝึกใช้อำนาจเกินหน้าที่ มาฝึก รด.
ข้อมูลที่ผมได้รับมาในคราวนี้ เป็นการใช้ “อำนาจเกินหน้าที่”
นักเรียน ม.ปลายคนดังกล่าวบอกว่า ในการเรียน รด.ปีปัจจุบัน มีการบังคับให้นักเรียนโหลดแอพพลิเคชั่น “รักษาดินแดน” ลงมือถือด้วย โดยไม่ใช่บังคับเปล่าๆ แต่จะมีการตรวจทุกสัปดาห์ โดยนักเรียนจะต้องโหลดแอพพ์ลงมือถือของตน แคปเจอร์หน้าจอ และพรินต์ออกมาเพื่อส่งครูฝึกในทุกครั้งที่ตรวจ
ครูฝึกจะแบ่งนักเรียนออกเป็นสี่กลุ่ม คือพวกที่โหลดแล้ว, พวกที่โหลดไม่ได้เพราะระบบไม่รองรับ, โหลดไม่ได้เพราะไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟน และพวกที่โหลดได้ แต่ไม่ยอมโหลด
สามพวกแรกไม่เท่าไร – พวกหลังสุดนี่สิครับที่มีปัญหา – ถึงแม้จะยังไม่มีการ “ลงโทษ” ให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่ครูฝึกก็ตักเตือนไว้ว่าจะมีการหักคะแนน ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่ผ่านการฝึกได้ด้วย
จะว่าไปก็เป็นแนวๆ รุ่นพี่ขู่รุ่นน้องให้ร่วมกิจกรรมเชียร์ในระบอบ SOTUS ที่อาจใช้ข้ออ้างว่าถ้าไม่รวมก็จะไม่ได้คะแนน และอาจเรียนไม่จบ
นักเรียน ม.ปลาย คนนี้ยังส่งรูปถ่ายปกสมุดเรียน รด. มาให้ดูด้วยว่าแอพพ์กรมรักษาดินแดนที่ให้โหลดนี้มีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร โฆษณาที่ว่าพาดหัวไว้อย่างนี้ครับ
“รักษาดินแดน สุดยอดแอพพลิเคชั่นเพื่อการติดต่อสื่อสารภายในของหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ครั้งแรก!! กับระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กองค์กรที่ทันสมัยที่สุด ผลิตโดยบริษัท ธนพัฒน์ อินเตอร์โซเชียล มีเดีย จำกัด และบริษัท แอดวานซ์ แทรคกิ้ง เซอร์วิส จำกัด สุดยอดบริษัทเทคโนโลยีของเมืองไทย ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้”
เมื่อค้นใน App Store ก็พบว่าแอพพ์รักษาดินแดนนั้นมีฟีเจอร์คล้ายๆ แอพพ์ แชต ยอดนิยมอย่าง LINE คือสามารถแชตคุยกันด้วยตัวหนังสือได้ แชตคุยกันด้วยเสียงได้ สามารถส่งวิดีโอหากันได้ และคุยกันเป็นกลุ่มได้ (กลุ่มในที่นี้คือกลุ่ม “ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร”) นอกจากนั้น ยังมีฟีเจอร์การส่งสติ๊กเกอร์ให้กัน เพื่อให้การคุยมีอรรถรสขึ้นด้วย (สติ๊กเกอร์เท่าที่เห็นทั้งหมดจะเป็นรูปการ์ตูนทหาร) โดยในแอพพ์เรียกฟีเจอร์นี้ว่า “ส่งแทททู” (รอยสัก, สงสัย ‘สติ๊กเกอร์’ จะไม่เก๋าพอ)
ผมสอบถามนักเรียน ม.ปลาย เพิ่มเติมว่า แล้วหลังจากที่โหลดมาเคยได้ใช้จริงๆ ไหม เขาตอบว่า ไม่ได้ใช้อะไรให้มีประโยชน์จริง เพื่อนๆ ของเขาก็ไม่ค่อยใช้ บางคนโหลดมาเพื่อพรินต์ส่ง แล้วก็ลบ แล้วก็ใช้รูปเดิมเพื่อพรินต์ส่งไปเรื่อยๆ (บางศูนย์ฝึกจะมีการป้องกันวิธีนี้ด้วยการบอกให้แคปเจอร์ข้อความบางอย่างที่ต้องพิมพ์ขึ้นใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่สามารถใช้รูปเดิมเพื่อพรินต์ส่งได้)
ลำพังการ “บังคับ” ให้โหลดแอพพ์อะไรสักอย่างก็รู้สึกแย่แล้วนะครับ – มือถือของเราแท้ๆ ทำไมเราถึงไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เราอยากให้อยู่หรือไม่อยู่ในนั้นได้ ครูฝึกมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะบังคับให้เด็กโหลดสิ่งนี้ลงเครื่อง มันเป็นการก้าวล่วงไปสู่พื้นที่ที่อำนาจของการฝึก รด. ไม่เคยไปถึง จากก่อนหน้านี้ที่ครูฝึกสามารถบังคับกายเราให้ลงไปนั่งลุกคลุกโคลนหรือหมอบบนทรายร้อนๆ ได้
ผมจะไม่คิดไปไกลขนาดที่ว่าทางกรมการรักษาดินแดน บอกให้นักเรียน รด.โหลดแอพพ์นี้มาเพื่อติดตามตัวพวกเขาหรอกนะครับ คิดแบบนั้นก็อาจจะเป็นการปรักปรำผู้ทำแอพพ์และกรมการรักษาดินแดนจนเกินไป เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจริงๆ แล้วเขาใช้แอพพ์นี้เพื่ออะไร อาจจะเพื่อการติดต่อสื่อสารกันระหว่างครูฝึกกับนักเรียน รด.ก็ได้
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องติดต่อกันบ่อยขนาดใช้แอพพ์เลยหรือ ตอนที่ผมเรียน รด. นี่แทบไม่ต้องติดต่อสื่อสารอะไรกับครูฝึก นอกเวลาเรียนทั้งสิ้น
วันสองวันต่อมาหลังจากที่ผมได้ฟังเรื่องนี้ ก็มีข่าวออกมาว่าสำนักงาน กสทช.วางแผนที่จะออก “ซิมนักท่องเที่ยว” เพื่อให้สามารถติดตามตัวนักท่องเที่ยวที่อยู่ในประเทศไทยเกินอายุวีซ่าได้ เรื่องนี้เป็นข่าวดังลง BBC เลยทีเดียว โดยพาดหัวว่า Thailand approves plans to track tourists’ phones (ประเทศไทยอนุมัติให้มีการติดตามโทรศัพท์มือถือของนักท่องเที่ยวได้)
ถึงแม้ว่าจะมีการแก้ข่าวจากทาง กสทช. ว่าเรื่องนี้เป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น มีเจตนารมณ์ที่ดีเพื่ออำนวยความสะดวก “และความปลอดภัย” ให้กับนักท่องเที่ยวที่มาพำนักระยะสั้นๆ โดยจะรับฟังความคิดเห็นของสาธารณชนก่อนใช้จริงอยู่แล้ว แต่นั่นก็ไม่ทำให้ผมสบายใจขึ้นเลย
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่าซิม ดังกล่าวจะมีการบังคับใช้อย่างไร และจะบังคับใช้หรือไม่ แต่ก็มีเสียงคอมเมนต์สนับสนุนมาแล้วว่า “เป็นสิ่งที่ดี จะได้ติดตามอาชญากรรม” และเช่นเคย “ไม่ได้ทำผิดจะกลัวอะไร” “ไปบ้านไหนก็ต้องเคารพระเบียบของเขา” ซึ่งเป็นคอมเมนต์ที่เราจะได้ยินทุกครั้งเวลาที่มีประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวระเบิดขึ้นในบ้านเรา
ผมไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วแอพพ์ของกรมรักษาดินแดนจะมีไว้เพื่อทำอะไร และซิมการ์ดนักท่องเที่ยวทำขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่ดีหรือไม่
แต่ลำพังถ้าแค่บอกว่า “เขามีความคิดที่ดี เชื่อใจเขาเถอะ” “ไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องกลัว” แล้วจะให้เชื่อใจเลยโดยทันทีนั้น เห็นทีจะเป็นไปไม่ได้

