หน้าแรก คอลัมนิสต์ ลิสบอนสึนามิค...

ลิสบอนสึนามิคือจุดสูงสุด ของยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment)

30.12.20 | 13:00 น.

ยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) คือสมัยของขบวนการการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม

ถึงขั้นปฏิวัติทางความคิดของบรรดาปัญญาชนในยุโรปและอาณานิคมของอังกฤษที่ทวีปอเมริกา เหนือช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปสังคมและส่งเสริมการใช้หลักเหตุผลมากกว่าการใช้หลักจารีตประเพณีหรือความเชื่อแบบศรัทธาฝังหัวต่อพระผู้เป็นเจ้าของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในยุโรปตะวันตกสมัยนั้น ด้วยการส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ขบวนการในยุคเรืองปัญญาให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อเสรีภาพในการแสดงออก และการแลกเปลี่ยนความรู้หรือการใช้ปัญญา เพื่อต่อต้านความเชื่อทางไสยศาสตร์ อันมีเรื่องปาฏิหาริย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการสั่งสอนที่คลุมเครือและห้ามตั้งคำถามโดยการปิดบังหรือกั๊กความรู้ (obscurantism) จากทางศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและรัฐบาลทั้งหลายในยุโรปตะวันตกสมัยนั้น (เหมือนกับบ้านเราที่มักจะใช้วลีเด็ดว่า “ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่” นั่นแหละ)

ลักษณะที่สำคัญของแนวความคิดในยุคเรืองปัญญา คือ แนวคิดมนุษย์นิยมที่เชื่อในตัวมนุษย์และสติปัญญาของมนุษย์ว่าสามารถเข้าใจถึงความจริงของทั้งโลกกายภาพ และของปัญหาทางจริยธรรมและการปกครองในสังคมมนุษย์ได้ โดยไม่ต้องยอมตามจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมา ภาษิตประจำใจที่ใช้กันแพร่หลายของปัญญาชนในยุคนี้ “จงกล้าที่จะใช้ปัญญา”

ยุคเรืองปัญญาถูกจุดประกายจากเหล่านักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เช่น เรอเน เดการ์ต, บารอค สปิโนซา, จอห์น ล็อก, ไอแซก นิวตัน, วอลแตร์ โดยจุดเริ่มต้นของยุคเรืองปัญญามีที่มาจากการผนวกเข้าด้วยกันของอุดมคติว่าด้วยมนุษย์นิยมของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) กับการบุกเบิกความรู้และการค้นพบในสาขาปรัชญาธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เช่น จากงานเขียนของฟรานซิส เบคอน และการค้นพบเทคนิคทางคณิตวิเคราะห์สมัยใหม่ของนักปรัชญาฝรั่งเศส เรอเน เดการ์ต ผู้กล่าวประโยคอมตะที่ว่า “I think therefore I am” (การที่เรามีความคิดหรือความรู้สึก หมายความว่าเรานั้นมีอยู่จริงในฐานะความคิด)

การศึกษาวิชารัฐศาสตร์โดยเฉพาะวิชาปรัชญาทางการเมืองล้วนแล้วแต่อ้างอิงจากยุคเรืองปัญญาเป็นปฐมและยังทรงอิทธิพลมาจนถึงยุคปัจจุบัน คือ เสรีภาพ ภราดรภาพ การยอมรับความแตกต่างของมนุษย์ทั้งทางความคิดและชีวิตความเป็นอยู่ การแยกศาสนาออกจากการปกครอง และรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญนั่นเอง

Advertisement

ยุคเรืองปัญญาได้เกิดโครงการสร้างและเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนทั่วไปอย่างโลดโผนยิ่งคือ การสร้างสารานุกรม (Encyclopedia) โดย มีเดอนี ดีเดอโร เป็นบรรณาธิการใหญ่ โดยเป็นการนำบทความความรู้หลากหลายสาขา อาทิ ปรัชญา วรรณกรรม ความรู้หรือการค้นพบใหม่ในสาขาวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และการหัตถกรรมจำนวนหลายพันชิ้นมารวบรวมไว้ โดยมียักษ์ใหญ่ทางปัญญาช่วยเขียนบทความ เช่น วอลแตร์, ฌ็อง-ฌัก รูโซ และมงแต็สกีเยอ เป็นต้น ซึ่งเป็นที่มาของวิกิพีเดียในยุคปัจจุบันนี้นั่นเอง

แนวความคิดของยุคเรืองปัญญานี้ได้แพร่ขยายไปในอาณาคมอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือมีอิทธิพลต่อบุคคลเช่น เบนจามิน แฟรงคลิน และ โทมัส เจฟเฟอร์สัน รวมทั้งชนชั้นนำของอาณานิคมอังกฤษในอเมริกาวงกว้าง จึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิวัติอเมริกา แนวความคิดและปรัชญาทางการเมืองจากยุคเรืองปัญญานี้เองที่มีอิทธิพลต่อคำประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา, บทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิพลเมือง (Bill of Rights) ของสหรัฐอเมริกา, คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองของฝรั่งเศส ฯลฯ

ที่กล่าวถึงความสำคัญและยิ่งใหญ่ของยุคเรืองปัญญามายืดยาวก็เพื่อที่จะเชื่อมโยงจุดสูงสุดของยุคที่เกิดขึ้นภายหลังลิสบอนสึนามิ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2298 (ตรงกับสมัยพระเจ้าบรมโกษฐ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา) หลังจากเกิดแผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกห่างจากแหลมเซนต์วินเซนต์ไปทางทิศพายัพราว 200 กิโลเมตร จึงได้เกิดคลื่นสึนามิตามมาทำลายกรุงลิสบอนและบริเวณใกล้เคียงในราชอาณาจักรโปรตุเกสลงเกือบสิ้นเชิง ตัวเลขประเมินผู้เสียชีวิตเฉพาะในกรุงลิสบอนประมาณ 90,000 คน นับเป็น 1 ใน 3 ของประชากรของโปรตุเกสเลยทีเดียว

ลิสบอนสึนามิได้ถาโถมเข้าใส่ภูมิประเทศของการเมืองและวัฒนธรรมยุโรปตะวันตกอย่างรุนแรงแทบจะกวาดล้างออกไปส่วนใหญ่โดยวอลแตร์ยักษ์ใหญ่แห่งยุคเรืองปัญญาได้เขียนเริ่มต้นโคลงบทหนึ่งชื่อว่า “โคลงแห่งความหายนะที่ลิสบอน – Poem on the Lisbon Disaster”

Unhappy mortals! Dark and mourning earth!

Affrighted gathering of human kind!

Eternal lingering of useless pain!

ต่อมาวอลแตร์ได้นำเรื่องลิสบอนสึนามิมาแทรกไว้ในหนังสือที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา “ก็องดีด (Candide)” นวนิยายแนวปรัชญาของเขาที่เขียนในรูปแบบของร้อยแก้วในเชิงเสียดสีที่ใช้คำพูดที่มีความหมายขัดแย้งกัน

ลิสบอนสึนามิจัดเป็นการเนรเทศพระผู้เป็นเจ้าและความเชื่อทางศาสนาคริสต์ที่มักจะกล่าวถึงความหายนะต่อมวลมนุษยชาตินั้นเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าไปจากกิจการของบ้านเมืองโดยเด็ดขาดไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยึดถือเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจถึงสาเหตุของสึนามิว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติแทนที่จะอ้างความเชื่อทางศาสนาอย่างที่แล้วๆ มา พูดง่ายๆ ก็คือการใช้ความรู้และเหตุผลแทนความเชื่อลมๆ แล้งๆ ของศาสนาที่มักจะอธิบายถึงความหายนะที่เกิดจากธรรมชาตินั้นเป็นการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้าต่อมวลมนุษยชาตินั่นเอง

ครับ! ทำให้คิดถึงเมืองไทยที่เอะอะก็อ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือปาฏิหาริย์ และ obscurantism อยู่ร่ำไป