ตลาดมืด หรือการค้าขายสินค้าที่ลักลอบนำเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย เป็นเหมือน “วัฒนธรรม” ที่อยู่คู่กับสังคมพม่าร่วมสมัย นับตั้งแต่รัฐบาลเผด็จการเน วินเริ่มปิดประเทศในทศวรรษ 1960 พม่าไม่สามารถส่งออกสินค้าใด ๆ ได้ แต่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากเท่ากับการที่รัฐบาลห้ามไม่ให้มีการนำเข้าสินค้าเข้าไปในประเทศ โดยอ้างว่าภายใต้เศรษฐกิจแบบ “สังคมนิยมวิถีพม่า” พม่าจำต้องลดการพึ่งพาประเทศภายนอก และหันมาสนับสนุนสินค้าอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ประชาชนทุกคนรู้ดีว่านโยบายปิดประเทศจนทำให้เศรษฐกิจพม่าบอบช้ำอย่างหนัก จนกลายเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกในปลายทศวรรษ 1990 มาจากความระแวงโลกตะวันตก ความเกลียดชังชาวต่างชาติ และความเชื่อมั่นในเรื่องลี้ลับทางไสยศาสตร์ มากกว่าเหตุผลและความเจริญของชาติ
หลังการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารครั้งใหญ่ที่สุดในปี 1988 เน วินประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในรัฐบาลและกองทัพ และมีคณะทหารชุดใหม่ในนาม SLORC เข้ามาปกครองต่อ แต่พม่าภายใต้รัฐบาลทหาร SLORC (ต่อมาจะเปลี่ยนเป็น SPDC ในปี 1997) ก็ไม่ต่างจากยุคของเน วิน เพราะยังยึดถือธรรมเนียมการปิดประเทศ เพียงแต่ได้ผ่อนคลายความตึงเครียดกับโลกตะวันตกลงไปบ้าง และเริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างจริงจังในต้นทศวรรษ 1990 แต่แม้จะมีแสงอยู่ที่ปลายอุโมงค์อยู่บ้าง แต่กล่าวได้เต็มปากว่าพม่าภายใต้การปกครองของกองทัพ ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การนำของใครก็ตามแต่ ไม่สามารพัฒนาต่อไปด้วยจมอยู่กับประสบการณ์อันเลวร้ายในยุคอาณานิคม ลัทธิชาตินิยมขวาตกขอบ และความกลัวการเปลี่ยนแปลง
ท่ามกลางประเทศที่ปิดตาย และเศรษฐกิจภายในประเทศที่หยุดชะงัก ธุรกิจในตลาดมืดกลับเติบโตขึ้นตามแนวชายแดนพม่า ทั้งส่วนที่ติดกับไทย จีน และลาว ตลาดมืดในพม่ามีอิทธิพลอย่างสูงต่อการกำหนดพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนทั่วพม่า เพราะในยุคที่สินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินค้านำเข้า อย่างนมข้นหวาน สบู่ กาแฟ ฯลฯ จากต่างประเทศเป็นของหายาก หนทางเดียวที่คนพม่าจะเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ได้ก็ต้องผ่านตลาดมืด และคอนเน็กชั่นของตนกับพ่อค้าตลาดมืดเท่านั้น เมื่อผู้เขียนเข้าไปในพม่าในยุคปลายยุค SPDC อาจารย์สอนภาษาพม่าของผู้เขียนติดต่อมาว่าต้องการให้ซื้อสินค้าบางอย่างให้จากกรุงเทพฯ ผู้เขียนนึกว่าอาจารย์อาวุโสท่านนี้จะฝากซื้อของที่ระลึก แต่เปล่า ท่านกลับฝากซื้อสบู่อังกฤษยี่ห้อหนึ่ง (ปัจจุบันมีโรงงานผลิตอยู่ในประเทศอินเดีย) นับสิบก้อน สบู่ราคาก้อนละ 30 กว่าบาทนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย” ที่เป็นที่ต้องการของชนชั้นกลางพม่า เนื่องจากเคยเป็นสินค้าที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวันก่อนยุคเผด็จการ แต่ในตลาดมืด หรือตลาดที่ลักลอบนำของจากภายนอกเข้าไปขายในพม่า
สบู่เพียงก้อนเดียวอาจมีราคาสูงกว่าราคาจริงหลายเท่า
การมีอยู่ของตลาดมืดแบบพม่ามาจากความสลับซับซ้อนของการเมืองภายในพม่า ไม่ใช่เฉพาะด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมาจากความสัมพันธ์อันลักลั่นระหว่างกองทัพ-รัฐบาลพม่ากับกองกำลังของชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในเขตสามเหลี่ยมทองคำ อันเป็นพื้นที่ชายแดนพม่า-ไทย-ลาว และเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดที่มีชื่อเสีย(ง)ระดับโลกมาช้านาน แม้ในปัจจุบัน การผลิตยาเสพติดในเขตสามเหลี่ยมทองคำจะลดลงไป จากการปราบปรามที่เข้มข้นขึ้นของรัฐบาลทั้งสามประเทศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมืองหลายเมืองที่ได้อานิสงส์จากการเติบโตขึ้นของสามเหลี่ยมทองคำตลอดยุคสงครามเย็น เมืองสำคัญ ๆ
อย่างท่าขี้เหล็กในฝั่งพม่า อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ในฝั่งไทย และห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว กลายเป็นศูนย์กลางค้าขายและแน่นอน เป็นเหมือนศูนย์กลางของ “ตลาดมืด”
สำหรับเมืองท่าขี้เหล็กในปัจจุบันเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญอีกแห่งในรัฐฉานตอนใต้ มีโรงแรมขนาดใหญ่ บ่อนกาสิโน และสถานบันเทิงประเภทบาร์คาราโอเกะ โดยมากเป็นกลุ่มทุนมาจากจีน เมื่อไม่นานมานี้ เมืองท่าขี้เหล็กกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในสื่อพม่าอีกครั้งเพราะเป็นเมืองที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งใหญ่ และเป็นการติดเชื้ภายในประเทศ (local transmission) จึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนในพม่าเป็นพิเศษ โรงแรมและสถานบันเทิงในท่าขี้เหล็กกลายเป็น “ซุปเปอร์ สเปรด
เดอร์” โดยเฉพาะกรณีของโรงแรมชื่อ 1G1-7 ในต้นเดือนธันวาคม โรงแรมดังกล่าวเป็นแหล่งแพร่เชื้อโควิด-19 มีผู้ติดเชื้อจากสถานบันเทิงภายในโรงแรมนี้รวมถึง 68 คน ส่วนใหญ่เป็นแขกที่เข้าพัก และส่วนหนึ่งเป็นพนักงานโรงแรมและสถานบันเทิง
ทางการพม่าประเมินว่าการระบาดในท่าขี้เหล็กอาจเริ่มจากผู้ที่ทำงานในบาร์คาราโอเกะภายในโรงแรม 1G1-7 ซึ่งเป็น “เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” ขนาดใหญ่ ในจำนวน เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ในท่าขี้เหล็กที่มีมากถึง 15 แห่ง นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 มานั้น ธุรกิจสถานบันเทิงในท่าขี้เหล็กยังดำเนินต่อไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ว่าลูกค้าจากฝั่งไทยจะไม่ได้ข้ามไปสถานบันเทิงในฝั่งพม่าแล้วนับตั้งแต่ทางการไทยปิดด่านตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ก็สถานบันเทิงในท่าขี้เหล็กก็ยังมีแขกจากจีน ซึ่งเข้ามาผ่านทางลาว ทางการพม่าและไทยรับรู้การมีอยู่ของธุรกิจสถานบันเทิงในท่าขี้เหล็กเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากพื้นที่ในรัฐฉานทั้งหมดอยู่ในเขตปกครองของกองทัพรวมแห่งรัฐว้า (UWSA) และยังมีมาเฟียในท้องที่ควบคุม ทำให้ท่าขี้เหล็กเป็นพื้นที่สีเทา ที่ทางการพม่าไม่ต้องการเข้าไปยุ่ง
โรงแรม 1G1-7 อยู่ภายใต้การควบคุมของ UWSA สาขาภาคใต้โดยตรง แม้แต่ชื่อโรงแรม 1G1-7 แสนประหลาด ก็มาจากชื่อเรียกกองกำลัง UWSA ภาคใต้ ว่า “เขตทหาร 171” (ตัวอักษร G คือตัวอักษรลำดับที่ 7 ในภาษาอังกฤษ) UWSA ออกมาปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับสถานบันเทิงทั้งหลายในท่าขี้เหล็ก ผู้หญิงไทยที่ลักลอบเดินทางกลับไทยและเป็นผู้แพร่เชื้อโควิด-19 ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ก็ทำงานในกลุ่มโรงแรม 1G1-7 นี้ และผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ทำงานในสถานบันเทิงฝั่งท่าขี้เหล็กก็ล้วนเป็นหญิงไทยเป็นส่วนใหญ่
จากกรณีของสถานบันเทิงในท่าขี้เหล็ก ที่กลายเป็น “ซุปเปอร์ สเปรดเดอร์” ทั้งในกรณีของพม่าและของไทย ชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีความพยายามป้องกันโรคอย่างดี แต่ก็ยังมีกรณียกเว้น โดยเฉพาะเมื่อเป็นสถานบันเทิง หรือบ่อน ที่เป็นของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อย จากเดิมที่พม่าและไทยมีประวัติการควบคุมโรคได้ค่อนข้างดี และมีอัตราการติดเชื้อภายในประเทศไม่มากนักเมื่อเทียบกับภูมิภาค
อื่นๆ ทั่วโลก แต่การแพร่ระบาดระลอก 2 นี้อาจไม่ได้มาจากแรงงานพม่าภายในสมุทรสาคร ที่เริ่มติดกันเอง และแพร่สู่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบ แต่ที่มาของการระบาดแท้จริงแล้วมาจากธุรกิจสีเทาๆ ตลาดมืด และการลักลอบนำคนจากฝั่งพม่าเข้ามา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตราบใดก็ตามที่ธุรกิจผิดกฎหมายและผู้มีอิทธิพลยังมีอยู่ การพร่ำบอกประชาชนไม่ให้ “การ์ดตก” เพียงอย่างเดียว คงไม่ใช่มาตรการการป้องกันและควบคุมโควิด-19 ที่ยั่งยืน ทั้งในกรณีของพม่าและของไทย
ลลิตา หาญวงษ์

