เดินไปในเงาฝัน : เราจะก้าวข้ามวิกฤตไปด้วยกัน

เดินไปในเงาฝัน : เราจะก้าวข้ามวิกฤตไปด้วยกัน

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมาจนถึงปลายปี มวลมนุษยชาติบนโลกใบนี้ต่างต้องผจญกับมหันตภัยไวรัสร้ายอย่างหนักหน่วง

ที่ไม่เพียงจะต้องเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

หากยังต้องเฝ้าติดตามตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างเท่าทวีคูณ ซึ่งใครจะเชื่อล่ะว่านับแต่ไวรัสร้ายแพร่ระบาดจนถึงปัจจุบันมีตัวเลขผู้เสียชีวิตถึง 1 ล้านกว่าคน

ซึ่งเป็นตัวเลขผู้เสียชีวิตที่คงต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

ทั้งยังทำท่าจะพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากวัคซีนยังไม่ถูกฉีดให้กับมวลมนุษยชาติอย่างเท่าเทียม เพราะเท่าที่สังเกตจะเห็นว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจน่าจะเป็นประเทศแรกๆ ที่ประชากรของเขาได้รับเกราะป้องกันในต่อต้านเชื้อไวรัส

ทั้งๆ ที่สหประชาชาติตั้งประเด็นเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” เป็นประเด็นแรกๆ ของแนวทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลก

ผมเห็นแล้วต้องพยายามเข้าใจ

ต้องยอมรับ

เพราะขนาดกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศสิงคโปร์ยังเป็นประเทศแรกๆ ในกลุ่มนี้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนก่อน

ส่วนประเทศไทยน่าจะราวๆ กลางปี หรือปลายปี 2564

ทั้งนั้นคงต้องเฝ้าติดตามกันต่อไป

แต่ที่แน่ๆ นับแต่ปี 2564 เป็นต้นไป เราๆ ท่านๆ คงต้องผจญกับมหันตภัยไวรัสร้ายอย่างต่อเนื่อง และทำท่าว่าจะหนักกว่าตอนปี 2563 เสียอีก

ถามว่าทำไม?

เพราะตลอดช่วงผ่านมานับแต่ปลายปี 2563 จนถึงต้นปี 2564 ประชากรคนไทยเดินทางไปมาภายในจังหวัดกันค่อนข้างมาก กอปรกับเดินทางไปมาระหว่างจังหวัดหนึ่งกับอีกจังหวัดหนึ่งอย่างต่อเนื่อง

เสมือนเป็นการเฉลิมฉลองช่วงเทศกาลปีใหม่

เสมือนเป็นการปลดทุกข์จากความเครียดตลอดช่วงผ่านมา

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้มากว่าหลังจากเทศกาลปีใหม่ผ่านพ้นสักระยะหนึ่ง รัฐบาลน่าจะมีการประกาศล็อกดาวน์ประเทศเป็นแน่

หลายบริษัทคงต้องใช้มาตรการทำงานจากที่บ้าน

และเศรษฐกิจคงต้องพังพาบอีกคำรบหนึ่ง

หลังจากที่พังไปเรียบร้อยแล้วตลอดปี 2563 ผ่านมา ซึ่งหลายคนคงทราบกันดีว่านับตั้งแต่เทคโนโลยีเข้ามาดิสรัปต์ธุรกิจตั้งแต่ปี 2562 จนทำให้หลายคนต้องตกงานจำนวนมาก

หลายองค์กรต้องปิดตัวลง

แต่เมื่อมาเจอมหันตภัยไวรัสร้ายกระหน่ำซ้ำในปี 2563 สัญญาณร้ายยิ่งทำให้บริษัทห้างร้าน โรงงาน ธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพ ฟรีแลนซ์ และอาชีพอื่นๆ อีกมากมายต่างพังพาบไปทั่ว

ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ๆ

หลายบริษัทจำต้องลดขนาดองค์กรให้เล็กลง และหลายบริษัทเลือกที่จะหยุดเลือดที่ไหลด้วยการลดต้นทุนทุกอย่าง ซึ่งหนึ่งในการลดต้นทุนที่ดีที่สุดคือ “ปลดพนักงาน”

ขณะที่อีกหลายบริษัทเลือกใช้บริการเอาต์ซอร์สมากขึ้น เพราะเห็นแล้วว่าการที่จะทำเอง หรือบริหารจัดการเองไม่เพียงเป็นการเพิ่มต้นทุน

ยังเป็นการแบกภาระทั้งหมดไว้กับองค์กรด้วย

ดังนั้น ทางเดียวที่จะทำให้องค์กร “เบา” ที่สุดคือพยายามกำจัดจุดอ่อนที่ไม่จำเป็นออกไปให้มากที่สุด และทำท่าว่าการตัดสินใจเช่นนี้น่าจะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้องค์กรอยู่ได้

แม้จะเพียงระยะหนึ่งก็ตาม

ขณะที่บัณฑิตตกงานนับตั้งแต่ปี 2562-2564 ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้รัฐบาลจะพยายามออกมาตรการในการช่วยเหลือ ด้วยการเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนช่วยรับบัณฑิตเหล่านั้นเข้าทำงานก็ตาม

ด้วยการจ่ายเงินเดือนให้ครึ่งหนึ่ง

แต่กระนั้น คงต้องมาดูข้อมูลที่แท้จริงกันอีกทีว่า…ที่ผ่านมาภาครัฐ และภาเอกชนช่วยเหลือบัณฑิตตกงานไปแล้วจำนวนเท่าไหร่ และยังมีบัณฑิตอีกจำนวนเท่าไหร่ที่ยังไม่มีงานทำ

ตรงนี้เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่รัฐบาลคงต้องรีบแก้ไข

ไม่นับรวมอีกหลายๆ ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับมหันตภัยไวรัสร้าย อาทิ ธุรกิจท่องเที่ยว, โรงแรม, ภาคบริการ, ภาคเอ็นเตอร์เทน และภาคธุรกิจการบิน

โดยเฉพาะภาคธุรกิจการบินที่ต้องยอมรับว่าหนักหนาสาหัสเหลือเกิน และไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยเท่านั้น หากทุกประเทศทั่วโลกต่างประสบปัญหาดุจเดียวกัน

เพราะไม่มีใครกล้าเดินทาง

ไม่มีใครกล้าท่องเที่ยว

เมื่อเป็นดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคธุรกิจการบินทั้งระบบคงต้องประสบปัญหาอย่างช่วยไม่ได้ จนทำให้ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า…แล้วพวกเราจะอยู่กันอย่างไร?

เพราะภายในประเทศก็เที่ยวไม่ได้ เดินทางก็ไม่ได้ ธุรกิจร้านค้าก็ไม่มีคนซื้อ ตลาดก็ไม่มีใครกล้าไป ผู้บริโภคก็ไม่กล้าซื้อของ

แล้วเงินจะสะพัดอย่างไร?

ส้มจึงไปหล่นกับธุรกิจดิลิเวอรี หรือธุกิจร้านสะดวกซื้อทั้งหมด เพราะที่ผ่านมา หลังจากมีการล็อกดาวน์ประเทศปรากฏว่ายอดขายของร้านอาหารพวกนี้

รวมถึงธุรกิจบริการรับส่งอาหารเติบโตอย่างก้าวกระโดด

จนทำให้ธุรกิจเหล่านี้ขยายไลน์ในการให้บริการอย่างครบวงจร ไม่เท่านั้น ยังเป็นทางรอด และทางที่มองเห็นของประชาชนคนไทยทุกคนให้หันมาสู่ธุรกิจประเภทนี้มากขึ้นด้วย

ผมจึงค่อนข้างเชื่อแน่ว่า…ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนับจากนี้ต่อไป ทางเดียวที่จะทำให้เราๆ ท่านๆ อยู่รอดอย่างปลอดภัย คงต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

พูดง่ายๆ คือใช้จ่ายอย่างมีสติ

ใช้จ่ายแบบระวังตัวบ้าง

เพราะตอนนี้ใครๆ ก็ช่วยท่านทั้งหลายไม่ได้แล้ว นอกจากตัวเราเอง เพราะศึกครั้งนี้หนักหนาสาหัสเหลือเกิน และใช่ว่าในปี 2564 ทุกอย่างจะกลับมาปกติเหมือนเดิม

ผมว่าน่าจะราวปี 2565-2566 โน่นแหละ

อดทนกันหน่อยนะครับ

หายใจยาวๆ เข้าไว้…แล้วเราจะผ่านพ้นไปด้วยกันกับวิกฤตครั้งนี้

สวัสดีปีใหม่ครับ?

สาโรจน์ มณีรัตน์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ผจก. ‘โดม ปกรณ์’ แจงแล้ว หลังเจ้าของร้านดังติดโควิดโพสต์รูปคู่ ยันไม่มีความเสี่ยง
บทความถัดไปอว.ออกมาตรการป้องกันโควิด สั่งมหา’ลัย สอนออนไลน์ ขรก.ทำงานที่บ้าน งดเดินทางข้ามจังหวัด