
มีผู้ส่งข่าวมาให้อ่านเป็นกำหนดการเสวนา ของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เรื่อง “4 ทศวรรษแห่งการอนุรักษ์ และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย” ระหว่างวันอังคารที่ 16-วันพุธที่ 17 สิงหาคม 2559 ที่ จ. สุโขทัย
อ่านแล้วลองทบทวนย้อนหลังกลับไปราว 40 ปีที่แล้ว มีภาพเลือนรางเต็มทีจนแทบใช้การไม่ได้ เพราะลืมเกือบหมด แต่เท่าที่จำได้เฉพาะบางเรื่อง (ไม่ทุกเรื่อง) ซึ่งเกี่ยวข้องกับนิตยสารศิลปวัฒนธรรม จึงอาจบกพร่องบ้าง มีดังนี้
หลัง 6 ตุลาคม 2519
ผมตกงาน เลยได้ช่วยงานอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เพราะหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวันถูกสั่งปิดโดยไม่มีกำหนดเปิด
[ประชาชาติรายวัน ขรรค์ชัย บุนปาน บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา, สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการบริหาร]
ต้องหนีการไล่ล่าอยู่นานนับเดือน โดยอาศัยนอนบ้านเพื่อนกับบ้านเครือญาติผู้มีพระคุณ ย้ายไปเรื่อยๆ ตามยถากรรม ผมไม่กล้าติดต่อกับคนอื่นๆ เพราะรู้ว่าคนอื่นๆ ก็ไม่อยากให้ผมติดต่อไปในยามหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น
เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ มีผู้ขอให้ช่วยสร้างสำนักพิมพ์ ผมรับทำชั่วคราวเพียงเริ่มต้นได้แค่นั้น โดยพิมพ์หนังสือเปิดตัวครั้งแรกเรื่องศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ฉบับหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2520)
ทำให้ต้องเดินทางไปเกี่ยวข้องกับโบราณวัตถุสถานเมืองเก่าสุโขทัย จ. สุโขทัย
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
นิคม มูสิกะคามะ (ขณะนั้นเป็นหัวหน้าหน่วยศิลปากรอยู่สุโขทัย และรับผิดชอบโครงการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย) ชวนไปร่วมงานเฉพาะกิจเป็นส่วนตัว (ไม่เป็นราชการ และไม่มีค่าจ้าง) เกี่ยวกับโครงการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
ด้วยความเคารพนับถือ และสนิทสนมตั้งแต่ผมยังเป็นนักเรียนคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงรับทำงานทันทีอย่างหนักแน่นเต็มอกเต็มใจ เพราะเป็นงานถูกจริตติดกมลสันดานอยู่แล้ว ถึงไม่ออกปากก็อยากทำให้ฟรีๆ โดยไม่เป็นทางการ ไม่เป็นราชการ
[นิคม มูสิกะคามะ เรียนโบราณคดีรุ่นก่อนหลายปี ตอนผมเข้าเรียนปีแรกพี่นิคมจบไปรับราชการนานแล้วในกรมศิลปากร มีความสามารถสูงจนได้ทุนไปศึกษาและดูงานพิพิธภัณฑ์ที่เนเธอร์แลนด์
ขรรค์ชัย บุนปาน เมื่อได้รับเลือกเป็นสาราณียกรหนังสือรุ่นของนักศึกษาคณะโบราณคดี ได้ปฏิรูปการทำหนังสือรุ่นโดยพิมพ์ตำราวิชาการพิพิธภัณฑ์ของพี่นิคม มูสิกะคามะ เป็นเนื้อในหนังสือรุ่นแทนพิมพ์รูปนักศึกษาทุกรุ่น]
หลังจากนั้นผมเดินทางขึ้นๆ ล่องๆ บ่อยมาก ระหว่างกรุงเทพฯ-สุโขทัย
พี่นิคมถ้าลงไปราชการกรุงเทพฯ เป็นต้องชวนผมไปสนทนาในวงเหล้า แล้วฟังสาธยายเรื่องปู่ครูมหาเถรลุกจากนครศรีธรรมราชขึ้นไปสุโขทัย ตามข้อความในจารึกพ่อขุนรามคำแหง เลยมีคำนินทาทั้งต่อหน้าและลับหลังว่าเป็นเพราะพี่นิคมเป็นชาวนครศรีธรรมราช เลยเกิดอาการท้องถิ่นนิยม
งานบุกเบิกอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีอันตรายใหญ่หลวง พี่นิคมเสี่ยงตายเล่าว่าต้องย้ายที่นอนหลบลูกปืนทุกคืน เพราะมีผู้เสียประโยชน์จำนวนมากจากที่เคยค้าของเก่า และที่เคยได้ประโยชน์จากที่ดินโบราณสถาน มีรายละเอียดพิสดารบู๊ล้างผลาญลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนปม เหมาะเขียนบทเป็นหนังไทยหรือละครทีวี ที่มีนักโบราณคดีเป็นพระเอกหรือตัวเอก
ไม่ใช่แนวล่าขุมทรัพย์ แต่เป็นแนวช่วงชิงผลประโยชน์เฉพาะหน้า ระหว่าง นักโบราณคดีผู้พิทักษ์โบราณศิลปวัตถุสถานกับผู้ค้าของเก่า คนละแนวกับขุนเดช (ที่ผมเขียนตอนแรกลงสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ตั้งแต่กรกฎาคม พ.ศ. 2509)
ข้อมูลความรู้ใหม่ๆ
โครงการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เชิญผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการหลายท่านและหลายด้านจากสถาบันต่างๆ ไปให้คำปรึกษาและสำรวจค้นคว้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา แล้วพบหลักฐานใหม่เสมอๆ ทำให้ได้แนวคิดใหม่ๆ ทางประวัติศาสตร์
พี่นิคมชวนขึ้นไปนอนค้างอ้างแรมร่วมงานด้วยเกือบทุกครั้งที่เมืองเก่าสุโขทัย ทำให้ผมสั่งสมข้อมูลความรู้เพิ่มเติมเรื่อยๆ โดยไม่ตั้งใจ และไม่มีสำนึกเป็นนักวิชาการ
ยิ่งทำให้หงุดหงิด และอึดอัดขัดข้อง ที่การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทยไม่ทันสมัย ไม่อัพเดตข้อมูลข่าวสาร แล้วมักครอบงำด้วยความคิดล้าหลังคลั่งชาติว่าไทยใหญ่ไทยโตเหนือคนอื่น
ศิลปวัฒนธรรม ปฐมฤกษ์
ศิลปวัฒนธรรม ฉบับปฐมฤกษ์ เดือนพฤศจิกายน 2522 ราคาเล่มละ 10 บาท ขนใส่รถขึ้นไปขายในงานเผาเทียน เล่นไฟ ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
ผมตัดสินใจทำนิตยสารศิลปวัฒนธรรม รายเดือน เพื่อยกย่องงานวิชาการของนักปราชญ์ราชบัณฑิต และครูบาอาจารย์นักวิชาการไทยแนวก้าวหน้า ที่อ่านยาก เข้าใจยาก ไปทำให้อ่านง่าย เข้าใจง่าย แบ่งปันสู่สาธารณะเพื่อคนอ่านใช้วิจารณญาณพิจารณาประวัติศาสตร์ไทยในแนวกว้าง ต่างจากกระแสหลักที่ล้าหลัง คลั่งเชื้อชาติไทย
พูดอีกอย่างหนึ่งว่าผมทำพีอาร์ประชาสัมพันธ์งานวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดี ด้วยวิถีของสื่อมวลชน ผ่านนิตยสารรายเดือนศิลปวัฒนธรรม ไม่ใช่ทำงานวิชาการ
ติดต่อทางโทรศัพท์กับพี่นิคมไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าช่วยหาเด็กนักเรียนเดินขายหนังสือในงานเผาเทียน เล่นไฟ โดยแบ่งค่าขายให้เด็กด้วย ราคาขายเล่มละ 10 บาท แบ่งครึ่งให้เด็กนักเรียนที่ขายได้ 5 บาทต่อเล่ม
งานคืนแรกเมื่อ พ.ศ. 2522 ผมขึ้นไปเอง ขายได้เป็นร้อยเล่ม มากเกินกว่าที่คาดไว้ เลยติดใจทำต่อเนื่องตั้งแต่บัดนั้นมาอีกนานครบ 25 ปีจึงหยุดตัวเองไปเขียนหนังสืออย่างเดียวจนทุกวันนี้
