หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปี 2559 เหลีย...

ปี 2559 เหลียวหน้าแลหลังการเมืองไทย โดย นิมิตร จินาวัลย์

4.02.16 | 15:04 น.

ถ้าเป็นไปตามปฏิทินที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานตามที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 กำหนดให้แล้วเสร็จภายในเวลา 180 วัน นับถึงเดือนมกราคม 2559 ถือว่าดำเนินการไปแล้วครึ่งทาง ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดพิมพ์เผยแพร่ให้หน่วยงานต่างๆ และประชาชนได้รับทราบเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2559 เป็นต้นไป เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะกลับมายัง กรธ. หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งบุคคลทั่วไปสามารถส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะได้ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นวันสุดท้าย

ต่อจากนั้น กรธ.ก็จะดำเนินการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอแนะของฝ่ายต่างๆ รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องของถ้อยคำ ความเชื่อมโยงของมาตราต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการตีความในภายหลังเป็นอันเสร็จสมบูรณ์แล้วส่งมอบให้กับรัฐบาลในวันที่ 30 มีนาคม 2559 ที่แตกต่างจากการร่างของคณะกรรมการชุดที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน คือจะไม่มีองค์กรใดๆ ให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ความเห็นชอบ รัฐบาลมีหน้าที่ส่งต่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปดำเนินการจัดทำประชามติจากประชาชน เพื่อออกเสียงลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ โดยถือเอาคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ถือว่ามีมติผ่านความเห็นชอบจากประชาชนที่เป็นรูปหนึ่งของประชาธิปไตย ที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบทางตรงนั่นเอง

กกต.ก็ได้เตรียมการเรื่องดังกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้วภายในเดือนกรกฎาคม 2559 ก็จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ช่วงดังกล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2559 คนไทยควรจะตื่นตัวและให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชนคนไทย ที่ผ่านมาประชาชนมักจะถูกแอบอ้างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์อยู่เสมอ นักการเมืองมักจะพูดว่า “ประชาชน” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มและพรรคพวกของตัวเอง การกล่าวอ้างดังกล่าวมักจะถูกนำไปใช้อย่างฟุ่มเฟือยในทุกเวทีด้วยเหตุที่เป็นการพาดพิงโดยไม่ได้ระบุถึงตัวบุคคล

ที่สำคัญคือตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เคยมีใครแสดงตัวเป็นผู้เสียหายและกล่าวโทษร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงาน จึงเป็นการยืนยันความถูกต้องชอบธรรมโดยปริยาย

การยกร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ถือว่ายากที่สุดที่จะได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะจากนักการเมืองและพรรคการเมือง เพราะรัฐบาลเป็นรัฏฐาธิปัตย์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน รวมถึงการดำเนินการ และกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นการยกร่างใหม่ทั้งฉบับที่ประชาชนไม่ได้มีบทบาทส่วนร่วมอย่างแท้จริง เวลาดำเนินการก็กระชั้นชิดเพียง 180 วัน ที่สำคัญสุดคือคณะผู้ยกร่างฯ จะต้องพิจารณาตามกรอบแนวทางตามมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 จำนวน 10 ประเด็น โดยสรุปคือ ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นที่ยอมรับของสากล แต่ต้องสอดคล้องกับสภาพปัญหา ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนไทยและประเทศไทย มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปฏิรูปและสร้างความปรองดองให้มีมาตรการป้องกันไม่ให้การเมืองใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง มีแนวทางขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ สร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การมีส่วนร่วมของประชาชน ในอันที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ การรับผิดชอบต่อความเจริญ และการพัฒนาประเทศ และสังคมโดยรวม จะเห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ยืนยัน ของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการที่ว่า

Advertisement

“ผมไม่อยู่ในฐานะที่ปฏิเสธได้ มิฉะนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่รู้จักทดแทนบุญคุณของแผ่นดิน ก็รู้อยู่ว่างานครั้งนี้ไม่ใช่ง่าย และคงมีอุปสรรคไม่น้อย แต่เมื่อนึกว่าทุกคนก็ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือในการทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ผมต้องอดทนและก็ทำและตั้งใจทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ท่าทีดังกล่าวแสดงถึงความตระหนัก อดทน เปิดกว้างรอรับการมาเยือน แสดงถึงความเป็นอารยชนที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความรับผิดชอบและเสียสละเพื่อส่วนรวมสมกับเป็นผู้นำทางกฎหมายของประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะกลุ่มก้อนทางการเมืองจะต้องช่วยกันคิด รวมพลังกันอย่างสร้างสรรค์ นำประเทศไทยออกจากวิกฤตไปสู่ทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า

ความยุ่งยากซับซ้อนจากการร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุปัจจัยที่กล่าวข้างต้นย่อมจะนำมาซึ่งความเห็นที่แตกต่างจนกลายเป็นความขัดแย้ง และเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไขก็จะลุกลามกลายเป็นประเด็นโต้แย้งที่นำไปสู่ความแตกแยก

จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การดำรงอยู่ของปัญหาแต่เป็นการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งนั่นเอง

ประเทศไทยในรอบ 1 ทศวรรษ ก็ยังวนเวียนอยู่กับความขัดแย้ง จะเห็นได้จากรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มารวมถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ใช้ความพยายามแต่งตั้งคณะกรรมการหลายชุดก็ยังไม่สามารถคลี่คลาย หรือหยุดยั้งและสร้างความปรองดองสมานฉันท์ได้จริงๆ สภาพปัญหาที่เป็นอยู่เป็นเพียงความขัดแย้งทางความคิดเห็นหรือผลประโยชน์ (a conflict of views) ที่เกิดจากการช่วงชิงอำนาจ ความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองของกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองที่มีประชาชนบางส่วนเลือกข้างสนับสนุน หาได้เกิดจากดินแดน กลุ่มชาติพันธุ์ ความศรัทธา ความเชื่อทางศาสนา และวัฒนธรรมที่แตกต่าง ต้นตอของปัญหาคือ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นเงื่อนไขสำคัญ คู่ขัดแย้งมักจะสร้างความเกลียดชัง สร้างวาทกรรมผ่านเครือข่าย และการนำเสนอของสื่อบางสำนักผ่านเครือข่ายจากบนลงล่างแบบทางเดียว (one way communication) จนเกิดปัญหาฝังใจ สังเกตในขณะนี้ได้จากการพูดยัดเยียดความผิดในร้านขายก๋วยเตี๋ยวตามร่มไม้ หรือร้านขายของชำเล็กๆ ในหมู่บ้าน แม้แต่ในรายการคืนความสุขให้ประชาชน หัวหน้าครอบครัวกับสมาชิกในบ้านยังมีความเห็นต่าง

ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นปัญหาเฉพาะกลุ่มที่จะแก้ปัญหาได้โดยกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่โดยอิสระปราศจากการแทรกแซงใดๆ และควรหยุดตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาหรือแม้แต่จะมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้แล้วยังอาจจะขัดกับหลักการในฐานะที่เป็นกฎหมายสูงสุดเพื่อปวงชน

กระบวนการยุติธรรมในรอบปี 2558 มีหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ประพฤติมิชอบ คดีทางการเมือง การหมิ่นประมาท คดีความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ คดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจ และทรัพยากร ที่ศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว แสดงว่าให้เห็นถึงความมีมาตรฐานของกระบวนการพิจารณาคดีในศาลสถิตยุติธรรม

ถ้าหากปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามกฎหมาย ในที่สุดความขัดแย้งก็จะลดและหายไป ความเชื่อมั่นศรัทธาก็จะกลับคืนมา ฉะนั้น ก่อนการเลือกตั้งรัฐบาลจะเสนอแนะให้ศาลสถิตยุติธรรมนำเอาคดีที่เกี่ยวข้องทางการเมืองไปดำเนินการให้แล้วเสร็จ

สําหรับประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่ถกเถียงปรากฏทางสื่อมวลชน ทั้งระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่มาของนายกรัฐมนตรี การเลือกตั้ง ส.ว. แบบกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีพรรคการเมือง และนักการเมืองบางคนเห็นว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นสากล หรือการถ่วงดุลอำนาจ ที่ให้อำนาจขององค์กรอิสระเหนืออำนาจที่มาจากประชาชน ควรจะมองให้ครบทุกมิติประชาธิปไตยไม่ใช่ทางเลือกเดียวที่จะทำให้มนุษยชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ดูประเทศต้นแบบอย่างสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ที่นั่นยังเต็มไปด้วยความรุนแรง ความขัดแย้ง ยังมีความเหลื่อมล้ำทางสังคม และยังมีคนไร้บ้าน (Homeless) ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในแผ่นดินเกิด รัฐยังไม่สามารถดำเนินการได้

ประเทศไทยเคยมีรัฐธรรมนูญที่เรียกว่าฉบับของประชาชน มีระบบสภาทั้งสภาผู้แทนราษฎร และการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกที่ยึดหลักความเป็นประชาธิปไตย หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน และการปกครองโดยเสียงส่วนมาก (Majority Rule) เคยถูกใช้มาแล้วแต่ไม่ได้ใช้ควบคู่ไปกับการเคารพและคุ้มครองเสียงข้างน้อย (Minority Rule) จนประเทศเกิดความเสียหายเพราะความดึงดันทำอะไรตามใจชอบ โดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน ควรจะหันกลับมามองตัวเองก่อนที่จะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน

อยากจะเสนอแนะให้ดูใกล้ๆ ในประเทศกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ เป็นตัวอย่าง ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งระบบการปกครอง รัฐธรรมนูญ ระบบกฎหมายของประเทศล้วนแล้วแต่มีความแตกต่างกัน มีทั้งผสมผสานแบบดั้งเดิม และระบบกฎหมายสมัยใหม่ มีทั้งกฎหมายจารีตประเพณี และกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ได้รับอิทธิพลจากเจ้าอาณานิคม

ใกล้เข้ามาอีกกับประเทศเพื่อนบ้านติดกันอย่างสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาหรือที่เรียกกันว่าพม่า มองพม่าอย่ามองแค่ นางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านเอ็นแอลดี (NLD) ที่ชนะการเลือกตั้งต่อพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตยอย่างท่วมท้นเกิน 80% จนได้ครองเสียงข้างมาก สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ

1.จิตวิญญาณความเป็นนักประชาธิปไตย ที่น่าจะเอาเยี่ยงอย่างเมื่อเธอชนะการเลือกตั้ง สิ่งแรกที่เธอทำคือการส่งสารเชิญบุคคลสำคัญมานั่งเจรจาหาแนวทางการปรองดองแห่งชาติ เธอกล่าวว่า การแสดงความเป็นมิตรกับยูเอสดีพีและกองทัพเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ อนาคตจะได้เป็นผู้นำหรือไม่ก็ไม่ทราบเพราะเธอเองก็มีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

2.ระบบเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใสที่นานาประเทศให้การยอมรับ ระบบเลือกตั้งที่ยุ่งยากซับซ้อนเป็นไหนๆ เพราะผู้มีสิทธิ 1 คน ต้องกาบัตร 3-4 รอบ ทั้งสภาล่าง สภาสูง สภาท้องถิ่น และผู้แทนชาติพันธุ์ ระยะเวลาที่กาบัตรเลือกตั้งแต่ละคนเกิน 10 นาที

3.ดูเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมีอำนาจแต่งตั้งทหารในกระทรวงที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ คือกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกิจการชายแดน นอกจากจะใช้อำนาจผ่านสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นเสมือนองค์กรการตัดสินใจทางการเมืองที่สามารถประกาศกฎอัยการศึก ยึดอำนาจการปกครอง หรือแม้แต่ยุบสภาหากมีความจำเป็นด้วยเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ครับ….Rojer Fisher, William Ury กล่าวว่า “ผู้มีส่วนร่วมในปัญหานั้น ควรจะมองเห็นตัวเองในการเข้าร่วมตะลุมบอนปัญหาแบบเคียงบ่าเคียงไหล่ ไม่ใช่ตะลุมบอนกันเอง” จึงเป็นเรื่องที่คนไทยจะต้องหันกลับมาคิดทบทวนและร่วมพลังอย่างสร้างสรรค์ ก่อนที่ประเทศจะตกลงไปในหุบเหวของความความขัดแย้ง หรือเราจะกลับไปเป็นประเทศที่อยู่ใต้อาณัติของประเทศอื่นก่อนจึงจะสามารถมีรัฐธรรมนูญเป็นของตัวเองได้