ผลจากการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้นทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยรู้สึกเสียใจอยู่ไม่ใช่น้อย
แม้ว่าจะมีเสียงที่เอ่ยถึงความไม่ชอบธรรมในการลงประชามติในครั้งนี้ รวมทั้งกฎกติกาต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์กับฝ่ายรับมากกว่าฝ่ายไม่รับ แต่ประเด็นท้าทายก็คือว่า ฝ่ายที่เชื่อมั่นและศรัทธาในประชาธิปไตยในการรณรงค์ครั้งนี้เลือกที่จะปฏิเสธผลการลงประชามติอย่างสิ้นเชิง หรือเลือกที่จะเรียนรู้และอยู่กับระบบที่เป็นอยู่?
แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ผมขอเสนอว่า ผลจากการประชามติครั้งนี้ แม้ว่าจะมีความน่าเคลือบแคลงสงสัยอยู่ แต่สิ่งแรกที่จะต้องเรียนรู้ในการอยู่กับประชาธิปไตยก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราวสองอย่าง หนึ่งคือ คำจำกัดความของคำว่าประชาธิปไตย และสองคือ ความหวังที่จะอยู่ในระบอบประชาธิปไตย
หมายถึงว่า ประชาธิปไตยนั้นไม่ได้มีมิติเดียว นั่นคือมิติของเสียงข้างมาก เพราะระบอบอำนาจนิยมนั้นก็เป็นระบอบที่สามารถเกิดได้ทั้งจากประชาธิปไตย และเผด็จการ ด้วยว่าระบอบอำนาจนิยมจะยั่งยืนและอยู่ต่อได้ ก็ด้วยการสร้างความชอบธรรมผ่านการยอมรับของประชาชน และระบอบอำนาจนิยมนั้นจะอยู่ได้ก็ด้วยการนำเสนอว่าเขาคือสิ่งที่ประชาชนนั้นเลือกมา
ในกรณีของความพ่ายแพ้ในเรื่องการลงประชามตินี้ ก็อาจจะต้องตีความว่า ส่วนที่ตายไปของประชาธิปไตยในรอบนี้คือ “อุดมการณ์ของประชาธิปไตย” ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยยังมีส่วนของเหตุผลในระดับอื่นๆ อีกมากมาย
หมายความว่า มีความเป็นไปได้ที่ประชาชนที่เคยสนับสนุนการกระทำทางการเมืองที่ยึดหลักหรืออ้างอิงกับประชาธิปไตยในระดับอุดมการณ์นั้นอาจจะตัดสินใจรับร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่ใช่เหตุผลในระดับอุดมการณ์ อาทิ เขาอาจจะต้องการความสงบสุข หรือแม้กระทั่งเขาอาจจะต้องการการเลือกตั้งทั้งที่อาจจะทำให้เขาต้องเผชิญกับทางเลือกที่ไม่ง่ายนัก ระหว่างการเห็นจุดสิ้นสุดของการยึดอำนาจที่มองไม่เห็นจากการกระทำอย่างอื่น (เช่นการลุกฮือขึ้นของประชาชน หรือการถูกต้านทานโดยการปฏิวัติซ้อน) กับความปรารถนาที่ต้องการ “พ้น” ไปจากสภาพที่เป็นอยู่แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยการลดลงของเงื่อนไขประชาธิปไตยหลายข้อดังที่ทราบกันอยู่
แต่เงื่อนไขเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเขารู้สึกว่าจำต้องเผชิญ เพื่อแลกกับความไม่แน่นอนที่จะดำเนินต่อไป ซึ่งความไม่แน่นอนดังกล่าวนั้นส่วนหนึ่งมีลักษณะที่จงใจทำให้เกิดขึ้นโดยฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ ไม่ให้เกิดการเลือกที่สมบูรณ์ของผู้ลงประชามติ ไม่ว่าจะเรื่องการเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร เช่น ไม่ได้รับร่าง ไม่ได้รับข้อมูลฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ตลอดจนไม่ได้รับข้อมูลว่าถ้าร่างฯไม่ผ่านแล้ว คสช. จะเสนอรูปธรรมอะไร
ในอีกด้านหนึ่ง ใช่ว่าชัยชนะในรอบนี้ของฝ่ายผู้ยึดอำนาจรัฐจะได้มาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะเงื่อนไขหนึ่งในการส่งสัญญาณกับประชาชนมาโดยตลอด (แม้ว่าจะมีการพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างสถาบันทางการเมืองอยู่มากมายที่ทำให้กองทัพนั้นยังสามารถเล่นการเมืองในระบบได้) นั่นก็คือ การตอกย้ำถึงโรดแมป และการเลือกตั้งภายในปีหน้า ซึ่งไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการลงประชามติหรือไม่ก็ตาม ทาง คสช.ก็ยืนยันมาโดยตลอดว่าจะเลือกตั้งให้ได้ภายในปี 2560
ดังนั้น ชัยชนะที่ได้มาจากคำถามพ่วงและตัวเนื้อรัฐธรรมนูญทั้งหมดก็ล้วนแต่วางข้อจำกัดให้กับ คสช.เช่นกัน แม้ว่าข้อจำกัดนั้นจะไม่มากเท่ากับฝ่ายประชาธิปไตยก็ตาม
การมองเรื่องข้อจำกัดที่ผมว่ามานี้ ผูกโยงกับประเด็นที่ว่า เราจะมองการเข้ามามีบทบาทในรอบนี้ของกองทัพในมุมของการรุกหรือการถอยทางการเมือง แต่ถ้ามองในแง่ของการถอย ก็ยังสอดคล้องกับข้อเสนอของสุรชาติ บำรุงสุข ในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเมื่อหลายทศวรรษก่อน ที่ว่าการถอยจากการเมืองของกองทัพจะเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายกองทัพนั้นเป็นผู้กำหนดจังหวะก้าว
และสอดคล้องกับการประเมินของนักวิชาการผู้คร่ำหวอดกับการเมืองของพม่าและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง โรเบิร์ต เทย์เลอร์ ที่ให้ทรรศนะเอาไว้ในการเสวนาสาธารณะที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนว่า มุมมองที่สำคัญในการเข้าใจบทบาททางการเมืองของทหารโดยเฉพาะในกรณีพม่านั้นไม่ใช่เรื่องเพียงแค่มองว่า กองทัพจะยอมอยู่ใต้อำนาจพลเรือนหรือไม่
แต่เป็นเรื่องของการกำหนดยุทธศาสตร์ของกองทัพว่าจะ “เล่นการเมือง” หรือ “ควบคุมการเมืองจากภายนอก” ต่างหาก
ในแง่นี้งานของเทย์เลอร์จึงมีลักษณะของการมองกองทัพเป็นศูนย์กลางของการเมือง ไม่ใช่มองพลเรือนหรือประชาธิปไตยในฐานะศูนย์กลางทางการเมือง แล้วเชื่อว่าพลเรือนจะสามารถจัดความสัมพันธ์กับกองทัพได้ตามแบบแผนของระบอบประชาธิปไตยในตะวันตก แต่เทย์เลอร์มองว่า ศูนย์กลางการตัดสินใจและวางแผนในการสร้างความสัมพันธ์กับการเมืองนั้นอยู่ที่กองทัพเสียมากกว่า และถ้าเราพิจารณาให้ดี จะพบว่าจังหวะก้าวของกองทัพพม่านั้นมีการวางแผนกันไว้อย่างยาวนาน และผลการเลือกตั้งของพม่าเองนั้นก็ไม่ได้ทำให้กองทัพถอยออกจากการเมืองอย่างที่หลายคนคิด เพราะโครงสร้างของรัฐธรรมนูญพม่าก็ยังทำให้กองทัพมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญๆ เอาไว้ได้
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ความสัมพันธ์ของกองทัพกับการเมืองจึงเป็นเรื่องของ “ดีกรี” ของการข้องเกี่ยวกับการเมือง (เล่นเอง หรือควบคุม หรือวางกรอบให้พลเรือนเล่น) มากกว่าการมองแบบว่ากองทัพอยู่ในหรือนอกการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ในส่วนของความหวังที่เราจะมีกับประชาธิปไตยนั้น สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรหมดหวังก็คือ การที่ประชาชนเลือกที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญที่ลดทอนอำนาจของพวกเขาลงนั้น ถ้าเกิดจากกระบวนการคิดวิเคราะห์แยกแยะหนทางที่เขาเผชิญอยู่ท่ามกลางข้อจำกัดจำนวนมากที่ทราบๆ กันอยู่ (กล่าวโดยหลักวิชาก็คือ พวกเขาไม่ได้ตัดสินใจด้วยอุดมการณ์ แต่เขาตัดสินใจด้วยยุทธศาสตร์ ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าว อาจไม่ใช่ยุทธศาสตร์เดียวกับนักประชาธิปไตยบางรายที่เชื่อว่ายุทธศาสตร์ของพวกเขาถูกต้องอยู่ฝ่ายเดียว และของคนอื่นฝ่ายอื่นนั้นตื้นเขิน หรือผิดพลาด
เป็นไปได้ที่การเลือกในทางยุทธศาสตร์นั้นอาจจะไม่สามารถทำให้เกิดสถานการณ์อุดมคติที่ผู้เลือกนั้นตัดสินใจด้วยเหตุผลรอบด้าน แต่เขาอาจจะต้องเลือกท่ามกลางข้อจำกัด ความหวาดกลัว หรือความคาดหวัง ซึ่งการเลือกในทางยุทธศาสตร์นั้นสามารถเกิดได้ทั้งในระบอบการเมืองแบบเผด็จการ หรือแม้กระทั่งระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์ อาทิ เขารู้ว่าพรรคที่เขาชอบไม่มีทางชนะพรรคคู่แข่ง ดังนั้นเขาอาจจะต้องเลือกพรรคที่สามที่เขาไม่ได้ชอบที่สุด เพื่อทำให้พรรคที่มีแนวโน้มที่จะชนะเสียเปรียบ แทนที่เขาจะเลือกพรรคที่เขาชอบที่สุด เป็นต้น
การทำความเข้าใจการตัดสินใจเลือกของประชาชนในแต่ละครั้งนั้น ทำให้เรายังมีความหวังว่า แม้ว่าประชาธิปไตยในระดับอุดมการณ์จะไม่ได้เป็นเงื่อนไขหลักในการตัดสินใจของประชาชน แต่ประชาธิปไตยในระดับยุทธศาสตร์ก็ยังดำรงอยู่ และสามารถกลับมาได้ในรอบต่อๆ ไป ถ้าสิ่งท้าทายของเราคือการนำเสนอทางเลือกให้กับประชาชน เพราะในท้ายที่สุดกติกาก็ยังดำเนินไปในลักษณะของการทำให้ประชาชนต้องเลือกอยู่ดี
ไม่ใช่การสกัดขัดขวางไม่ให้คนออกมาเลือก(ตั้ง) อย่างที่เคยผ่านกันมา
แน่นอนว่าคนที่คิดว่าแพ้ย่อมตั้งข้อสงสัยกับความเสรีและเป็นธรรมจากกฎกติกา แต่ถ้าเราจะมองไปข้างหน้า เราก็คงจะต้องต่อสู้ต่อไปทั้งในแง่ของการเรียกร้องความเสรีและเป็นธรรมของกฎกติกา และจะต้องนำเสนอทางเลือกที่เป็นรูปธรรมของการที่จะให้เขาเลือกฝ่ายประชาธิปไตยด้วย
อย่างในกรณีในรอบนี้ เราจะพบว่าการรณรงค์ไม่รับนั้นกลายเป็นภารกิจของฝ่ายนักศึกษาและองค์กรประชาสังคมจำนวนหนึ่งมากกว่าพรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองอาจจะอ้างว่าพวกเขาขยับตัวได้ยาก แต่ในอีกทางหนึ่งก็ปฏิเสธได้ยากเช่นกันว่า พรรคการเมืองก็ไม่ได้นำเสนอตัวแบบรัฐธรรมนูญอื่นๆ ที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกนำเสนอโดยฝ่ายรัฐ
การนำเสนอว่ารัฐธรรมนูญ 2540 เป็นทางเลือกนั้น อาจจะสร้างความเข้าใจให้ผู้คนในระดับหนึ่งได้ แต่ไม่สามารถฝ่าด่านความสงสัยของประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่เผชิญกับการกล่อมเกลาด้วยวาทกรรมว่านักการเมืองนั้นเป็นสถาบันทางการเมืองที่จะต้องถูกควบคุมอย่างเข้มงวดขึ้น และวาทกรรมไม่ลดสวัสดิการจากนโยบายประชานิยมที่เคยมีมาในอดีต อย่าลืมว่าเวลาที่ผ่านไป 19 ปีนั้นได้ก่อให้เกิดผู้ใช้สิทธิรุ่นใหม่ๆ และผู้คนที่สงสัยและเคลือบแคลงกับประสิทธิภาพของรัฐธรรมนูญ 2540 ในการปราบโกงเช่นกัน
ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐธรรมนูญ 2540 นั้นไม่ดี แต่ท่าทีในการตอกย้ำให้เอาของเก่าที่ผ่านความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน แทนที่จะนำเสนอกรอบคิดที่คำนึงถึงข้อกังวลของฝ่ายที่ตั้งข้อสงสัยกับประชาธิปไตยด้วยวาทกรรมปฏิรูปทั้งหลายเอาไว้บ้างในข้อเสนอของฝ่ายการเมือง ก็เลยทำให้เกิดมติของประชาชนที่อาจตีความได้ว่า ถ้านักการเมืองบางรายสามารถ “รอ” ได้ ประชาชนนั้นก็สามารถ “รอ” ได้อย่างยาวนานกว่านักการเมืองเหล่านั้นเช่นกัน
ในส่วนสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึงในที่นี้ ก็คือเรื่องของการต่อสู้ถกเถียงกันในระดับของหลักการในการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลก็คือ หลักการ “รัฐราชการ” นั้นถูกเลือกแทนหลักการ “รัฐธรรมนูญนิยม” ในความหมายของการร่างรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจกับรัฐเป็นใหญ่ มากกว่าการร่างให้อำนาจของประชาชนเป็นใหญ่ในรัฐธรรมนูญนี้ (ประชาชนเป็นใหญ่หมายความว่ารัฐมีไว้เพื่อเชิดชูเสรีภาพของประชาชน ไม่ใช่มีไว้ดูแลประชาชน หรือกำหนดเงื่อนไขให้ประชาชนต้องทำตาม)
สิ่งที่ควรจะต้องทำความเข้าใจทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของประชาชนก็คือประเด็นที่ว่า สำหรับประชาชนแล้ว เขาอาจไม่ได้เสียสิทธิโดยสมบูรณ์ดังที่ฝ่ายอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้พยายามนำเสนอ แต่ประชาชนกำลังเผชิญกับสภาวะที่เขาเชื่อว่าเผด็จการไม่ใช่เรื่องของการบังคับและการพรากสิทธิไปทั้งหมดอย่างที่อุดมการณ์ประชาธิปไตยโจมตี
สำหรับประชาชนแล้ว เผด็จการนั้นอาจเป็นเรื่องของการประกาศสภาวะยกเว้น และทำให้เกิดโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจที่อาจไม่แน่นอน แต่ก็สามารถเปิดช่องให้ประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยสามารถต่อรอง หรือร้องขอเป็นกรณีไปได้
ในแง่นี้การเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเดินหน้าไปกับฝ่ายเผด็จการนั้น จึงเป็นสภาวะที่ไม่ใช่จะเสียหายไปเสียทั้งหมด หากไม่ได้พิจารณาในระดับอุดมการณ์ประชาธิปไตยด้วยว่า ในสภาวะที่เป็นจริงนั้น การต่อรองอำนาจนั้นยังสามารถเกิดขึ้นได้ ตราบเท่าที่เผด็จการเองก็ต้องการการสนับสนุนจากประชาชน ดังนั้นการหยิบยื่นความเมตตาของเผด็จการ และการสร้างสภาวะยกเว้นในการใช้อำนาจในแต่ละเรื่อง ทั้งในแง่ผ่อนปรน หรือเข้มงวดกว่าปกติ ก็ล้วนแล้วแต่สร้างเงื่อนไขให้เกิดการต่อรองและสร้างอำนาจให้กับฝ่ายประชาชนในระบอบเผด็จการเช่นกัน
เราจึงพบว่าบ่อยครั้งที่เผด็จการนั้นสามารถสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการปัญหาสาธารณะได้เช่นกัน ตราบใดที่เผด็จการเหล่านั้นสามารถที่จะเล่นกับความคาดหวังของผู้คนผ่านการผลิตสถานการณ์ยกเว้นต่างๆ ขึ้นมา และใช่ว่านักรัฐศาสตร์ที่ต้องการประชาธิปไตยจะปล่อยให้อำเภอใจของเผด็จการนั้นทำงานในทุกเรื่อง ด้วยว่าการพัฒนาการวัดประเมินประสิทธิภาพภาครัฐทั้งในแง่ความพึงใจและหลักธรรมาภิบาลนั้นก็มีส่วนในการพยายามตรวจสอบบทบาทการใช้อำนาจของรัฐอยู่ไม่ใช่น้อย ไม่ว่ารัฐนั้นจะเป็นรัฐเผด็จการ หรือรัฐประชาธิปไตยก็ตาม
ท้ายสุด สิ่งที่น่าจับตาของสังคมในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านอำนาจนี้ก็คือ การไม่ปล่อยให้เกิดสภาวะไล่ล่าทางการเมืองของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะฝ่ายไม่รับกับฝ่ายไม่ลงคะแนน หรือฝ่ายรับกับฝ่ายไม่รับโดยการอ้างสถานการณ์การปราบปรามการก่อวินาศกรรม/การก่อการร้ายในการจับกุมผู้เห็นต่าง หรือใช้เงื่อนไขกฎระเบียบของฝ่ายความมั่นคงในการเช็กบิลกับฝ่ายตรงข้าม
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของบทเรียนจากผลของการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในรอบนี้ครับ

