บทสรุปว่าด้วยการวางเพลิง วางระเบิด 17 จุด 7 จังหวัด อันมาจากปาก พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. รวบรัด เข้าประเด็น
สมควร “ล้างหู” น้อม “รับฟัง”
1 ทุกจุดมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน 1 เป็นการกระทำของกลุ่มขบวนการ 1 ภายใต้การบงการหรือสั่งการของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
1 ขบวนการนี้อาจจะมี 10 หรือ 20 คน
ทั้งหมดนี้มิได้เป็นการสรุปในลักษณะ “ส่วนตัว” ตรงกันข้าม เป็นการสรุปจาก“ผลงาน” การสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประสานกับเจ้าหน้าที่ทหาร
จึงดำเนินไปอย่างเป็น “ทางการ”
ขณะเดียวกัน แม้จะเน้นอย่างหนักแน่นและจริงจังว่าเป็นกลุ่มเป็น “ขบวนการ” แต่ก็ยังมิได้ฟันธงลงไปว่าเป็นขบวนการหรือกลุ่มใด
ไม่เหมือน “โฆษก” ปากเปราะบางคน
ต้องยอมรับว่า ท่วงทำนองอันมาจากการแถลงโดย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ดำเนินไปอย่าง “มืออาชีพ” เป็นเรื่องของพยาน เป็นเรื่องของหลักฐาน
มิได้มีเจตนาจะ “ขยายผล” ในทาง “การเมือง”
ถามว่าเรื่องของการวางเพลิง วางระเบิด ในห้วงวันที่ 11-12 สิงหาคม ถือว่าเป็นเรื่อง “วินาศกรรม” โดดๆ หรือเป็นวินาศกรรมอันมีเป้าหมายในทาง “การเมือง”
ตอบได้เลยว่าเป็น “การเมือง” อย่างแน่นอน
ทั้งยังเป็นการเมืองอย่างไม่ธรรมดา หากแต่เป็นการเมืองอันมีวาระอยู่ที่เศรษฐกิจ อยู่ที่ความมั่นคง ซึ่งเท่ากับกระหน่ำเข้าไปยัง “กล่องดวงใจ”
เพราะ “คสช.” เท่ากับ “ความมั่นคง”
แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามตีกรอบโดยเน้นไปในด้านที่ระบุว่าเป็น “วินาศกรรม” มิได้เป็น “ก่อการร้าย” เพราะไม่ต้องการให้เป็นประเด็นซึ่งมีโอกาสบานปลาย
แต่ก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะ “จำกัด” ได้
เพราะระหว่างการก่อการร้ายกับกระบวน การในทาง “วินาศกรรม” ดำเนินไปอย่างทับและเหลื่อมซ้อนใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง
เหมือน “วินาศกรรม” อันเกิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ในยุค นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยมีสถานการณ์เผาโรงเรียนพร้อมกัน 40 กว่าแห่ง ถามว่านั่นเป็น “วินาศกรรม” แท้ๆ หรือว่าเป็นวินาศกรรมอันแฝงประเด็นในทาง “การเมือง” อยู่ด้วย เรื่องอย่างนี้ นายชวน หลีกภัย ตอบได้
เพียงแต่จะตอบ หรือไม่ยอมตอบเท่านั้นเอง
กระนั้น ที่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ สรุปว่า เป็นขบวนการดำเนินไปอย่างมีลักษณะเชื่อมโยง ภายใต้การบงการหรือการสั่งการของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ก็มิได้หมายความว่าจะต้องมาจาก “คนคนนั้น”
เป็น “คนคนนั้น” อย่างที่นักการเมืองบางคน นักเคลื่อนไหวบางคน และสังคมออนไลน์ พยายามชี้ให้เชื่อว่าเป็นใคร
เพราะทั้งหมดนี้เป็นงานของ “ตำรวจ”
เหมือนกับที่ตำรวจเคยทำหน้าที่อย่างแน่วแน่ เที่ยงตรงมาแล้วในหลายๆ คดีที่ “สังคม” พยายามเข้าไปเบี่ยงเบน และแทรกแซง
เพราะงานของตำรวจต้องขึ้นกับ “หลักฐาน”
ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิดหน้ามหาวิทยาลัย รามคำแหงเมื่อปี 2549 ต่อปี 2550 ไม่ว่าจะเป็นการวางเพลิง วางระเบิด ที่เกาะสมุยและตัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2558
จะเห็นว่า “ตรงกันข้าม” กับ “กระแส” ในทางสังคม
ต่อกรณีการวางเพลิง วางระเบิด 17 จุด 7 จังหวัดพร้อมกัน จึงควรสนับสนุนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทำหน้าที่ของตนตามพยานและหลักฐาน
เล่นบท “นักวิทยาศาสตร์” ไม่ใช่บท “นักเดา”
แสดงความเป็น “มืออาชีพ” มิใช่ไหวหวั่นไปตาม “กระแส”
บทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บทบาทของ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จึงเป็นบทบาทที่ควรให้กำลังใจ
ให้กำลังใจ 1 ในการรวบรวมพยาน รวบรวมหลักฐาน ให้กำลังใจ 1 ในการรักษาความเที่ยงตรงในฐานะของ “มืออาชีพ” ไปตามข้อมูลและความเป็นจริง
มิใช่มือปืน “รับจ้าง” ไปตามกระแส “การเมือง”

