หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปี 2564 ปีแห่...

ปี 2564 ปีแห่งวิกฤตหรือโอกาส

10.01.21 | 17:00 น.

ในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2564 ขอส่งไมตรีจิตมายังผู้อ่านทุกคน ขออย่าได้เครียดเกินไปกับโควิด – 19 และกับปัญหารุมเร้าอื่นๆ เพียงแต่ขอให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผมได้อ่านบทความในหน้าสองของหนังสือพิมพ์ ชื่อของบทความคือ “2 มุมความคิด วิกฤตปี 2564” ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคณะรัฐศาสตร์คนหนึ่งและคณะนิติศาสตร์อีกคนหนึ่ง

อาจารย์คนแรกมองว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ จะทำหน้าที่ต่อไป ไม่มีประเด็นที่ทำให้สั่นคลอน การตื่นตัวทางการเมืองของนักศึกษาเป็นเรื่องที่ดี เปรียบเหมือนหน่ออ่อนของต้นไม้ แต่หากสวยเกินไป คนก็อาจเด็ดทิ้งได้ การเด็ดยอดคนรุ่นใหม่คือสิ่งที่เราไม่อยากเห็น จึงขอให้คนรุ่นใหม่ทำข้อเสนอให้ชัดและมีพลังยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้รัฐบาลลาออกมีน้อย เพราะยังต้องทำงานสู้กับ โควิด -19 ต่อไป วิกฤตปี 2564 จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า กล่าวคือ รัฐบาลจะนำเงินส่วนไหนมาดูแลเศรษฐกิจ เพราะปี 2563 ใช้เงินไปมาก ปี 2564 เศรษฐกิจจะถดถอย เก็บภาษีได้น้อยลง ส่วนการเมืองจะยังเป็นแนวดิ่ง การเมืองท้องถิ่นยังเป็นเครือข่ายของอำนาจเก่า การอุปถัมภ์และเล่นพวกยังคงมีอยู่ต่อไปในระยะยาวพอสมควร ยังอีกนานกว่าคนรุ่นใหม่จะโค่นระบบการเมืองเก่าไปได้ แต่อย่าหยุดทำ

อาจารย์คนที่สองมีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหา ฝ่ายต่าง ๆ ไม่อาจทำหน้าที่ถ่วงดุลกันได้ ฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระมีบทบาททางการเมืองสูงมาก ผู้เขียนรัฐธรรมนูญไม่คิดเรื่องการถ่วงดุลระหว่างอำนาจ 3 ฝ่าย หากคิดแต่เรื่อง “การตรวจสอบ” โดยให้อำนาจตุลาการฝ่ายเดียว มีสองสาเหตุหลักที่ทำให้ภาคประชาชนไม่พอใจ หนึ่งคือกติกาการเลือกตั้งและการมี ส.ว. ไว้คอยสนับสนุนนายกรัฐมนตรี สองคือ ปปช. ออกมาระบุว่าในยุค คสช. เกิดการทุจริตมาก คนรุ่นใหม่จึงออกมาเรียกร้องการเปลี่ยนโครงสร้างและการปรับแก้รัฐธรรมนูญ ผลจากการเรียกร้องของพวกเขาทำให้การเมืองไทยไม่มีวันเหมือนเดิม ประเด็นรัฐธรรมนูญจะทำให้การชุมนุมเข้มข้นขึ้นไม่มากก็น้อย รัฐบาลจะอยู่ในสภาพวิกฤต รัฐธรรมนูญไม่สามารถสร้างเสถียรภาพแก่รัฐบาลได้ การเมืองภาคประชาชนจะช่วยให้รัฐบาลมีเสถียรภาพได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน ปัญหาเรื่องโควิด – 19 ที่กลับมาอีกครั้งหนึ่งเป็นปัจจัยสั่นคลอนรัฐบาล จึงต้องคอยดูว่ามาตรการของรัฐบาลเกี่ยวกับปัญหานี้จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

ในสองมุมความคิดข้างต้น มีหลายเรื่องที่มองไม่ตรงกัน แต่น้ำเสียงคือให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ ขอให้พวกเขามีโอกาสทำการปรับรื้อโครงสร้างเก่าให้สำเร็จ ไม่ช้าก็เร็ว

ผมขอร่วมออกความเห็นบ้าง ในการวิเคราะห์ความขัดแย้ง วิธีหนึ่งคือการทำแผนที่ตัวแสดง (actors’ mapping) ขออ้างอิงหนังสือชื่อ “ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี” สักเล็กน้อย หนังสือเล่มนี้กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็ว่ามีข้อความที่คลาดเคลื่อนมาก บ้างก็ชมเชยว่าวิเคราะห์ได้ละเอียด ลึกซึ้ง และมีข้อคิดใหม่เกี่ยวกับการเมืองไทยในช่วงเวลา 2491 – 2500 เช่น หนังสือเล่มนี้พยายามเสนอหลักฐานเพื่อล้มล้างความเชื่อที่ว่า ฝ่ายศักดินาเริ่มฟื้นฟูอำนาจเมื่อหลังปี พ.ศ. 2500 ไปแล้ว แต่อันที่จริงได้เริ่มฟื้นฟูมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ. 2491 ซึ่งเห็นได้ชัดในรัฐธรรมนูญ 2492 หนังสือเล่มนี้พยายามเสนอหลักฐานว่าพญาอินทรี (หมายถึงสหรัฐอเมริกา) ได้เข้ามาแทรกแซงการเมืองภายในของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ พ.ศ. 2491 โดยมีวัตถุประสงค์จะใช้ไทยต่อต้านคอมมิวนิสต์นั่นเอง สรุปก็คือ ตัวแสดงที่ใช้ในการวิเคราะห์ซึ่งเดิมคิดว่ามี 5 กลุ่มครึ่ง ได้แก่ฝ่ายราชการ 3 กลุ่มคือ กลุ่มจอมพล ป. พล.ต.อ. เผ่า และจอมพลสฤษดิ์ ฝ่ายอนุรักษ์คือกลุ่มศักดินา ฝ่ายซ้ายคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อีกครึ่งกลุ่มคือฝ่ายปรีดี พนมยงค์ซึ่งมีบทบาทไม่มากนัก หนังสือเล่มนี้เสนอว่า ตัวแสดงที่โดดเด่นเป็นกลุ่มที่ 6 คือพญาอินทรีนั่นเอง

Advertisement

ถ้าจะใช้การวิเคราะห์ตัวแสดงเพื่อทำนายทิศทางทางการเมืองในปี 2564 ตัวแสดงหลักที่คงเดิมคือฝ่ายศักดินา ฝ่ายราชการที่ยืนเป็นหลักคือกลุ่ม 3 ป. แต่จะมีกลุ่มข้าราชการประจำที่ยังไม่แสดงตัวปรากฏออกมาหรือไม่ก็ยังไม่ทราบชัด นอกจากนี้มีกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติที่พยายามสร้างเครือข่าย “อิทธิพล” โดยเชื่อมโยงหรือถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอยู่ แต่จะมีกลุ่ม “เจ้าสัว” ที่ยังไม่แสดงตัวทางการเมืองหรือไม่ก็ยังไม่ทราบชัด กลุ่มหนึ่งที่ต้องพยายามรวมพลังกันคือภาคประชาสังคม ที่น่าจะรวมคนรุ่นใหม่ที่เป็นพลังสดใหม่ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างโดดเด่นในเวลานี้ ทั้งนี้ อาจจะต้องวิเคราะห์รวมไปถึงผู้แสดงจากภายนอกด้วย ซึ่งต้องดูว่ากลุ่มหลักจะเป็นพญาอินทรีหรือพญามังกรกันแน่ ปัจจุบัน กลุ่ม 3 ป. กุมอำนาจ กลุ่มการเมืองมี “อิทธิพล” กลุ่มผู้มั่งคั่งพยายามขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่เอื้อประโยชน์ ส่วนภาคประชาสังคมอ่อนแอที่สุด จึงหวังพึ่ง “วาทกรรมตาสว่าง” ที่เผย “ความจริง” เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ อำนาจและอิทธิพล ฯลฯ ให้ประชาชนเกิดการตื่นรู้ไปเรื่อย ๆ เพื่อคานดุลกับวาทกรรมของกลุ่มอื่น ๆ แน่นอนว่านอกจากกลุ่มเสมอนอกอย่าง “เจ้าสัว” แล้ว ฝ่ายมหาอำนาจต่างประเทศคงพยายามมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยอย่างเนียน ๆ ต่อไป เหนือกลุ่มอื่นใด คือ ฝ่ายศักดินาที่มีบทบาทเชิงตัดสินว่า ปี 2564 จะเป็นโอกาสการเปลี่ยนแปลงโครงสร้งอำนาจและอิทธิพลได้มากน้อยเพียงใด

เกี่ยวกับคำว่าอำนาจและอิทธิพลนั้น ผมขออ้างอิงบทความชื่อ “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ตามความเข้าใจของผม (ขออภัยถ้าผิดพลาด) ฝรั่งให้ความชอบธรรมแก่อำนาจ ซึ่งมีกฎหมายและประเพณีรองรับ โดยพยายามลดบทบาทของอิทธิพลซึ่งก็เป็นอำนาจชนิดที่ไม่มีกฎหมายหรือประเพณีรองรับ ฝรั่งจึงแยกอำนาจทางโลกออกมาจากทางธรรม (รัฐฆราวาส) แบ่งอำนาจทางโลกเป็นอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการให้คานดุลกัน โดยทั้งสามอำนาจถือกฎหมายเป็นใหญ่ (นิติรัฐ) และถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด คนไทยพูดตามฝรั่ง แต่ไม่เชื่อหรือไม่ปฏิบัติตามฝรั่ง กล่าวคือพูดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดไปอย่างนั้นแหละ เอาเข้าจริง ๆ ก็ฉีกทิ้งเป็นว่าเล่น แต่กลับเอาจริงเอาจังกับกฎหมายและกฎระเบียบอื่น ๆ มากกว่า พระมหากษัตริย์นอกจากจะมีอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติแล้ว ยังมีอำนาจและอิทธิพลตามขัตติยราชประเพณีด้วย และจะรักษาพระราชอำนาจไว้ได้ก็โดยแสดงให้เห็นว่าทรงทศพิธราชธรรมแลทรงบำเพ็ญจักรวรรดิวัตร ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเลือกเอาศีลห้าเป็นบรรทัดฐาน ในแง่หนึ่ง กองทัพและนักการเมืองไม่ค่อยมีอำนาจ แต่มีอิทธิพล กองทัพจะมีอำนาจก็ต่อเมื่อทำรัฐประหาร จึ

ยึดอำนาจกันทุกบ่อย ส่วนนักการเมืองก็ต้องทำตนให้สามารถต่อรองกับผู้มีอำนาจเพื่อช่วยชาวบ้านได้ จึงจะมีโอกาสได้รับเลือกตั้งใหม่ ดังนั้น เป็นนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลย่อมทำบทบาทนี้ได้ดีกว่าใช่ไหม อย่างไรก็ดี ชาวบ้านต้องเรียนรู้ที่จะเอาอิทธิพลมาคานอำนาจเมื่อถูกเจ้าหน้าที่รังแก และเอาอำนาจมาคานอิทธิพลเมื่อถูก “เจ้าพ่อ” รังแก เป็นต้น กล่าวคือยอมรับทั้งระบบกฎหมายและระบบบารมีที่พอเป็นที่พึ่งได้ ดังนั้น เพื่อที่จะให้ปี 2564 เป็นโอกาส เราควรเลือกคนที่เข้าใจวัฒนธรรมและกฎหมายให้ไปเป็น สสร. เข้าไปช่วยร่างรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติแต่หลักการสำคัญทางนิติศาสตร์อันเป็น “สากล” ที่เปิดกว้างพอให้เข้ากันได้กับวัฒนธรรม โดยไม่จำเป็นต้องฉีกรัฐธรรมนูญเป็นว่าเล่นอีกต่อไป

ขอลงท้ายบทความนี้ด้วยข้อคิดทางเศรษฐศาสตร์สักเล็กน้อย เพื่อเสริมอาจารย์คนแรกที่ให้สัมภาษณ์ว่าเราจะมีปัญหาทางเศรษฐกิจในปี 2564 รัฐธรรมนูญมักมีบทบัญญัติทำนองว่า รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นข้อความที่ผมเห็นด้วย แต่ทำอย่างไรให้จริงจังกว่านี้ ทุกวันนี้ ดูเหมือนจะมีแนวโน้มไปทางเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ที่เรียกร้องให้ลดบทบาทของรัฐ ตลอดจนเพิ่มบทบาทของเอกชนและตลาดเสรี อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่ารัฐควรจะยังคงบทบาทสำคัญในการจัดสวัสดิการสังคม และการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ส่วนการที่จะให้ตลาดนำนั้น รัฐต้องคอยดูแลมิให้บรรษัทขนาดใหญ่มาบดบังและมีอำนาจเหนือตลาด

ขอให้ผู้อ่านมีโชคดีในปีใหม่ 2564 และขอเชิญชวนให้ช่วยกันคิดในเชิงบวก เพื่อเราจะได้รอดพ้นวิกฤต โดยไม่หน่วงเหนี่ยวพลวัตการเปลี่ยนแปลงจนสถานการณ์หนักหนาสาหัสแล้วจึงยอมเปลี่ยน หากร่วมกันใช้ปัญญาของแต่ละคนเป็นโอกาสให้เกิดภูมิปัญญาร่วมของสังคม

โคทม อารียา