เศรษฐกิจจังหวัดที่อิงฐานการบริการ

เศรษฐกิจจังหวัดที่อิงฐานการบริการ

1
77 จังหวัดของประเทศไทยมีลักษณะแตกต่างกันพอสมควรในเชิงโครงสร้างการผลิต บางจังหวัดอิงฐานการเกษตร ขณะที่จังหวัดอื่นอิงฐานอุตสาหกรรมหรือฐานการบริการ ในโอกาสนี้ผู้เขียนขอนำผลงานวิจัยว่าด้วยเศรษฐกิจจังหวัดและความเหลื่อมล้ำมาเล่าสู่กันฟัง เน้นกรณีศึกษา 11 จังหวัดที่อิงฐานการบริการ พร้อมข้อสังเกตและวิจารณ์ตามสมควร

2
นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชาวออสเตรเลีย Colin Clark ได้ทำการศึกษาพัฒนาการในหลายประเทศ พร้อมเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการว่า โดยแยกแยะสาขาเศรษฐกิจออกเป็น 3 สาขา สาขาการผลิตขั้นปฐม (primary sector) หมายถึงการเกษตร-ค้าขายและหัตถกรรมเบื้องต้น สาขาการผลิตชั้นกลาง (secondary sector) คือระบบการผลิตอุตสาหกรรมระบบโรงงานที่ใช้เครื่องจักรและจ้างแรงงานอย่างเป็นล่ำเป็นสัน สาขาการผลิตขั้นปลาย (tertiary sector) เกี่ยวข้องกับหลายกิจกรรมรวมพาณิชยกรรม การขนส่งสื่อสารคมนาคมโรงแรมและนันทนาการ-การเงิน-การบริหารจัดการ-การศึกษา-สุขภาพและบริการอื่นๆ ทฤษฎีของท่านรับการอ้างอิงอย่างกว้างขวางในอดีต วิวัฒนาการเศรษฐกิจไทยก็สอดคล้องกับคำอธิบาย คือ สัดส่วนของการผลิตขั้นปฐมลดลงมากในสามทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันมูลค่าผลผลิตเกษตรคิดเป็นสัดส่วนเพียง 10% ใน GDP ภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วน 40% และภาคการบริการ 50% คำว่า ภาคบริการ (service sector) กินความกว้างนับรวมพาณิชยกรรม การขนส่ง-คมนาคม-สื่อสาร-ท่องเที่ยว โรงแรม-และบันเทิง การเงินและอสังหาริมทรัพย์ การบริหารจัดการภาครัฐทุกๆ ด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษาและสุขภาพ

นักวิจัยในทีมได้อาศัยข้อมูลบัญชีประชาชาติ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินำมาสร้างเป็นตัวแปรใหม่เรียกว่า shagr, shind, shser หมายถึงร้อยละของมูลค่าเพิ่มจากการเกษตร-อุตสาหกรรม-และบริการใน GPP (gross provincial products) จังหวัดที่อิงการบริการสูง (service based provincial economies) หมายถึงมูลค่าเพิ่มสาขาบริการเกินกว่า 65% ขึ้นไปใน GPP ได้ข้อสรุปว่ามี 11 จังหวัดในกลุ่มนี้ เช่น ภูเก็ต กรุงเทพฯ นนทบุรี เป็นต้น

รูปภาพที่ 1 แสดงโครงสร้างการผลิตของ 11 จังหวัดที่อิงฐานการบริการ

3
เพื่อความเข้าใจเชิงลึกนักวิจัยใช้เทคนิคการแยกองค์ประกอบ ทำนองเดียวกับนักวิชาการด้านการแพทย์ใช้เทคนิคสแกนชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ ภาคบริการประกอบด้วย 4 ส่วน A พาณิชยกรรม B ขนส่ง-คมนาคม-สื่อสาร-โรงแรม-ร้านอาหาร-นันทนาการ C การเงินและอสังหาริมทรัพย์ และ D การบริหารจัดการ-การศึกษา-สุขภาพ-บทบาทของภาครัฐ

ต่อมาเราพบว่า 11 จังหวัดที่อิงฐานบริการเหมือนกัน-แต่ว่าองค์ประกอบยังมีความแตกต่างกัน อาทิเช่น มี 3 จังหวัด (ภูเก็ต พังงา กระบี่) อิงฐานการขนส่ง-คมนาคม-โรงแรมและบริการอื่นๆ (B) สูงมากสัดส่วน 65-85% พูดง่ายๆ เน้นการท่องเที่ยวเต็มตัว กรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่ความจริงมีมูลค่าเพิ่มจากการท่องเที่ยวสูงเช่นเดียวกัน แต่ว่าต่างกัน คือ กทม. ยังมีพาณิชยกรรม-การเงิน-การบริหารจัดการภาครัฐ โครงสร้างการผลิตจึงสมดุลกว่าโดยเปรียบ หรืออย่างกรณีเชียงใหม่-เชียงราย แม้ว่ามีกิจกรรมท่องเที่ยว แต่ยังมีกิจกรรมด้านการเกษตร-การศึกษา-การบริหารของภาครัฐและเอกชน โครงสร้างการผลิตจึงไม่ใช่ลักษณะสุดโต่งเท่ากับ 3 จังหวัดที่อ้างข้างต้น ขอแสดง รูปกราฟที่ 2 ประกอบเพื่อความเข้าใจ

 

4
ต่อจากนั้นนักวิจัยวิเคราะห์ความผันผวนทางเศรษฐกิจ (economic volatility) ของมูลค่าเพิ่มทั้งสี่ส่วน (A, B, C, D) ได้ผลสรุปว่า การขนส่ง-คมนาคม-โรงแรม-นันทนาการ (ส่วนที่ B) มีโอกาสผันผวนสูงที่สุด เรื่องนี้ความจริงเข้าใจได้ง่ายและชัดเจนในตัวเอง เนื่องจากขึ้นกับปัจจัยภายนอกเกี่ยวข้องอย่างมาก เมื่อเศรษฐกิจโลกซบเซา ความไม่สงบในบ้านเมืองของเราหรือในประเทศที่ส่งนักท่องเที่ยว ความไม่มั่นใจของนักท่องเที่ยว โรคระบาด ภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งทางการเมือง เหตุการณ์ประท้วง มลพิษทางอากาศ ฯลฯ ล้วนกระทบต่อภาคการบริการ ดังนั้นเศรษฐกิจจังหวัดใดก็ตามที่อิงฐานการท่องเที่ยงสูง ต้องยอมรับว่าความเสี่ยงสูงตามไปด้วย เข้าทำนอง high-risk high-return

วิกฤตจากโควิด-19 ซึ่งโลกกำลังเผชิญอยู่นับว่าหนักหนาสาหัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเศรษฐกิจจังหวัดที่อิงฐานบริการสูงเช่น ภูเก็ต พังงา เป็นเรื่องที่เกินกว่าจะคาดคิด เชื่อว่ารัฐบาลและหน่วยงานรัฐในฐานะผู้กำหนดนโยบายและเป็นหลักประกันให้ประชาชน/หน่วยงาน กำลังค้นหามาตรการที่เหมาะสม เพื่อเยียวยาหน่วยงานหรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบ สมกับคำกล่าวว่า เราไม่ทอดทิ้งกัน

ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์
สุวิมล เฮงพัฒนา
เมรดี อินอ่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon