พื้นที่ 1,500 ตารางกิโลเมตร ที่มีผู้คนอาศัยอยู่เกือบ 10 ล้าน ในบ้านเรือน 3 ล้านหลังคาเรือน แออัดหนาแน่นแบบ 4-5 พันคนต่อตารางกิโลเมตร มีรถยนต์เกือบ 4 ล้านคัน เสริมด้วยมอเตอร์ไซค์อีกเป็นล้านคัน แย่งกันวิ่งในถนนที่มีจำกัดยิ่ง อาคารสำนักงานสูงเกือบ 8 ล้านตารางเมตร โรงเรียนกว่า 1,000 แห่ง มีนักเรียนอีกจำนวนมหาศาลที่ไม่มีทางเลือก ต้องเดินตามกรอบแห่งความอึดอัด ที่ขาดพื้นที่เปิดโล่ง ปลอดภัย ให้ได้ใช้ชีวิตอย่างมีรอยยิ้มแห่งความฝัน อีกทั้งขยะวันละกว่าหมื่นตัน และยังคิดไม่ออกว่าจะเอาไปทิ้งที่ไหน ผู้คนแออัดเข้าคิวรอขึ้น เรือ, วิน, รถเมล์, รถไฟ แถวยาวทุกวัน
อึดอัดแน่น ขยับตัวไปลำบากกันขนาดนี้ ไม่ใช่เพียงแค่จะดำรงชีวิตอย่างแสนเข็ญเท่านั้น หากแต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติที่ถึงป่วยถึงตายละก็ จะทำให้เหตุการณ์ลามติดต่อเผื่อแผ่กันแบบลูกโซ่ ไปสู่ชุมชนข้างเดียวให้ได้รับผลกระทบรวดเร็วง่ายดายยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นภัยจากโรคระบาด น้ำท่วมเมืองฉับพลันแบบบ่อยๆ ถี่ๆ เข้มๆ แปลกๆ ขึ้นเรื่อยๆ หรือภัยจากคุณภาพอากาศที่คนกรุงเทพฯ 90% หายใจเข้าแต่ละเฮือกก็มีพิษร้ายผสมเข้าไปในร่างกายทุกวินาที หรือแม้แต่แค่อุบัติเหตุธรรมดาในที่สาธารณะจุดเดียว มีผลให้เกิดอัมพาตลามกันได้เกือบค่อนเมือง เสริมด้วยอุบัติภัยอื่นๆ เช่น อัคคีภัย สารเคมีระเบิดกลางกรุง ม็อบเหลือง-แดง ก็ส่งผลกันไปทั้งเมือง เป็นต้น
นี่ยังไม่รวมเรื่องใหญ่คือความเสื่อม โทรมของสภาพแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตคนเมืองในวงกว้าง อีกทั้งภัยโลกร้อนที่ขอรับรองได้เลยว่าแม้แต่วันนี้เราก็ได้เริ่มเห็นความเสียหายจากภัยนี้แล้วและกำลังจะเพิ่มพูนขึ้นไปอีกมาก เกาะแห่งความร้อนเกิดขึ้นทั้งเมืองอันเนื่องจากอาคารซีเมนต์ ตึกสูง หนาแน่น และความร้อนรถยนต์เครื่องปรับอากาศหลายๆ ล้านบีทียู ซึ่งลมไม่สามารถพัดไอร้อน และฝุ่นพิษจากท่อไอเสียรถผ่านป่าคอนกรีตเหล่านี้ออกไปได้ มีแต่สะสมสงบแน่นิ่งรอสัมผัสกับชีวิตมนุษย์ที่อยู่ใต้ฝาชีแห่งพิษร้าย ฝนเทหนักเป็นช่วงๆ กระจุกไม่กระจายเหมือนก่อน ก็เพราะเกาะความร้อนเหนือหัวเรานี้แหละได้ปรากฏการณ์ให้เห็นแล้วแบบถี่ๆ เข้มๆ ท่วมทันที (น้ำรอการระบาย) นำออกไปสู่แม่น้ำและทะเลไม่ทันเพราะระดับน้ำทะเลสูงขึ้นๆ และต่อไปจะได้เห็นพายุทิศทางใหม่ๆ พัดพาคลื่นจากอ่าวไทยตอนบนสู่ถนนพระราม 2 และถนนสุขุมวิทสายเก่า และที่แน่ๆ กำลังจะเห็นอหิวาต์ มาลาเรีย พันธุ์ใหม่ ดื้อยา และไวรัสพันธุ์แปลกๆ ระบาดในเมืองง่ายดายยิ่งเพราะเราอยู่กันอย่างไหล่ชนไหล่อย่างนี้
ซึ่งไม่ต้องดูอื่นไกล จากโควิด-19 ที่ระบาดรอบสอง ติดเชื้อเฉพาะใน กทม. สองอาทิตย์เกือบ 500 คน หมอแนะให้อยู่กันห่างๆ แล้วจะเอาเนื้อที่ที่ไหนมาห่างละ เพราะแค่นี้ก็หายใจรดคอเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมสำนักงาน ร้านอาหารกันแล้ว เรื่องของเรื่องก็เพราะเมืองแน่นกิจกรรมต่างๆ จึงมาตกผลึกกันในพื้นที่แคบๆ นี้เอง
ขออนุญาตฝากไปยังผู้ว่าฯคนใหม่ ช่วยคิดกันให้ลึกให้ไกลกว่าเรื่องพื้นๆ ของ กทม.ที่ทำกันมาในอดีตได้แล้ว แล้วก็ประกาศเจตนารมณ์ออกมาตอนหาเสียงเสียเลย ชาว กทม.อย่างผมจะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกคนที่คิดเป็น ถูกใจ ฝากทำให้เมืองกระจายความหนาแน่นออกไปทั้ง 4 ทิศของปริมณฑล ที่มีแนวพัทธสีมาสีเขียวแบ่งกั้นกับเมืองเดิมเป็นห้วงๆ โดยใช้ 3-4 มาตรการเท่าที่จะคิดได้ เป็นตัวนำร่องอย่างจริงจัง ไม่ยอมอ่อนข้อ ไขว้เขวให้แก่แรงกดดันผลประโยชน์ธุรกิจใดๆ เพราะมาตรการทั้งปวงหากมีความยุติธรรมและเสมอภาคแล้วไซร้ ประชาชนบางส่วนแม้จะต้องปรับตัวเองไปจากวิถีเดิม ก็ย่อมจะยอมฟังและปฏิบัติตาม
ขอนำเสนอตัวอย่างมาตรการแรกๆ ได้แก่การใช้กติกาผังเมืองเป็นแม่บทของการกระจายเมืองให้หลุดพ้นจากสภาพปลากระป๋อง พื้นที่เป้าหมายจะคล้ายที่ อาจารย์กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา อดีตผู้ว่าฯกทม. ได้เสนอไว้ ได้แก่ พื้นที่หนองจอก ลาดกระบังด้านนอก สายไหมด้านติดคลองสามวา ทวีวัฒนา ด้านตะวันตก หนองแขมตะวันตก ประเวศ ด้านตะวันออกติด จ.สมุทรปราการ บางนา ด้านติดบางบ่อ แต่ที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำ เช่น แถวมีนบุรีใต้คลองสามวา และลาดกระบังตอนเหนือ ไม่เลวนักที่จะขยายผลด้วยการหารือใกล้ชิดกันกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม ให้เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย ที่สำคัญคือ เมื่อสามารถออกประกาศผังเมืองฉบับพิเศษนี้แล้ว ถ้าจะเปลี่ยนแปลงอีก ก็จะต้องให้ทำได้ยากกว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 ด้วยซ้ำไป!! และจะดีไปกว่านั้น ถ้าจะสามารถจัดทำผังเมืองจำเพาะจุดพื้นที่ขนาดเล็ก จะทำให้เกิดความสง่างามและปฏิบัติได้จริงๆ… สามารถคิดลึกอีกไปจนถึงการใช้หลักให้ที่อยู่อาศัยและที่ทำงานใกล้ชิดกัน ส่งเสริมให้ภาคเอกชนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบ Mixed-Use มาใช้เพิ่มมากขึ้นเพื่อประหยัดการเดินทาง
รวมถึงการวางระบบกำจัดของเสียให้พร้อมสรรพ แยกน้ำฝนออกจากน้ำเสียอาคาร เพื่อเอาน้ำจืดมาใช้ในวันหนึ่งที่สภาพแล้งมากระทบเมือง
ตัวอย่างมาตรการต่อมา ได้แก่ ระบบคมนาคมขนส่งมวลชน เราโชคดีที่ราชการในหลายๆ รัฐบาลตั้งแต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และอดีตผู้ว่าฯจำลอง ศรีเมือง ได้ปูพื้น วางแผนทำระบบขนส่งรางไว้เกือบ 400 กิโลเมตร ซึ่งก็ได้ค่อยๆ เริ่มมองเห็นเส้นนั้นเส้นนี้เสร็จปีนั้นปีนี้ และหากนำมาพิจารณาร่วมกับผังเมืองฉบับพิเศษดังกล่าว แล้วน่าดูว่าจะมีเส้นทางใดเพื่อเติมขึ้นมาอีกหรือไม่ ซึ่งรวมไปถึงระบบ Feeder ขนาดเล็กของแต่ละเมืองใหม่
อย่างไรก็ตามการสร้างสาธารณูปโภคใหม่เหล่านี้ ต้องคิดไกลไปในอนาคต ถึงการที่จะให้ปลอดภัยจากผลกระทบจากโลกร้อน (Climate Proof Infrastructures) เช่น ออกแบบให้ถนนยกระดับสูงขึ้นจากระดับน้ำทะเลปานกลางเสีย และไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการไหลหลากของน้ำท่วม หรือเช่นอาคารทั้งปวงต้องออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ธรรมชาติเข้าช่วยให้มากในการระบายอากาศอาคาร ประหยัดพลังงาน หรือปลูกแนวต้นไม้ใหญ่เป็นแนวกันฝุ่นจากแหล่งเครื่องยนต์ทั้งปวง และที่สำคัญออกแบบเมืองให้มีเว้นพื้นที่เปิดเพื่อเป็นแหล่งสันทนาการให้มากที่สุดด้วยการกำหนดอัตราส่วนพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในผังเมืองพิเศษดังกล่าว หรือพื้นที่เป็นสาธารณะเพื่อให้เป็นแหล่งกับเก็บน้ำหลากและเป็นแหล่งกักเก็บน้ำหรือแม้แต่พื้นที่เกษตรในเมือง เป็นต้น
ส่วนมาตรการสุดท้ายที่ กทม.ต้องดิ้นรนทำคือมาตรการจูงใจให้ประชาชน-ภาคเอกชนหันมาร่วมทุนในพื้นที่เมืองใหม่ในวิถีใหม่ดังกล่าว ทั้งการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ระบบขนส่ง ให้บริษัทห้างร้านตัดสินใจ
ย้ายหนีแหล่งเสื่อมโทรมในเมืองเก่าไปอยู่เมืองใหม่กัน เหมือนอย่างที่ราชการพยายามย้ายตัวเองออกไปอยู่แจ้งวัฒนะฉันใดฉันนั้น อีกทั้งใช้มาตรการจูงใจหลากหลายทั้งด้านภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีอาคารโรงเรือน แม้แต่ภาษีนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ซึ่งต้องไปขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากกระทรวงการคลัง ก็คงไม่ขอมากถึงกับเป็นอัตราเดียวกับมาตรการลดหย่อนภาษีในพื้นที่ EEC ก็ได้
วันนี้จึงขอสนับสนุนและให้กำลังใจ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ทุกๆ ท่าน ให้คิดและสามารถเดินออกนอกกรอบคิดเดิมๆ ให้ได้ และสามารถชี้แจงต่อสาธารณชนให้รับทราบว่าประชาชนเขาเองนั้นจะได้ประโยชน์จากผู้ว่าฯ คนใหม่ อะไร อย่างไรบ้าง?
เผื่อชาว กทม. อย่างผมจะได้ขออนุญาตเป็นหัวคะแนนช่วยหาเสียงให้อีกคน
พิจิตต รัตตกุล

