เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 คณะกรรมการสมานฉันท์ที่ประธานรัฐสภาแต่งตั้ง ได้เปิดประชุมเป็นครั้งแรก และมีมติแต่งตั้งนายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมรัฐสภาเมื่อเดือนตุลาคม 2563 เพื่อพิจารณาหาทางคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นใหม่ที่จัดชุมนุมประท้วงฝ่ายหนึ่งกับรัฐบาลและรัฐสภาอีกฝ่ายหนึ่ง ข้อเสนอแรกเริ่มคือให้ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ประกอบด้วยบุคคล 7 ฝ่าย จำนวน 21 คน ขณะนี้ได้แต่งตั้งเพียง 11 คน คือ ฝ่ายรัฐบาล, ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล, และส.ว. ฝ่ายละ 2 คน และฝ่ายวิชาการอีก 5 คน ส่วนที่เตรียมตั้งอีก 4 คนคือฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ โดยอาจขอให้กรรมการที่มี รวมทั้งขอให้ฝ่ายค้าน (ซึ่งมีโควต้ารออยู่ 2 คน) เสนอชื่อให้ประธานรัฐสภาพิจารณาแต่งตั้งต่อไป ส่วนฝ่ายคนรุ่นใหม่ที่จัดชุมนุมประท้วงได้ปฏิเสธเด็ดขาดไม่ขอเข้าร่วม จึงเข้าใจว่าจะไม่มีฝ่ายที่จัดชุมนุม (ทั้งฝ่ายคนรุ่นใหม่และฝ่ายที่เห็นต่าง) เข้าร่วมในคณะกรรมการชุดนี้
ประธานรัฐสภากล่าวในที่ประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการสมานฉันท์ว่า อยากเห็นการพูดคุยและรู้ข้อเท็จจริงร่วมกัน และฟังความเห็นของผู้รู้ เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง ส่วนจะคุยกันเรื่องใด และจะใช้เวลาสักเท่าไรไม่ได้กำหนดไว้ เพียงแต่ขอให้คุยในกรอบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันที่จริง ถ้าจะขยายความอีกสักนิดว่ากรอบคือ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย (democratic and constitutional monarchy) ก็น่าจะดี
ขอแสดงความเห็นพอสังเขปในเรื่องพันธกิจที่คณะกรรมการสมานฉันท์ควรพิจารณาในเบื้องต้นดังนี้ ที่มาของคณะกรรมการฯเป็นเรื่องความขัดแย้ง ที่ขอเรียกว่าความขัดแย้งทางสังคมการเมือง คณะกรรมการฯควรพิจารณามิติทางสังคมและทางการเมืองควบคู่กันไป เพราะเกี่ยวเนื่องกันอยู่แล้ว ดังจะเห็นได้จากความแตกต่างของรุ่นวัย (generation) ในความขัดแย้งครั้งนี้ พันธกิจเรื่องความสมานฉันท์ตามชื่อของคณะกรรมการฯเป็นเรื่องเป้าหมายหรือการหวังผลระยะยาว เหมือนคำว่านิโรธ การพิจารณาของคณะกรรมการฯในเบื้องต้นจึงควรเป็นเรื่องมรรควิธี (การเดินทางสู่เป้าหมาย) ที่จะช่วยแปลงเปลี่ยน (transform) ความขัดแย้งไปสู่ความขัดแย้งที่สร้างสรรค์หรือเชิงบวก
พันธกิจของคณะกรรมการฯน่าจะได้แก่การศึกษาความขัดแย้งและเสนอแนะทางออก หรือที่เรียกว่าการแปลงเปลี่ยน ให้เป็นความขัดแย้งแบบอารยะบนพื้นฐานแห่งความเป็นธรรม การศึกษาโดยทั่วไปอาจเริ่มจากการ “ทบทวนวรรณกรรม” นั่นคือศึกษาว่าที่ผ่านมานานปีนั้น มีความขัดแย้งในเรื่องใด มีใครศึกษาและเสนอแนะการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งทางสังคมการเมืองไว้อย่างไรบ้าง ในคราวใดมีการแปลงเปลี่ยนในเชิงลบหรือในทำนองถอยหลัง มีคราวใดมีความพยายามในเชิงบวกแต่เกิดติดขัดเพราะมีอะไรเป็นอุปสรรค ถ้าจะศึกษาย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 2475 ได้ก็ดี แต่ควรเน้นเหตุการณ์ทางสังคมการเมืองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง สลับด้วยการรัฐประหารและการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ละครั้งก็หวังว่าจะคลี่คลายความขัดแย้งได้ตลอดรอดฝั่ง แต่ความขัดแย้งยังดำรงอยู่อย่างมีพลวัต จนปัจจุบัน คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นประเด็นล่าสุดที่ทำให้เกิดความอ่อนไหวทางอารมณ์ และมีมิติทางสังคมวิทยาอยู่ไม่น้อย
แนวทางการแก้ไขความขัดแย้งที่ผ่านมา ได้พูดถึงการปรองดองและการปฏิรูปไว้มาก แม้จะยังไม่เกิดความปรองดองจากความบาดหมางเดิมมากนัก แต่การปฏิรูปได้เกิดขึ้นบ้างแล้ว เช่น การมีรัฐธรรมนูญใหม่ในปี พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2560 ตลอดจนความพยายามที่จะปฏิรูปอีกครั้งโดยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในปี พ.ศ. 2564 แต่บางคนอาจถือว่านี่เป็นการปฏิรูปซ้ำซากที่ไม่ลงตัว อย่างไรก็ดี การแก้ไขความขัดแย้งที่ผ่านมาอาจถือว่าเป็นความพยายามที่อยู่ในกรอบคิดของธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นกรอบคิดที่เหมาะสม จำเป็น แต่อาจไม่เพียงพอ คนที่มีอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญ ถือตัวว่าชำนาญและคิดเก่ง จึงเติมแต่งรายละเอียดแก่คำว่าธรรมาภิบาลตามแต่ใจ ผมยังชอบคำว่า “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม” ของนายนิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งเป็นฉบับที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ผมหมายความว่า สำหรับฉบับลายลักษณ์อักษรที่เราจำเป็นต้องมี เป็นไปได้ไหมที่จะเขียนแต่แก่นสารที่เป็นหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยและหลักธรรมาภิบาลอันเป็นสากล ทั้งนี้ ให้ประนอมกับหลักประเพณีและวัฒนธรรมการเมืองในส่วนที่ไม่ขัดกับประชาธิปไตย
ผมอยากให้ความสำคัญแก่คณะกรรมการสองชุดที่ตั้งโดยรัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นชุดที่ได้ศึกษาและมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปไว้อย่างน่าสนใจ ชุดแรกมีชื่อว่าคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (กปร.) มีนายอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธาน ผลการศึกษาของ กปร. พบว่า ประเด็นสำคัญคือความยุติธรรมในสังคม เพราะมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมาก เช่น เกษตรกรและช่างหัตถกรรมมีรายได้น้อย แรงงานส่วนใหญ่อยู่นอกระบบทำให้ขาดหลักประกันทางสังคม คุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำ เป็นต้น แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครอง ที่ควรเร่งแก้ไขเพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้เข้าถึงอำนาจได้อย่างเท่าเทียมกัน
คณะกรรมการอีกชุดหนึ่งมีชื่อว่าคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ (สปร.) มีนายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและรวบรวมข้อคิดเห็นเพื่อมาสังเคราะห์เป็นนโยบายสาธารณะและแผนปฏิบัติการ สปร. มีความมุ่งหวังที่จะประสานงานระหว่างพลังสามพลัง ได้แก่พลังสังคม พลังปัญญา และพลังอำนาจรัฐ โดยไม่เน้นการปรองดองจากเหตุร้าวฉานในอดีต หากมองอนาคต ตลอดจนทำและนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ รวมถึงวัฒนธรรมใหม่และคุณค่าใหม่ สปร. ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 14 ชุด เพื่อดึงภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมในการปฏิรูป เช่น ภาคราชการ ภาคธุรกิจ ผู้ใช้แรงงาน กลุ่มชาติพันธุ์ เกษตรกร เครือข่ายผู้หญิง เครือข่ายเยาวชน เครือข่ายคนพิการ เป็นต้น คณะกรรมการทั้ง 14 ชุดมีหน้าที่ขับเคลื่อนงานสมัชชาที่จัดขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ข้อสรุปจากสมัชชาต่าง ๆ ได้นำมาสังเคราห์เป็นนโยบายสาธารณะเพื่อความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันระหว่างผู้คนในภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม
คณะกรรมการสมานฉันท์ที่เพิ่งตั้งขึ้นควรจะหยิบยกบทเรียนต่าง ๆ จากในอดีต รวมทั้งข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศมาต่อยอด โดยพิจารณาประเด็นสำคัญทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (โดยเฉพาะประเด็นการศึกษา) ที่เป็นปัจจุบันและจะเป็นอนาคต โดยประเด็นการเมืองมี อาทิ ความยั่งยืนของสถาบันพระมหากษัตริย์ ความยั่งยืนของระบอบรัฐสภา การกระจายอำนาจสู่ฐานราก ฯลฯ ประเด็นเศรษฐกิจมี อาทิ การกระจายรายได้ การพัฒนาการประกันสังคมให้ครอบคลุมทั่วถึงยิ่งขึ้น การป้องกันการครอบงำตลาดโดยทุนใหญ่ ฯลฯ ประเด็นสังคมวัฒนธรรมรวมถึงการพัฒนาสังคมที่เบิกบานและมีสุขภาวะ สังคมเอื้ออาทรและแบ่งปัน การศึกษาออน์ไลน์ที่มีประสิทธิผล เป็นต้น
ประธานรัฐสภาได้รำพึงว่าเพิ่งจะตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ก็มีคนปรามาสแล้วว่าจะทำไม่สำเร็จ อย่างไรก็ดี การประเมินผลสำเร็จควรวัดที่เจตนาและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ คนวิจารณ์อ้างว่า ที่ผ่านมามีคณะกรรมการปรองดอง สมานฉันท์และปฏิรูปหลายคณะ ล้วนบอกว่าจะทำเรื่องใหญ่ แต่แล้วพบว่าผลสัมฤทธิ์ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจรัฐที่เปลี่ยนบ่อย ซึ่งไม่ทราบว่าคณะกรรมการสมานฉันท์จะทำความเข้าใจกับสังคมในเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร คงต้องดูกันต่อไป มีเรื่องหนึ่งที่ทั้งนายอานันท์และนายแพทย์ประเวศได้เน้นไว้คือ ลำพังอำนาจใดก็ไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนการแปลงเปลี่ยนสังคมการเมือง เรื่องนี้ต้องการความร่วมมืออย่างจริงจังและให้เกียรติกัน ระหว่างรัฐ-ประชาสังคมและธุรกิจ-พลเมืองฐานราก หากคณะกรรมการสมานฉันท์สามารถเสนอรูปแบบและวิธีการประสานงานและการขับเคลื่อนที่รวมทุกฝ่าย (inclusive) และโดนใจฝ่ายต่าง ๆ ได้ละก็ ไม่ต้องคิดพึ่งสื่อมวลชนหรือสื่อสังคมออนไลน์มากนัก เพราะสื่อเหล่านี้รวมทั้งประชาชน เมื่อเห็นการทำงานที่เอาจริงเอาจังไม่แต่เพียงรูปแบบ ก็จะให้การสนับสนุนเอง
โคทม อารียา

