มติชนสุดสัปดาห์เพิ่งเปิดตัวคอลัมนิสต์ชุดใหม่ไปสดๆ ร้อนๆ
หนึ่งในนั้น คือ ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์-ประวัติศาสตร์ ผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาจนถึงยุคสงครามเย็น ที่โดดเด่นมากๆ ในช่วงหนึ่งทศวรรษหลัง
และมีผลงานหนังสือที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างสูงจากบรรดาเยาวชนที่กระตือรือร้น-ใฝ่รู้ทางการเมืองในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา
ดร.ณัฐพล เริ่มต้นประจำการที่คอลัมน์ My Country Thailand ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ 22 มกราคม ด้วยบทความชิ้นแรกซึ่งมีหัวเรื่องว่า คนละโลก : โลกของเด็ก ในสายตาผู้นำและผู้ใหญ่ (สลิ่ม) และ โลกของผู้ใหญ่ (สลิ่ม) ในสายตาเด็ก
อันเป็นงานเขียนที่พาคนอ่านย้อนไปพินิจพิเคราะห์สัมพันธภาพทางอำนาจในสังคมการเมืองไทย ผ่านประเด็นที่ดูเหมือนจะไม่ใหญ่อย่าง คำขวัญวันเด็ก
คำขวัญวันเด็กชุดแรกๆ นั้นถือกำเนิดขึ้นในสังคมไทยภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการทหาร จากช่วง 2500 ถึงกลางทศวรรษ 2510 คำขวัญกลุ่มนี้จึงมุ่งสร้างกรอบความคิด-โลกทัศน์ให้เหล่าเยาวชนยอมรับหลักอาวุโส เชื่อฟังผู้ใหญ่และกรอบประเพณีต่างๆ อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตนและขยันขันแข็ง
นี่คือกรอบคิดที่หล่อหลอมผู้หลักผู้ใหญ่รุ่น เบบี้บูมเมอร์ จำนวนมากในสังคมยุคปัจจุบัน
แม้โลกทัศน์ทางการเมืองที่แฝงเร้นมาในคำขวัญวันเด็กระลอกแรกจะถูกคั่นขวางด้วยพลังการตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ในปี 2516
ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน โดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
คำขวัญวันเด็กก็หวนย้อนไปทำหน้าที่ในการดึงเยาวชนกลับคืนสู่ โลกของเด็ก
ซึ่งต้องเดินตามค่านิยมหลักของรัฐ ตลอดจนจารีตขนบธรรมเนียมที่ผู้นำและผู้ใหญ่ปรารถนา
อย่างไรก็ดี เมื่อสงครามเย็นยุติลง ประเทศไทยต้องเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการสร้างประชาธิปไตย และให้ความสำคัญกับความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ
ค่านิยมใหม่ เหล่านั้น ล้วนถูกสะท้อนผ่านคำขวัญวันเด็กจำนวนมากระหว่างทศวรรษ 2540
แต่แล้วภายหลังรัฐประหาร 2549 จวบจนถึงหลังรัฐประหาร 2557 คำขวัญวันเด็กในโลกทัศน์ของผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ ก็ถอยหลังกลับไปเน้นย้ำถึงความเชื่อทางศาสนา ความสามัคคีในสังคม และความมั่นคงของรัฐ ตามกรอบคิด จารีตนิยม อีกครั้งหนึ่ง
คำถามที่ ดร.ณัฐพล ตั้งขึ้นก็คือความคิดของผู้ใหญ่ที่ดำรงอยู่ในคำขวัญวันเด็กยุคหลังๆ นั้นมีอิทธิพลต่อเยาวชนรุ่นใหม่ๆ มากน้อยเพียงใด?
เมื่อพิจารณาว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่ ณ ปัจจุบัน คือกลุ่มประชากรที่เกิดและเติบโตมาพร้อมกับ ค่านิยมใหม่ ช่วงทศวรรษ 2540
พวกเขาและเธอคือกลุ่มคนผู้ตื่นตัวทางการเมืองอย่างมากมายมหาศาลในปี 2563 ซึ่งพยายามตั้งคำถามพุ่งตรงไปยัง โลกใบเก่า รวมทั้งต่อต้านท้าทายผู้ใหญ่วัย 60-70 ปี ที่ยึดกุมอำนาจทางการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น และชอบชี้นิ้วประณามคนรุ่นใหม่ว่าเป็น พวกชังชาติ
ตัวอย่างอันชัดเจนของแนวปะทะดังกล่าว ก็คือการที่กลุ่ม นักเรียนเลว
ล้อเลียน โลกทัศน์แบบผู้ใหญ่ ด้วยการแปลงเนื้อหาของเพลง เด็กเอ๋ยเด็กดี เป็น ผู้ใหญ่เอ๋ยผู้ใหญ่ดี
ซึ่งกระตุ้นเตือนให้ผู้ใหญ่เปิดกว้างและรับฟังความคิดที่แตกต่างของผู้น้อย รู้จักเรียนรู้โลกใบใหม่ และยอมรับความผิดพลาดของตนเอง
เช่นเดียวกับที่พวกเขาเพิ่งแปลงสารในคำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรี
โดยเสริมใส่จุดยืน กำจัดอำนาจนิยม ทวงคืนประชาธิปไตย ลงไป
ความขัดแย้งที่สำแดงผ่านประวัติศาสตร์ของคำขวัญวันเด็ก ซึ่ง ดร.ณัฐพล นำเสนอเอาไว้ คืออีกหนึ่งสัญญาณเล็กๆ อันบ่งชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในสังคมการเมืองไทย
ปราปต์ บุนปาน

